หลินเฉวียนเห็นหยวนซินนั่งหลบอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะก็กลัวเธอจะคีบอาหารไม่ถึงจึงช่วยคีบอาหารให้ตลอดเวลา
หยวนซินสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของคนตระกูลหลินอีกครั้ง
“หยวนซิน”
ได้ยินสวีหว่านหนิงเรียกชื่อตัวเองหยวนซินก็รีบเงยหน้ามอง “ฉันอยู่นี่”
“ฉันไปปักกิ่งแล้วหลินเฉวียนก็ต้องไปทำงานที่โรงงาน และที่บ้านจะเหลือแค่แม่กับเด็กอีกสองคนเธอคงรู้ว่าที่หน่วยจือชิงมีคนเป็นศัตรูกับฉันดังนั้นช่วงนี้คงต้องรบกวนเธอช่วยจับตาดูแทนฉันด้วยนะ”
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองเธอวางใจให้เป็นหน้าที่ของฉันได้เลยฉันจะช่วยจับตาดูหลี่เชี่ยนเชี่ยนกับกู้จวิ้นและไม่ปล่อยให้พวกเขาเข้าใกล้บ้านหลินเด็ดขาด”
“ไม่ว่าเธอจะทำอะไรฉันก็รู้สึกสบายใจ”
หลังจากกินข้าวเสร็จสวีหว่านหนิงกับไต้เหว่ยก็พาเด็กน้อยสองคนออกจากบ้าน
แม่หลินเดินเหินไม่ค่อยสะดวกหลินเฉวียนจึงรับหน้าที่ไปส่งพวกเขาออกจากหมู่บ้าน
ก่อนจากเดิมทีสวีหว่านหนิงตั้งใจว่าจะกำชับบางอย่างกับหลินเฉวียนแต่อีกฝ่ายกำลังประสานสายตากับไต้เหว่ยอย่างลึกซึ้ง
นัยน์ตาที่คลอไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ช่างเหมือนคู่แท้ที่ถูกบังคับให้พลัดพรากจากกัน
สวีหว่านหนิงไม่สงสัยสักนิดเลยว่าหากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ สองคนนี้คงกอดกันไปแล้ว
บางครั้งรักกันมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี
มันจะทำให้คนอื่นอิจฉาได้ง่ายๆ
“ถ้ายังไม่ไปจะไม่ทันเที่ยวรถไฟแล้วนะ”
สวีหว่านหนิงไม่อยากเป็นตัวร้ายที่ต้องแยกพวกเขาออกจากกันเลยสักนิดไม่อยากเป็นเลยจริงๆ
ไต้เหว่ยขึ้นไปนั่งบนเกวียนแต่ยังมิวายโบกมือลาหลินเฉวียนตลอดเวลา
“เฉวียนเฉวียนอยู่บ้านต้องดูแลตัวเองดีๆ หลังจากที่ฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะเขียนจดหมายกลับมาหานะ”
หกโมงตรงในที่สุดสวีหว่านหนิงและคณะก็เร่งเดินทางมาถึงสถานีรถไฟได้ทันเวลา
เธอเพิ่งมาถึงสถานที่นัดหมายก็เห็นหัวหน้าขบวนรถไฟเดินตรงมาหา
“สหายสวีในที่สุดคุณก็มาแล้ว!”
“ขอโทษทีนะคะระหว่างทางมีเหตุให้ล่าช้านิดหน่อยค่ะ”
ไต้เหว่ยที่เป็นต้นเหตุอดหวั่นใจไม่ได้
นี่ถ้าเขาทำให้ตกรถไฟจริงๆเขาคงไม่มีหน้าตามพี่สะใภ้ไปปักกิ่งแล้ว
“ตั๋วรถไฟครับพวกคุณขึ้นรถไฟเองได้ใช่หรือไม่ ผมยังมีงานอื่นต้องสะสางหลังรถไฟออกเดินทางแล้วผมจะไปหาคุณอีกครั้ง เพื่ออธิบายสถานการณ์อย่างละเอียด”
“ค่ะรบกวนหัวหน้าขบวนรถไฟแล้วค่ะ”
สวีหว่านหนิงรับตั๋วรถไฟมาพร้อมกับยื่นเงินให้เขา
ตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งแพงกว่าตั๋วนั่งหลายเท่าเงินที่เธอยื่นไปให้สามารถซื้อตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งได้สองใบพอดี
“สหายสวีคุณทำอะไรครับ” หัวหน้าขบวนรถไฟปฏิเสธที่จะรับเงินค่าตั๋วรถไฟ “เราตกลงกันแล้วว่าผมจะเป็นคนจัดหาตั๋วรถไฟให้คุณเอง”
“หัวหน้าช่วยหาตั๋วตู้นอนให้ฉันสองใบถือว่าช่วยฉันได้มากแล้วค่ะดังนั้นคุณรับเงินค่าตั๋วไว้เถอะนะคะต่อจากนี้ฉันยังต้องเดินทางด้วยรถไฟอีกหลายครั้งและอาจจะต้องรบกวนคุณให้ช่วยหาตั๋วตู้นอนให้อีกในอนาคต ถ้าคุณไม่รับเงินไว้แล้วต่อไปฉันจะกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้อย่างไรคะ”
“แต่ว่า...เฮ้อ!” หัวหน้าขบวนรถไฟถอนหายใจแต่สุดท้ายก็รับเงินมา “ได้ครับ ผมไม่ปฏิเสธแล้ว ผมจะหาคนมาช่วยพวกคุณยกสัมภาระ”
“ไม่เป็นไรค่ะพวกเราคนเยอะแต่สัมภาระน้อย ถือขึ้นรถไฟเองได้ค่ะ อีกเดี๋ยวเจอกันนะคะ”
หลังจากเบียดเสียดเข้ามาในรถไฟและเดินมาถึงตู้นอนชั้นหนึ่งแล้วไต้เหว่ยยังรู้สึกเหมือนตนเองกำลังฝันไป
“นี่คือตู้นอนชั้นหนึ่งเหรอครับ”
“ใช่เราพาเด็กสองคนมาด้วย จะให้ไปเบียดกันตรงที่นั่งธรรมดาไม่ได้หรอก”
“ตั๋วรถไฟแบบนั่งธรรมดาราคาใบละ7.5 หยวน ตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งคงจะหลายสิบหยวนใช่ไหมครับ ตั๋วรถไฟสองใบนี้คงราคาแพงมากพี่สะใภ้ ผมแข็งแรงกำยำ เรี่ยวแรงก็เยอะ ผมนั่งที่นั่งธรรมดาได้ พี่เอาตั๋วของผมคืนเขาไปเถอะครับผมจะไปนั่งที่นั่งธรรมดาเอง”
พูดจบไต้เหว่ยก็เก็บข้าวของ
“นั่งลง!”สวีหว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็น ไต้เหว่ยรีบนั่งลงทันที “พี่สะใภ้ ผม...”
“เงินนี้เธอไม่ต้องจ่ายโรงงานอาหารจะเป็นคนจ่ายให้ เธอนั่งให้สบายใจเถิด อีกอย่างอีกเดี๋ยวฉันจะต้องไปเป็นล่าม ถ้าเธอไปแล้วใครจะดูแลต้าชุนกับเยาเม่ยล่ะ”
“พี่สะใภ้วางใจได้ผมจะดูแลต้าชุนกับเยาเม่ยไม่ให้พวกเขาเดินไปที่อื่นแน่นอนครับ”
สวีหว่านหนิงก้มหน้ามองเด็กสองคนที่นั่งเรียงกันอย่างเรียบร้อยแล้วไม่ได้พูดอะไร
ไม่ทันไรเสียงแตรรถไฟก็ดังขึ้น ขบวนรถไฟเริ่มเคลื่อนที่อย่างช้าๆ
ต้าชุนกับเยาเม่ยแม้จะทำตัวเรียบร้อยแค่ไหนแต่อย่างไรก็เป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเคยเดินทางไกลครั้งแรก พวกเขาทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวนานแล้ว
“ลูกสองคนไปยืนดูริมหน้าต่างได้อยากจะลงไปเดินตรงทางเดินก็ได้ แต่จะต้องไปกับอาเขยเท่านั้น สรุปคือตอนอยู่บนรถไฟพวกเธอสามคนจะต้องตัวติดกันตลอดเวลา ห้ามแยกจากกันเด็ดขาด”
“แม่จ๋าแม่ไม่อยู่กับพวกหนูเหรอ”
สวีหว่านหนิงลูบศีรษะเยาเม่ย“อีกเดี๋ยวแม่มีงานต้องทำเลยดูแลพวกหนูไม่ได้ ดังนั้นพวกหนูต้องจำไว้ว่าต้องอยู่กับอาเขยตลอดเวลานะ เข้าใจไหม”
“บนรถไฟคนพลุกพล่านมีคนมาจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าพวกลูกหายไปหรือถูกคนลักพาตัวไป แม่คงตามหาลูกไม่เจอ”
ได้ยินดังนั้นเยาเม่ยก็หวาดผวาและรีบเดินไปนั่งติดกับไต้เหว่ย มือเล็กอวบอ้วนจับชายเสื้อไต้เหว่ยไว้แน่นแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แม่วางใจได้ค่ะหนูจะไม่แยกกับอาเขยและพี่ชายเด็ดขาด”
สวีหว่านหนิงหยิบอาหารที่เตรียมไว้แล้วออกมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้เด็กสองคนกินเล่น
รถไฟเพิ่งเคลื่อนที่ได้ไม่นานหัวหน้าขบวนรถไฟมีงานมากมายต้องทำจึงยังไม่ว่างมาหาสวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงเองก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเธอนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
ต้าชุนกับเยาเม่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ได้รบกวนเธอหนูน้อยกินขนมไปพลางมองวิวทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักท้องฟ้าก็มืดสนิทในตู้รถไฟเหลือเพียงแสงไฟสลัว
สวีหว่านหนิงไม่อยากทำร้ายสายตาจึงหยุดอ่านหนังสือแล้วพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปล้างหน้าแปรงฟัน
เด็กสองคนเดินทางมาทั้งวันทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา ไม่ทันไรจึงผล็อยหลับไป
โชคดีที่เตียงของตู้นอนชั้นหนึ่งกว้างพอต้าชุนกับเยาเม่ยสามารถนอนด้วยกันได้สบายๆ
“พี่สะใภ้พี่นอนพักสักหน่อยเถอะครับ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้จะไม่มีแรงทำงานผมจะนั่งเฝ้าข้างเตียงเองครับ”
สวีหว่านหนิงไม่เกรงใจไต้เหว่ยเธอนอนลงบนที่นอนของเขา
ค่ำคืนนี้รถไฟจอดแวะตามสถานีเป็นระยะๆ พวกเขานอนหลับไม่สบายนัก
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
สวีหว่านหนิงเพิ่งพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปล้างหน้าแปรงฟันเสร็จและกำลังจะหยิบอาหารที่เตรียมไว้แล้วออกมา ตอนนั้นเองหัวหน้าขบวนรถไฟก็เดินถืออาหารหลายชุดมาให้
“นี่คืออาหารของพนักงานบนรถไฟผมหยิบมาให้สี่ชุด พวกคุณกินกันก่อนเถอะครับ”
“หัวหน้าจะเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ”
“คุณให้เงินค่าตั๋วรถไฟกับผมแล้วถ้าอาหารพวกนี้คุณไม่ยอมรับไว้ ครั้งหน้าผมคงไม่กล้ารบกวนคุณแล้วจริงๆ”
สวีหว่านหนิงจึงต้องยอมรับน้ำใจจากหัวหน้าขบวนรถไฟเอาไว้
คนในยุคสมัยนี้มีจิตใจที่บริสุทธิ์และงดงามเสมอ
แน่นอนว่ายกเว้นพวกที่มีจิตใจดำมืดผิดมนุษย์มนาเท่านั้น
“สหายสวีคุณทานข้าวก่อนนะครับ ทานเสร็จแล้วค่อยมาหาผม แล้วผมจะอธิบายรายละเอียดให้ฟัง”
“ได้ค่ะ”
สวีหว่านหนิงกินอาหารจนหมดจากนั้นก็กำชับไต้เหว่ยว่า “ต่อจากนี้จะต้องเฝ้าเด็กสองคนเอาไว้ไม่ห่างเข้าใจใช่ไหม”