เหล่าสมาชิกในตระกูลไม่ได้เห็นหน้าหลันเฟิงมาเนิ่นนานแล้ว
ความทรงจำที่พวกเขามีต่อชายหนุ่มหยุดอยู่ที่ใบหน้าเน่าเฟะที่แผ่กลิ่นเหม็นเน่าออกมาเมื่อชายหนุ่มได้ใบหน้าเดิมกลับคืนมาจึงทำให้ทุกคนตะลึงงันไป
สาเหตุที่หลันเฟิงเสียโฉมเป็เพราะถูกพิษผีดิบกัดกร่อน
และในเมื่อเขาฟื้นฟูใบหน้ากลับมาได้นั่นก็หมายความว่าพิษผีดิบในร่างกายของเขาสลายหายไปแล้วใช่หรือไม่
ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในใจของทุกคน
“พี่หลันเฟิง!”
เสียงใสที่ตกตะลึงระคนดีใจดังมาจากหญิงสาวที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน
พอสิ้นเสียงใสกังวานนั้นสาวงามชุดขาวก็สาวเท้าเดินออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเรือนผมสีดำขลับมีเครื่องประดับสีฟ้าน่ารักแซมอยู่เพิ่มความอ่อนโยนให้นางขึ้นหลายส่วน
คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่อยู่รอบๆมองเงาร่างของหญิงสาวแล้วอดเหม่อลอยไม่ได้
หลันเฟิงลูบจมูกสายตาตกอยู่ที่เรือนร่างของหญิงสาวที่มีร่างกายอรชนอ้อนแอ้นแล้วเอ่ยอย่างจนปัญญาว่า“นี่แม่นางน้อย เ้าจงใจดึงดูดความเกลียดชังมาให้ข้าสินะ!”
“ฮิๆ”หญิงสาวมายืนอยู่ข้างกายหลันเฟิงอย่างชาญฉลาดสิ่งที่ตอบเขาก็มีเพียงรอยยิ้มสนุกสนาน
ผู้ที่ชมชอบหญิงสาวที่อยู่รอบๆพลันส่งสายตาอิจฉาริษยามาให้ชายหนุ่มดังคาด
หญิงสาวชะงักเล็กน้อยแล้วเรียกหลันเสียนหลงด้วยความเคารพนบน้อมว่า “ท่านลุง”
สายตาพึงพอใจของหลันเสียนหลงหยุดอยู่บนเรือนร่างของหญิงสาวก่อนหันไปพยักหน้าให้หลันเฟิงอย่างมีเลศนัย แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า“พวกเ้าคุยกันไปเถอะ ข้าจะไปดูว่ามีอะไรตรงไหนให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่”
สิ้นเสียงเขา เงาร่างของหลันเสียนหลงก็กลืนหายเข้าไปในฝูงชน
หลันเฟิงยังไม่ทันได้ปริปากบ่นอะไรแขนก็ถูกเกาะเอาไว้แล้วข้างหูมีเสียงน้อยใจของหญิงสาวดังขึ้น “พี่หลันเฟิงเหตุใดถึงไม่สนใจข้านานขนาดนั้น”
หลันเฟิงกระแอมไอแก้เก้อชักมือออกอย่างแเี แล้วอธิบายว่า “่นี้ข้ายุ่งมาก ไม่ค่อยมีเวลาเลยน่ะ”
โชคดีที่หญิงสาวไม่ได้เป็คนชอบวอแวและคำแก้ตัวนี้ก็พอจะรับได้
แม้ว่าคนในตระกูลที่อยู่รอบๆจะไม่ได้มองมาทางนี้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังแอบจับตามองอย่างเงียบๆ
ส่วนตัวเอกในพิธีสวมกวานอย่างหยางกวงบุตรชายของาุโรองหยางเจิ้นที่ถูกแย่งชิงความสนใจไปนั้นกลับไม่ถึงขั้นไม่มีผู้ใดไถ่ถาม
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาแฝงไว้ด้วยความความมืดมนสายตาของชายหนุ่มที่มีคุณธรรมสูงส่งมองไปที่หลันเฟิง ในสายตานั้นแฝงไว้ด้วยความไม่เป็มิตรหลายส่วน
“เ้าสวะ” หยางกวงลอบกำหมัดแน่นหากไม่ใช่เพราะเป็พิธีสวมกวานของตนเอง หยางกวงคงลงมือแย่งชิงจุดสนใจกลับคืนมาแล้ว
หยางกวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่งเพื่อระงับความโกรธในใจ ก่อนหรี่ตาลง “ยามนี้ปล่อยให้เ้าโอ้อวดไปก่อนอีกเดี๋ยวมาดูว่าข้าจะจัดการเ้าอย่างไร”
หลังจากผ่านไปชั่วครู่นอกจากผู้ที่รับหน้าที่ดูแลเื่สำคัญจนปลีกตัวออกมาไม่ได้แล้วคนที่เหลือในตระกูลก็อยู่ที่นี่กันหมด
เรือนบรรพบุรุษที่กว้างใหญ่เมื่อทอดสายตาไปก็เต็มไปด้วยผู้คนเนืองแน่น
สายตาและบทสนทนาของทุกคนย่อมตกอยู่ที่เรือนร่างของชายหนุ่มที่ไม่ได้พบเห็นมาเนิ่นนานไม่ว่าจะเป็ใบหน้าหมดจดที่ฟื้นฟูกลับมา กลิ่นเหม็นเน่าที่หายไปหรือว่าความสนิทสนมกับบุตรสาวผู้นำตระกูลหยางเสวี่ย ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนสร้างความวุ่นวายเล็กๆ
แต่หลันเฟิงที่ตกเป็เป้าสายตากลับทำเหมือนไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกายอย่างไรอย่างนั้นเขาทำตัวอย่างเป็ธรรมชาติ สีหน้ายังคงราบเรียบั้แ่ต้นจนจบ
เสียงพูดคุยแ่เบาระหว่างหลันเฟิงและหยางเสวี่ยบางครั้งก็ทำให้หญิงสาวหัวเราะ “คิกๆ” ออกมา ทำให้เหล่าญาติสายรองจำนวนมากในตระกูลยิ่งรู้สึกอิจฉา
หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อหลันเฟิงพลันปิดปากฉับ สายตาเลื่อนไปที่เงาร่างของชายวัยกลางคนที่สาวเท้ามาอย่างช้าๆ
หญิงสาวที่เดิมอยู่ในอากัปเสียกิริยาพลันจัดเสื้อผ้าและนั่งให้เรียบร้อยทันทีพลางร้องเรียกอย่างเฉลียวฉลาดว่า “ท่านพ่อ”
“ท่านผู้นำตระกูล”คนที่อยู่รอบด้านรวมทั้งหลันเฟิงล้วนร้องเรียกชายวัยกลางคนด้วยความเคารพนบน้อมอย่างพร้อมเพรียง
คนผู้นี้คือหยางเซียวผู้นำตระกูลหยาง เป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลและเป็หนึ่งในสามยอดฝีมือระดับจันทราของตำบลเฟิงความแข็งแกร่งของเขาไม่จำเป็ต้องพูดบอกใดๆเพราะทุกอากัปกริยาของเขาก็ล้วนแสดงความแข็งแกร่งออกมาอยู่แล้ว
หลังจากที่พยักหน้าให้ทุกคนเล็กน้อยหยางเซียวถึงได้หันมามองหลันเฟิงแล้วเปล่งเสียงอันอ่อนโยนออกมาด้วยความตกตะลึงเล็กๆ “พิษผีดิบสลายไปแล้ว?”
สำหรับผู้นำตระกูลผู้นี้เขาเป็คนที่หลันเฟิงยอมรับและยังรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่หลายส่วน
เพราะการปฏิบัติอย่างยุติธรรมรวมทั้งการดูแลเป็การส่วนตัวของหยางเซียวพวกเขาสองพ่อลูกถึงได้ไม่ถึงกับไร้ที่อยู่อาศัยหลังจากที่สูญเสียทุกอย่าง
“โชคดีหลอมพิษผีดิบได้ขอรับ”เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้หลันเฟิงไม่คิดจะปิดบัง และไม่จำเป็ต้องปิดบัง
“ฝึกบำเพ็ญได้แล้ว?”
“ขอรับ”
“ดีข้าเป็กำลังใจให้ หวังว่าข้าจะได้เห็นอัจฉริยะเหมือนในอดีตในอีกไม่ช้า”ใบหน้าเรียบเฉยเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา แม้หยางเซียวไม่ได้ยกย่องหรือชื่นชมแต่ประโยคนี้ก็แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงรอคอย ถือเป็คำชมเชยและให้กำลังใจที่สุดสำหรับหลันเฟิง
“ขอรับ” เขายังคงตอบเพียงสั้นๆแต่ในคำพูดนั้นแฝงไว้ด้วยความมั่นใจ
หยางเซียวพยักหน้าแล้วหัวเราะหึๆเขาไม่รู้ว่าหลันเฟิงไปเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่เขาชอบความมั่นใจเช่นนี้ของหลันเฟิงยิ่ง
ตนในยามนั้นก็มั่นใจเช่นนี้ไม่ใช่หรือ
บทสนทนาสั้นๆระหว่างทั้งสองคนกลับทำให้เกิดคลื่นั์ในใจของทุกคน
หลันเฟิงหลอมพิษผีดิบในร่างสำเร็จแล้ว?
เขาฝึกบำเพ็ญเพียรได้อีกครั้ง?
อัจฉริยะที่ตกอับไปสามปีจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง?
สายตาของคนที่จ้องมองหลันเฟิงโดยรอบพลันเปลี่ยนเป็สับสนทันทีผู้ที่เคยหัวเราะเยาะดูถูกหลันเฟิงหรือเหล่าคนในตระกูลที่ชอบเล่นลูกไม้ต่างตึงเครียดและมีคนไม่น้อยที่รู้สึกเสียใจกับการกระทำที่ผ่านไปแล้วของตนเอง
“หึๆ น่าสนใจ” หนึ่งในอัจฉริยะของตระกูลหยางหลานของาุโใหญ่หยางเอ้า หยางจ้านเอ่ยพึมพำด้วยเสียงแ่เบา
ไม่ไกลจากเขา าุโรองหยางเจิ้นขมวดคิ้วไม่เอ่ยอะไร
กลับเป็บุตรชายของเขาหยางกวง เดิมคนที่ควรจะได้รับความสนใจควรจะเป็ตนคิดไม่ถึงว่าจะถูกเ้าสวะในสายตาของตนแย่งไป โทสะในใจที่พยายามปกปิดไว้จึงเล็ดลอดออกมา
หลังจากที่สนทนากับหลันเฟิงสองสามประโยคสายตาของหยางเซียวก็เคลื่อนมาที่เรือนร่างของหญิงสาว แล้วเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง“จำใจต้องยอมรับว่าสายตาของแม่นางน้อยอย่างเ้าไม่แพ้มารดาของเ้าเลย”
หยางเสวี่ยหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยชั่วขณะนั้นนางพลันร้องเรียกอย่างกระเง้ากระงอด “ท่านพ่อ~!”
หยางเซียวโบกมืออย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแล้วพลันเอ่ยว่า“อย่ามาเรียกข้าเช่นนี้ เื่ของพวกเ้า พ่อี้เีเข้าไปยุ่งด้วย”
“หึ” เมื่อออดอ้อนไม่สำเร็จ หญิงสาวก็ปั้นหน้ามุ่ยทันที แล้วแค่นเสียงหึเบาๆท่าทางนี้ช่าง ‘น่ารัก’ ยิ่งนัก
ฉากนี้ทำให้เหล่าญาติสายรองในตระกูลที่อยู่รอบด้านมองกันตาค้าง
หยางเซียวไม่ได้สนใจท่าทางของหญิงสาวเพียงเหลือบมองสีท้องฟ้าด้านนอกแล้วหันกลับมา “ถึงเวลาอันสมควรแล้วเริ่มพิธีสวมกวานกันเถอะ”
เขาเอ่ยพลางเดินผ่านข้างกายของหลันเฟิงและหยางเสวี่ยตรงไปหาหยางเจิ้นและหยางกวงสองพ่อลูก เพื่อเตรียมเริ่มพิธีสวมกวาน
พิธีสวมกวานของยอดฝีมือระดับดาราคนที่สามสิบสองของตระกูลมีคุณสมบัติทำให้ผู้นำตระกูลอย่างเขามาเป็พ่องานด้วยตนเองสำหรับหยางกวงพ่อลูกแล้ว การที่ผู้นำตระกูลมาจัดพิธีสวมกวานให้ด้วยตนเองย่อมเป็เกียรติยศอย่างยิ่ง
หยางเซียวมาอยู่ตรงหน้าหยางกวงพ่อลูกแล้วเอ่ยถามว่า“เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”
หยางเจิ้นรีบตอบรับว่า“เรียบร้อยแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดีเริ่มกันเถอะ” หยางเซียวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินไปยังแผ่นศิลาของบรรพบุรุษที่เรียงรายอยู่ด้วยความเยือกเย็นพอเดินไปถึงตรงหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง ก็หยุดฝีเท้าลง แล้วหันกายกลับมาหาทุกคนในตระกูล
พริบตานั้นเสียงคึกครื้นภายในเรือนบรรพบุรุษก็เปลี่ยนเป็เงียบงันขนาดเข็มหล่นยังได้ยินข้างหูได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
พิธีสวมกวานโดยเฉพาะพิธีสวมกวานในเรือนบรรพบุรุษเป็สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มากไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจลบหลู่ได้
หยางกวงยืดอกอย่างภาคภูมิใจราวกับนี่ไม่ใช่พิธีสวมกวาน แต่เป็พิธีาาภิเษก
หยางเจิ้นเองก็ใบหน้าแดงก่ำบุตรชายของตนได้จัดพิธีสวมกวานในเรือนบรรพบุรุษ ในฐานะบิดา เคยได้รับเกียรติเช่นนี้ที่ไหนกันต้องเข้าใจว่าเขาในยามนั้นอายุสิบเจ็ดถึงจะเหยียบย่างเข้าสู่ระดับไอปราณแม้จะเกินไปแค่หนึ่งปี แต่ก็ถือว่าไม่มีคุณสมบัติให้จัดงานพิธีสวมกวานในเรือนบรรพบุรุษ
ผ่านมาสิบกว่าปีคนที่มีคุณสมบัติจัดพิธีสวมกวานในเรือนบรรพบุรุษทั้งหมดมีแค่สองคน หนึ่งคือหลานชายของผู้าุโใหญ่หยางเอ้าหยางจ้าน ที่ก้าวเข้าสู่ระดับไอปราณได้เมื่อสองปีก่อน ยามนี้อายุสิบแปดปี
อีกคนหนึ่งคืออัจฉริยะจากญาติสายรองหลัวเทียน เข้าสู่ระดับไอปราณได้เมื่อสามปีก่อน ยามนี้อายุสิบเก้าปี
ทว่าด้านหลังสองชื่อนี้จะต้องเพิ่มชื่อหยางกวงเข้าไปด้วยแล้ว
ยามนี้บุตรชายของเขาคือบุคคลสำคัญแล้ว
และเขาก็นับว่าเป็หนึ่งในบุคคลสำคัญ
พิธีสวมกวานนั้นง่ายมากก็คือการอ่านคัมภีร์คำสอนอันตายตัวให้ฟัง รวมทั้งมอบตราที่มีความหมายว่าบรรลุนิติภาวะแล้วให้ตรานี้เป็ทั้งเกียรติยศและเป็ความรับผิดชอบที่หนักหน่วงอย่างหนึ่ง
บรรลุนิติภาวะแล้วก็หมายความว่าต้องรับภาระหน้าที่ของผู้ใหญ่
หลันเฟิงมองใบหน้าตื่นเต้นดีใจของหยางกวงขณะรับตราไปจากมือหยางเซียว
เขายังไม่ได้เอ่ยปากหยางเสวี่ยที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยพึมพำด้วยเสียงแ่เบาว่า“ก็แค่จัดพิธีสวมกวานที่เรือนบรรพบุรุษมิใช่หรือ มีอะไรน่าพึงพอใจกัน”
หากคำนี้ออกมาจากปากของผู้อื่นก็คงจะถูกโต้แย้งไปแล้วแต่พอออกมาจากปากหญิงสาวกลับไม่มีผู้ใดโต้แย้ง
เพราะนางมีคุณสมบัติที่จะพูดเช่นนี้จริงๆ
ในฐานะอัจฉริยะที่มีความหวังว่าจะทะลวงระดับไอปราณได้ภายในปีนี้สิ่งที่หยางกวงทำ เมื่ออยู่ต่อหน้านางแล้วก็ยังถือว่าดีไม่พอจริงๆถึงอย่างไรเสียนางในยามนี้ก็เพิ่งจะอายุสิบสี่ปี
ยอดฝีมือระดับดาราอายุสี่สิบปีไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในตระกูลหยางมาหลายปีแล้ว
และนี่เป็เพราะนางไม่ชอบการฝึกฝนจึงไม่ค่อยเสียเวลาหรือตั้งใจฝึกเท่าใดนัก มิเช่นนั้นยามคงกลายเป็ยอดฝีมือระดับดาราเร็วกว่านี้ปีถึงสองปีแล้ว
“แม่นางน้อยข้ายอมรับว่าเ้าเป็อัจฉริยะที่ร้ายกาจที่สุดในตระกูลหยางแล้ว พอใจหรือยัง”หลันเฟิงมองค้อนขวับอย่างจนปัญญา แล้วเอ่ยอย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
ผู้ใดจะรู้ว่าหญิงสาวกลับขมวดคิ้วอย่างน่าเอ็นดูพลางย่นจมูกอย่างงดงามแล้วเบะปากเอ่ยว่า “ไม่ใช่สักหน่อย!ข้าจำได้ว่าท่านพ่อและท่านาุโใหญ่ล้วนเคยบอกว่าพี่หลันเฟิงคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีในตระกูลหยางของพวกเรา!”
ไม่ผิดหลันเฟิงในอดีตเคยถูกยกย่องว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีของตระกูลหยาง!
แต่แค่อัจฉริยะคนนั้นกลับประสบเหตุการณ์แปลกประหลาดทำให้เขาต้องล้มลงกลางคัน
ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อมองเงาร่างที่ภาคภูมิใจของหยางกวงในหัวของคนในตระกูลกลับมีเงาร่างหนึ่งแวบขึ้นมาสายตาของพวกเขาเลื่อนไปที่เรือนร่างของชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่อย่างเงียบเชียบพลันเหม่อลอยไปเล็กน้อย
ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มในยามนี้ซ้อนทับกับภาพลักษณ์ตามความทรงจำในอดีตอันลางเรือนของพวกเขาแล้ว