ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 109 ทำให้คนอื่นอิจฉาได้ง่ายๆ

            หลินเฉวียนเห็นหยวนซินนั่งหลบอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะก็กลัวเธอจะคีบอาหารไม่ถึงจึงช่วยคีบอาหารให้ตลอดเวลา

            หยวนซินสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของคนตระกูลหลินอีกครั้ง

            “หยวนซิน”

            ได้ยินสวีหว่านหนิงเรียกชื่อตัวเองหยวนซินก็รีบเงยหน้ามอง “ฉันอยู่นี่”

            “ฉันไปปักกิ่งแล้วหลินเฉวียนก็ต้องไปทำงานที่โรงงาน และที่บ้านจะเหลือแค่แม่กับเด็กอีกสองคนเธอคงรู้ว่าที่หน่วยจือชิงมีคนเป็นศัตรูกับฉันดังนั้นช่วงนี้คงต้องรบกวนเธอช่วยจับตาดูแทนฉันด้วยนะ”

            “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองเธอวางใจให้เป็นหน้าที่ของฉันได้เลยฉันจะช่วยจับตาดูหลี่เชี่ยนเชี่ยนกับกู้จวิ้นและไม่ปล่อยให้พวกเขาเข้าใกล้บ้านหลินเด็ดขาด”

            “ไม่ว่าเธอจะทำอะไรฉันก็รู้สึกสบายใจ”

            หลังจากกินข้าวเสร็จสวีหว่านหนิงกับไต้เหว่ยก็พาเด็กน้อยสองคนออกจากบ้าน

            แม่หลินเดินเหินไม่ค่อยสะดวกหลินเฉวียนจึงรับหน้าที่ไปส่งพวกเขาออกจากหมู่บ้าน

            ก่อนจากเดิมทีสวีหว่านหนิงตั้งใจว่าจะกำชับบางอย่างกับหลินเฉวียนแต่อีกฝ่ายกำลังประสานสายตากับไต้เหว่ยอย่างลึกซึ้ง

            นัยน์ตาที่คลอไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ช่างเหมือนคู่แท้ที่ถูกบังคับให้พลัดพรากจากกัน

            สวีหว่านหนิงไม่สงสัยสักนิดเลยว่าหากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ สองคนนี้คงกอดกันไปแล้ว

            บางครั้งรักกันมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี

            มันจะทำให้คนอื่นอิจฉาได้ง่ายๆ

            “ถ้ายังไม่ไปจะไม่ทันเที่ยวรถไฟแล้วนะ”

            สวีหว่านหนิงไม่อยากเป็นตัวร้ายที่ต้องแยกพวกเขาออกจากกันเลยสักนิดไม่อยากเป็นเลยจริงๆ

            ไต้เหว่ยขึ้นไปนั่งบนเกวียนแต่ยังมิวายโบกมือลาหลินเฉวียนตลอดเวลา

            “เฉวียนเฉวียนอยู่บ้านต้องดูแลตัวเองดีๆ หลังจากที่ฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะเขียนจดหมายกลับมาหานะ”

            หกโมงตรงในที่สุดสวีหว่านหนิงและคณะก็เร่งเดินทางมาถึงสถานีรถไฟได้ทันเวลา

            เธอเพิ่งมาถึงสถานที่นัดหมายก็เห็นหัวหน้าขบวนรถไฟเดินตรงมาหา

            “สหายสวีในที่สุดคุณก็มาแล้ว!”

            “ขอโทษทีนะคะระหว่างทางมีเหตุให้ล่าช้านิดหน่อยค่ะ”

            ไต้เหว่ยที่เป็นต้นเหตุอดหวั่นใจไม่ได้

            นี่ถ้าเขาทำให้ตกรถไฟจริงๆเขาคงไม่มีหน้าตามพี่สะใภ้ไปปักกิ่งแล้ว

            “ตั๋วรถไฟครับพวกคุณขึ้นรถไฟเองได้ใช่หรือไม่ ผมยังมีงานอื่นต้องสะสางหลังรถไฟออกเดินทางแล้วผมจะไปหาคุณอีกครั้ง เพื่ออธิบายสถานการณ์อย่างละเอียด”

            “ค่ะรบกวนหัวหน้าขบวนรถไฟแล้วค่ะ”

            สวีหว่านหนิงรับตั๋วรถไฟมาพร้อมกับยื่นเงินให้เขา

            ตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งแพงกว่าตั๋วนั่งหลายเท่าเงินที่เธอยื่นไปให้สามารถซื้อตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งได้สองใบพอดี

            “สหายสวีคุณทำอะไรครับ” หัวหน้าขบวนรถไฟปฏิเสธที่จะรับเงินค่าตั๋วรถไฟ “เราตกลงกันแล้วว่าผมจะเป็นคนจัดหาตั๋วรถไฟให้คุณเอง”

            “หัวหน้าช่วยหาตั๋วตู้นอนให้ฉันสองใบถือว่าช่วยฉันได้มากแล้วค่ะดังนั้นคุณรับเงินค่าตั๋วไว้เถอะนะคะต่อจากนี้ฉันยังต้องเดินทางด้วยรถไฟอีกหลายครั้งและอาจจะต้องรบกวนคุณให้ช่วยหาตั๋วตู้นอนให้อีกในอนาคต ถ้าคุณไม่รับเงินไว้แล้วต่อไปฉันจะกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้อย่างไรคะ”

            “แต่ว่า...เฮ้อ!” หัวหน้าขบวนรถไฟถอนหายใจแต่สุดท้ายก็รับเงินมา “ได้ครับ ผมไม่ปฏิเสธแล้ว ผมจะหาคนมาช่วยพวกคุณยกสัมภาระ”

            “ไม่เป็นไรค่ะพวกเราคนเยอะแต่สัมภาระน้อย ถือขึ้นรถไฟเองได้ค่ะ อีกเดี๋ยวเจอกันนะคะ”

            หลังจากเบียดเสียดเข้ามาในรถไฟและเดินมาถึงตู้นอนชั้นหนึ่งแล้วไต้เหว่ยยังรู้สึกเหมือนตนเองกำลังฝันไป

            “นี่คือตู้นอนชั้นหนึ่งเหรอครับ”

            “ใช่เราพาเด็กสองคนมาด้วย จะให้ไปเบียดกันตรงที่นั่งธรรมดาไม่ได้หรอก”

            “ตั๋วรถไฟแบบนั่งธรรมดาราคาใบละ7.5 หยวน ตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งคงจะหลายสิบหยวนใช่ไหมครับ ตั๋วรถไฟสองใบนี้คงราคาแพงมากพี่สะใภ้ ผมแข็งแรงกำยำ เรี่ยวแรงก็เยอะ ผมนั่งที่นั่งธรรมดาได้ พี่เอาตั๋วของผมคืนเขาไปเถอะครับผมจะไปนั่งที่นั่งธรรมดาเอง”

            พูดจบไต้เหว่ยก็เก็บข้าวของ

            “นั่งลง!”สวีหว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็น ไต้เหว่ยรีบนั่งลงทันที “พี่สะใภ้ ผม...”

            “เงินนี้เธอไม่ต้องจ่ายโรงงานอาหารจะเป็นคนจ่ายให้ เธอนั่งให้สบายใจเถิด อีกอย่างอีกเดี๋ยวฉันจะต้องไปเป็นล่าม ถ้าเธอไปแล้วใครจะดูแลต้าชุนกับเยาเม่ยล่ะ”

            “พี่สะใภ้วางใจได้ผมจะดูแลต้าชุนกับเยาเม่ยไม่ให้พวกเขาเดินไปที่อื่นแน่นอนครับ”

            สวีหว่านหนิงก้มหน้ามองเด็กสองคนที่นั่งเรียงกันอย่างเรียบร้อยแล้วไม่ได้พูดอะไร

            ไม่ทันไรเสียงแตรรถไฟก็ดังขึ้น ขบวนรถไฟเริ่มเคลื่อนที่อย่างช้าๆ

            ต้าชุนกับเยาเม่ยแม้จะทำตัวเรียบร้อยแค่ไหนแต่อย่างไรก็เป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเคยเดินทางไกลครั้งแรก พวกเขาทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวนานแล้ว

            “ลูกสองคนไปยืนดูริมหน้าต่างได้อยากจะลงไปเดินตรงทางเดินก็ได้ แต่จะต้องไปกับอาเขยเท่านั้น สรุปคือตอนอยู่บนรถไฟพวกเธอสามคนจะต้องตัวติดกันตลอดเวลา ห้ามแยกจากกันเด็ดขาด”

            “แม่จ๋าแม่ไม่อยู่กับพวกหนูเหรอ”

            สวีหว่านหนิงลูบศีรษะเยาเม่ย“อีกเดี๋ยวแม่มีงานต้องทำเลยดูแลพวกหนูไม่ได้ ดังนั้นพวกหนูต้องจำไว้ว่าต้องอยู่กับอาเขยตลอดเวลานะ เข้าใจไหม”

            “บนรถไฟคนพลุกพล่านมีคนมาจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าพวกลูกหายไปหรือถูกคนลักพาตัวไป แม่คงตามหาลูกไม่เจอ”

            ได้ยินดังนั้นเยาเม่ยก็หวาดผวาและรีบเดินไปนั่งติดกับไต้เหว่ย มือเล็กอวบอ้วนจับชายเสื้อไต้เหว่ยไว้แน่นแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แม่วางใจได้ค่ะหนูจะไม่แยกกับอาเขยและพี่ชายเด็ดขาด”

            สวีหว่านหนิงหยิบอาหารที่เตรียมไว้แล้วออกมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้เด็กสองคนกินเล่น

            รถไฟเพิ่งเคลื่อนที่ได้ไม่นานหัวหน้าขบวนรถไฟมีงานมากมายต้องทำจึงยังไม่ว่างมาหาสวีหว่านหนิง

            สวีหว่านหนิงเองก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเธอนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

            ต้าชุนกับเยาเม่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ได้รบกวนเธอหนูน้อยกินขนมไปพลางมองวิวทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            ไม่นานนักท้องฟ้าก็มืดสนิทในตู้รถไฟเหลือเพียงแสงไฟสลัว

            สวีหว่านหนิงไม่อยากทำร้ายสายตาจึงหยุดอ่านหนังสือแล้วพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปล้างหน้าแปรงฟัน

            เด็กสองคนเดินทางมาทั้งวันทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา ไม่ทันไรจึงผล็อยหลับไป

            โชคดีที่เตียงของตู้นอนชั้นหนึ่งกว้างพอต้าชุนกับเยาเม่ยสามารถนอนด้วยกันได้สบายๆ

            “พี่สะใภ้พี่นอนพักสักหน่อยเถอะครับ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้จะไม่มีแรงทำงานผมจะนั่งเฝ้าข้างเตียงเองครับ”

            สวีหว่านหนิงไม่เกรงใจไต้เหว่ยเธอนอนลงบนที่นอนของเขา

            ค่ำคืนนี้รถไฟจอดแวะตามสถานีเป็นระยะๆ พวกเขานอนหลับไม่สบายนัก

            เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

            สวีหว่านหนิงเพิ่งพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปล้างหน้าแปรงฟันเสร็จและกำลังจะหยิบอาหารที่เตรียมไว้แล้วออกมา ตอนนั้นเองหัวหน้าขบวนรถไฟก็เดินถืออาหารหลายชุดมาให้

            “นี่คืออาหารของพนักงานบนรถไฟผมหยิบมาให้สี่ชุด พวกคุณกินกันก่อนเถอะครับ”

            “หัวหน้าจะเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ”

            “คุณให้เงินค่าตั๋วรถไฟกับผมแล้วถ้าอาหารพวกนี้คุณไม่ยอมรับไว้ ครั้งหน้าผมคงไม่กล้ารบกวนคุณแล้วจริงๆ”

            สวีหว่านหนิงจึงต้องยอมรับน้ำใจจากหัวหน้าขบวนรถไฟเอาไว้

            คนในยุคสมัยนี้มีจิตใจที่บริสุทธิ์และงดงามเสมอ

            แน่นอนว่ายกเว้นพวกที่มีจิตใจดำมืดผิดมนุษย์มนาเท่านั้น

            “สหายสวีคุณทานข้าวก่อนนะครับ ทานเสร็จแล้วค่อยมาหาผม แล้วผมจะอธิบายรายละเอียดให้ฟัง”

            “ได้ค่ะ”

            สวีหว่านหนิงกินอาหารจนหมดจากนั้นก็กำชับไต้เหว่ยว่า “ต่อจากนี้จะต้องเฝ้าเด็กสองคนเอาไว้ไม่ห่างเข้าใจใช่ไหม”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน