ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 63 : บางครั้งเรื่องง่ายก็กลายเป็นเรื่องยาก

     

    ตอนที่ 63 : บางครั้งเรื่องง่ายก็กลายเป็นเรื่องยาก

     

    ————กลางดึกเวลาไล่เลี่ยกัน, นอกเมืองปารีส

              ช่วงเวลาเดียวกับที่แองกริคราวน์กำลังโดนไล่ล่า ชานเมืองของปารีสเองก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ

     

              บรรยากาศเมืองย่อยแห่งนี้ว่าไปแล้วแทบไม่ต่างจากในเมือง คือเป็นอาคารแถวที่มีความสูง 3-4 ชั้นตลอดสองฝั่งของแนวถนน แสงไฟจากหลอดนีออนตามข้างทางเองก็ส่องสว่างเพียงพอ พื้นถนนเองก็ดูสะอาดสะอ้านสมกับที่มีการทำความสะอาดสม่ำเสมอ

              ทั้งอย่างนั้น... เสียงผู้คนจากบ้านเรือนกลับเงียบสนิท ทั้งที่ไฟในบ้านแทบทุกหลังยังเปิดทิ้งไว้ กระทั่งผู้คนเดินถนนที่ควรมีกลับไม่เหลืออยู่เลยสักคน

     

              ความเงียบงันน่าฉงนราวกับชาวเมืองถูกผีลักซ่อน

              …มีเพียงตัวตนเดียวที่เหลืออยู่ คือบุคคลปริศนาผู้สวมชุดเกราะอัศวินสีฟ้าเงินพร้อมหมวกเกราะเหล็กสีเดียวกัน

              เขาเดินอย่างเชื่องช้ากลางถนนโดยไม่กังวลเรื่องรถยนต์ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะไม่มีใครหลงมาที่นี่ได้

              นอกเสียจากคนที่เขากำลังรออยู่

     

    “ข้าต้องบอกให้แสดงตัวไหม เจ้าพวกผู้บุกรุก!!!!”

              อัศวินตะโกนดังลั่นเมืองด้วยเสียงของชายวัยกลางคน

     

              ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบกลับใด ๆ

              นั่นยิ่งทำให้ชายอัศวินกระทืบเท้าหงุดหงิด เพราะเขารู้ว่ามี

     

    “ออกมาซะ เจ้าพวกฉิน! ข้ารู้ตั้งแต่ที่พวกเจ้ากับราชามาเยือนถิ่นของข้าเมื่อกลางวันแล้ว!”

              อัศวินชักดาบสะพายเอวออกจากฝัก ชี้ดาบสองคมขนานกับถนนไปยังความมืดมิดในมุมตึกห่างไปไม่ไกล

     

              เสียงฝีเท้าจำนวนนึงจึงจำต้องออกมาจากมุมมืดอย่างไม่อาจเลี่ยง

              ประกอบไปด้วยหญิงสาวผมหางม้าสวมหน้ากากหนู... สู่

              หญิงสาวผมสั้นภายใต้หน้ากากกระต่าย... ทู่

              และสุดท้ายคือชายหนุ่มกล้ามโตสวมหน้ากากวัว... หนิวผู้มาพร้อมขวานยักษ์คู่ใจ

              เห็นทั้งสามยืนประจันหน้า อัศวินผู้ปกครองดินแดนก็กอดอกพยักหน้าพอใจ

     

    “ใช่ ๆ ต้องแบบนี้สิ! เป็นนักรบมันต้องใจ ๆ หน่อย”

              อัศวินทำเสียงร่าเริงเหมือนได้รับมารยาทที่ต้องการ

              แต่กับคนที่เป็นศัตรูอย่างพวกหนิว พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าท่าทีนั้นมีประโยชน์อะไรกับการต่อสู้

     

    “อะไรของหมอนั่นเนี่ย... เต็มป่ะ?” สู่เลยแอบกระซิบใส่หลังหนิว แต่งตัวแปลกแถมยังพูดแปลก ๆ แบบนั้นคงอดไม่ได้ที่จะสงสัย

    “แล้วฉันจะไปรู้ไหมเล่า?”

              หนิวทำหน้าเหมือนอยากจะบอกว่า ‘มาด้วยกันจะไปรู้ได้ยังไง’

              ถึงแบบนั้น หนิวก็สัมผัสได้ว่าทู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เองก็กำลังหัวเราะแห้ง คงเพราะศัตรูมีบุคลิกแปลกประหลาดแบบนั้นเลยทำให้ยากกับการอ่านสถานการณ์

              แถมอีกฝ่ายก็เหมือนจะรู้ตัวเสียด้วย พอเห็นพวกหนิวกระซิบกระซาบ เส้นเลือดจึงได้ปูดบนหน้าแล้วชี้มาทางพวกหนิวเสียแรง

     

    “เฮ้ย ๆ พวกแก! มาด่าคนอื่นว่าเป็นไอ้บ้าสวมเกราะมันใช้ได้ที่ไหน! มีมารยาทหน่อยสิเฮ้ย!”

    “ยังไม่ได้พูดอะไรเลย!”

              หนิวตะโกนสวนอัศวินคนร้อนตัวแทบไม่ทัน ทำเอาเขาถึงกับเสียความเยือกเย็นไปด้วย เข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาเจอคนบ้าถึงต้องสงบสติอารมณ์ก่อนเป็นอันดับแรก

     

              ...แต่ถึงแบบนั้นคนที่เขาคิดว่าบ้ากลับใจเย็นกว่า (หรือไม่ก็ไม่ได้คิดอะไรแต่แรก)

              อัศวินแหงนมองจุดที่อยู่เหนือพวกหนิวขึ้นไป ทำให้พวกหนิวรู้ว่าอัศวินคนนี้ประสาทสัมผัสดีและมีสติกว่าที่เห็น

     

    “พวกเจ้ามีอีกคนนึงไม่ใช่รึไง?”

    “ไม่... เธอคนนั้นมาแค่สังเกตการณ์” หนิวไม่ปฏิเสธตัวตนของมือขวาองค์ราชินีอย่างหนิงอัน อัศวินคนนี้เป็นผู้ปกครองย่อมรู้อยู่แล้วว่าเธอมีตราอัศวิน

              แต่ถึงรู้แบบนั้น อัศวินวัยกลางคนกลับทำแค่ยักไหล่ไม่ยี่หระใด ๆ

     

    “...เอาเถอะ จะแอบลอบกัดกันก็ตามสบาย”

              อัศวินวัยกลางคนไม่ซื้อความซื่อตรงของหนิว เพราะจากมุมของเขา หนิงอันหรือโหวดูเหมือนคนที่มาคอยเก็บงานมากกว่าจะแค่ดูอยู่เฉย ๆ

              เดิมที... การมีคนไม่รู้จักเข้ามาในสวนหลังบ้านพร้อมกับคนที่แอบดู มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทนได้นานอยู่แล้ว

     

    “งั้นมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” อัศวินวัยกลางคนเร่งเร้าบทสนทนา

    “ข้ามีนามว่าเซอร์เคย์! อัศวินของกษัตริย์อาเธอร์ผู้จักปลดปล่อยโลกนี้ให้เป็นอิสระ!”

              อัศวิน... เซอร์เคย์ยกคมดาบขึ้นชี้พวกหนิว ทำให้พวกเขาตั้งการ์ดด้วยหมัดและอาวุธ

              ...เพราะนอกเหนือจากคำประกาศ แรงกดดันที่เซอร์เคย์แผ่ออกมาก็รุนแรงจนขนหัวลุกพอกัน

     

    “แต่พวกเจ้าไม่ต้องบอกชื่อก็ได้”

    “ “ “!!?” ” ”

              พริบตานั้น... เซอร์เคย์ก็หายไปจากสายตาพวกหนิว ทั้งที่พวกเขาไม่ทันได้กะพริบตาแท้ ๆ

              พอรู้ตัวอีกที เซอร์เคย์ก็อยู่เหนือหัวพวกเขาทั้งสามคนพร้อมกับเงื้อดาบขึ้น

     

    “หากพวกเจ้าคู่ควร ข้าจะถามชื่อพวกเจ้าเอง!!!”

              เซอร์เคย์ฟาดดาบลงจนอากาศสั่นสะเทือน แต่พวกหนิว สู่และทู่ก็กระโดดถอยหลบไปได้ทัน

              คมดาบฟาดลงกับพื้นจนเกิดรอยหลุมอุกกาบาต พลังกายของเขาน่ากลัวจนพวกหนิวเหงื่อตก

     

    “ใช้ได้ ๆ ถึงจะออมมืออยู่ แต่หลบได้ก็ถือว่าเยี่ยม”

              เซอร์เคย์พาดดาบบนไหล่ ท่าทางสบาย ๆ ช่างไม่สมกับฝีมือที่ร้ายกาจกว่าความเป็นจริง

     

    บ้าเอ้ย... ทั้งที่ควรจะรีบปิดเกมให้ได้วันนี้แท้ ๆ

    ศัตรูดันเก่งกว่าที่คิดซะได้

              หนิวกัดฟันกรอดเจ็บใจ หากจะมีโอกาสไหนที่จะชิงดินแดนและรีบยืนยันตัวตนของชินให้ได้โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว มันก็ควรเป็นคืนแรกของการทัศนศึกษาแบบนี้แท้ ๆ

     

    แต่ว่า... นี่มันเพิ่งเริ่มเท่านั้น!!!

              หนิวใช้ ‘ผสานจิต’ จากตราอัศวิน ออร่าเพลิงครอบคลุมไปทั่วร่างพร้อมพลังกายที่เพิ่มขึ้น จนพื้นที่เขาเหยียบแตกระแหง เซอร์เคย์เห็นก็ยังต้องผิวปากชื่นชม

              หนิวได้ทีก็เหยียบพื้นเตรียมพุ่ง พร้อมกับเงื้อขวานไปด้านหลังเตรียมฟาดในทันทีที่ร่นระยะเข้าหาเซอร์เคย์ได้

              จากนั้นก็ฟาดขวาดเข้าใส่สีข้างของเซอร์เคย์จนเกิดเสียงดังสนั่นประหนึ่งระเบิดลง อัดร่างของอัศวินปลิวทะลุตึกจนควันฟุ้ง

     

    “ไง... คู่ควรพอให้จำชื่อรึยัง?” หนิวยิ้มเยาะ ยังแอบเคืองกับคำดูถูกก่อนหน้า คิดว่าเท่านี้คงเพียงพอแล้วต่อการพิสูจน์

              แต่ว่า...

     

    “ไม่ใกล้เลยว่ะ”

    “!!!?”

              เซอร์เคย์ปรากฏตัวด้านหลังหนิว ตามมาด้วยลมกรรโชกจากการเคลื่อนไหวเร็วกว่าเสียง ความปราดเปรียวถึงขนาดสายลมยังต้องตามหลัง

     

    เร็วมาก!!!

              คมดาบของเซอร์เคย์ฟาดเข้ามาทำหนิวเสียวสันหลังวาบ เขารีบหันกลับหลัง ยกมือที่สวมปลอกแขนขึ้นมาเบี่ยงการโจมตีได้ทัน

              หนิวอาศัยแรงเหวี่ยงตอนหันตัวเหวี่ยงขวานสวนเข้าใส่เซอร์เคย์อีกต่อ

              แต่เซอร์เคย์ก็ทำแบบเดียวกันด้วยการหมุนตัวสร้างแรงเหวี่ยง แล้วเอียงดาบปัดการโจมตีของหนิวไปอีก

     

    ไอ้ตาลุงขี้เมานี่เทคนิคเหลือร้ายจริง ๆ!

              หนิวชักทนไม่ได้ที่ถูกปัดการโจมตีต่อเนื่อง

              แต่ในทางกลับกัน... หากอีกฝ่ายต้องปัดการโจมตีแทนที่จะรับเอาไว้ ก็เป็นไปได้ว่าพละกำลังของตัวเขายังเหนือกว่า

              หนิวตัดสินใจดังนั้นจึงใช้จุดแข็งของตัวเอง ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อเส้นเลือดผุดแขนแล้วเหวี่ยงเข้าใส่กลางลำตัวเซอร์เคย์กะจะผ่าเขาเป็นสองส่วน

              แต่เซอร์เคย์ปฏิกิริยาตอบโต้ว่องไว คมขวานนั้นเฉือนผ่านเกราะของเขาในจังหวะที่พยายามกระโดดหลบออกไป แรงเหวี่ยงอันมหาศาลยังไปต่อจนตัดเสาไฟใกล้ ๆ และตัดอาคารเป็นแนวเฉียง

     

              เซอร์เคย์ลูบเกราะตรงท้อง ปรากฏรอยลึกเฉือนเข้าไปจนลมผ่านเข้ามาโดนผิว

              แต่หนิวไม่สังเกตเห็นเลือดจากรอยนั้น ทำให้เขาเหงื่อตกแทน

              กลับกัน เซอร์เคย์ยังยืนปล่อยแขนสบาย ๆ อยู่เลย

     

    “พลังทำลายใช้ได้ แต่ความเร็วตามข้าไม่ทันสักนิด”

    “หนอย...”

              โดนเซอร์เคย์ย้ำไปอีก หนิวก็ต้องกัดฟันกรอดอีกครั้ง

     

    แต่ว่า... คนที่ ‘เร็ว’ น่ะ

    ไม่ได้มีแต่แกหรอก!!!

     

    “!!!?”

              พริบตาที่หนิวเผยรอยยิ้มใต้หน้ากาก กระต่ายนามทู่ก็ปรากฏด้านหลังของเซอร์เคย์แบบที่เขาทำกับแฟนหนุ่มของเธอ

              เธอพลิกตัวกลางอากาศเตะก้านคอของเซอร์เคย์จนหน้าหัน

     

    “อึก!”

              เซอร์เคย์รีบตั้งสติแล้วหันกลับไปตวัดดาบใส่ แต่ทู่ก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เธอยืนอยู่ห่างออกไปถึงสิบเมตร แถมยังทำท่าจะถีบพื้นพุ่งเข้ามาแล้วด้วย

              จังหวะต่อเนื่องไม่ให้พักหายใจ ทำเอาเซอร์เคย์หงุดหงิดจนต้องกุมหัวผ่านหมวกเกราะ

     

    “ยัยผู้หญิงหน้าไม่อาย!!!!”

              เซอร์เคย์ตะโกนลั่น เกียรติของอัศวินทำให้เขารู้สึกว่าการโจมตีแบบนี้มันน่าอับอาย

              และความโกรธนั้นแล ที่กลบเกลื่อนกลิ่นอายของคนที่สามจนมิด

     

    “ด่าได้แสบจนแอบเห็นด้วยเลยนะเนี่ย”

    “!!!?”

              สู่พูดทีเล่นทีจริง เธอปรากฏตัวอยู่ข้างเซอร์เคย์แบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง

              ในมือเธอถือมีดสั้นถูกอาบด้วยออร่าเพลิงจากตราอัศวิน เข้าแทงจุดที่เกราะเปิดบริเวณท้องของเซอร์เคย์เข้าจั๋งหนับ ก่อนจะถีบพื้นหายไปอย่างเงียบเชียบ

     

              ทว่านั่นไม่ใช่การหนีไปตั้งหลัก แต่เป็นการหลบให้พ้นจากการโจมตีถัดไป

              …ของขวานยักษ์ในมือหนิวที่กำลังกวาดเข้ามา ใส่กลางลำตัวเซอร์เคย์เป็นครั้งที่สาม

     

    รอบนี้หนีไม่พ้นแน่! ปิดฉากล่ะ!!!

    “อั๊ก!!!”

              คมขวานฟาดใส่สีข้างซ้ายของเซอร์เคย์จนเกราะแตก เขาส่งเสียงกระอักเลือดเป็นครั้งที่สอง แต่หนนี้เลือดถึงกับกกปาก ก่อนที่ร่างจะกระเด็นกระดอนเด้งไปตามพื้นถนนไกลกว่า 30 เมตร

              ทู่กับสู่ที่ช่วยสนับสนุนวิ่งกลับมาอยู่ข้างกายหนิวอีกครั้ง

              ทั้งสามยืนอยู่คนละฝั่งกับเซอร์เคย์ที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างโซซัดโซเซ

              สภาพต่างจากก่อนจะเริ่มสู้โดยสิ้นเชิง

     

    “อา... ซี่โครงหักไหมวะเนี่ย” เซอร์เคย์จับสีข้างตัวเองแล้วรู้สึกว่าใช่

              สถานการณ์ของเขาเริ่มตกเป็นรองเพราะเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับบาดเจ็บ

     

              แต่... พวกหนิวกลับยังตั้งการ์ดแน่นและไม่เข้าไปซ้ำทันที ความระแวดระวังนี้เกิดจากท่าทีที่ยังสบาย ๆ ของเซอร์เคย์

              บวกกับความจริงที่ว่า ‘อีกฝ่ายยังไม่ได้เอาจริง’

     

    “ยอมรับเลยล่ะนะว่าพวกนายตึงมือกว่าที่คิด แบบนี้จบไม่สวยแหง” เซอร์เคย์เกาหัวผ่านหมวกเกราะ ไม่แน่ใจว่ารู้ตัวไหมว่าทำไปก็ไม่หายคัน

              แต่เขาก็ทำเรื่องไม่จำเป็นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

              ...รวมถึงเรื่องที่ไม่ยอมใช้ตราอัศวินของตัวเองตั้งแต่แรกด้วย

     

    วูม!!!

              สัญญาณเอาจริงของเซอร์เคย์จึงเริ่มขึ้น ด้วยออร่าสีทองอร่ามจากตราอัศวินปรากฏขึ้นบนมือขวาของเขา

     

    “ถ้าชนะพวกนายได้แบบไม่ต้องใช้ตราอัศวินคงเท่ไม่หยอกแท้ ๆ น่าเสียดาย”

    “น่าเสียดายเหรอ... สติดีรึเปล่านายน่ะ”

              หนิวขมวดคิ้วใต้หน้ากาก ไม่เข้าใจตรรกะความคิดของชายตรงหน้า ทั้งที่การเอาแต่เล่นของเขาอาจทำให้ตัวเองตายได้เลยแท้ ๆ

     

    “สติดีเหรอ? ถามอะไรแปลก ๆ” ทั้งอย่างนั้น... สิ่งที่ได้กลับมาดันเป็นการเอียงคอสงสัยของเซอร์เคย์แทน

    “ยึดติดกับอุดมคติของตัวเองมันแปลกตรงไหน? พวกนายไม่ได้ลงมาในสนามรบเพื่อจะทำเรื่องบ้า ๆ อย่างการเปลี่ยนโลกรึไง?”

              นอกจากความสงสัยที่ได้กลับมายังเป็นคำถาม เซอร์เคย์ผายมือทั้งสองออกเหมือนอยากถามว่าพวกหนิวต่างจากตนตรงไหน

     

    “ถึงฉันจะเป็นไอ้ขี้เมาก็เถอะ! แต่อย่างน้อยก็มีความภาคภูมิใจในการเป็นอัศวิน ไม่ลอบกัดคนอื่นเชียวนะ! ถึงจะบ้าแต่ข้าก็ดีกว่าพวกเจ้าแหละวะ!” เซอร์เคย์ชี้คมดาบไปทางทู่จนหนิวเอาตัวเข้าไปบัง

              แต่เขาทำไปเพราะอยากแสดงออกว่าตนสูงส่งกว่าเท่านั้น จึงทุบอกตัวเองเหมือนโอ้อวดมากกว่าจะเพื่อคุกคาม

     

    “แต่เอาเถอะ... อัศวินอย่างข้าไม่ถือสาอะไรพวกเจ้าหรอก” เซอร์เคย์กลับมายักไหล่เหมือนไม่คิดมากอีกครั้ง แต่สู่ที่ทนฟังมาตลอดจนคิ้วกระตุกรู้สึกเหมืนฟังคำแถ

    “โทษนะยะ แล้วเมื่อกี้ไม่เรียกถือรึไง”

    “ก็พวกเจ้าว่าข้าสติไม่ดีก่อน ข้าจะสวนบ้างก็ไม่เห็นแปลก”

              เซอร์เคย์ต่อปากต่อคำ เหมือนเขาจะเป็นประเภทไม่ยอมคน

     

              …ไม่ว่าอย่างไร คำพูดที่ส่งไปยังทู่ก็ยังเป็นการดูแคลน แต่หญิงสาวคนนี้ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ากำมือแน่นเก็บความหงุดหงิดไว้ในใจ

     

    “ทนฟังมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” คนที่ตัวสั่นด้วยความหงุดหงิดกลับเป็นหนิวที่อยู่ด้านหน้าสุด ไม่ใช่คนที่โดนสบประมาทอย่างทู่

    “พูดบ่นนู่นนี่นั่น สุดท้ายแกก็ยังดูถูกคนอื่นอยู่ดี!”

              หนิวยกขวานขึ้นชี้หน้าเซอร์เคย์เป็นครั้งแรก การแสดงความรู้สึกในการต่อสู้จนเกินควบคุมนั้นอาจทำให้เสียความเยือกเย็นแท้ ๆ

              แต่ความระอุในอก จากการที่คนรักถูกดูแคลนนั้นเกินจะเก็บไหว หนิวไม่อาจทนให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้

     

    “คนที่แกดูถูกอยู่นี่เป็นหญิงแกร่งที่เลี้ยงดูน้องชายน้องสาวเกือบสิบคนด้วยตัวคนเดียวเลยนะ! ขยันแล้วก็เข้มแข็งถึงขนาดเอาความฝันของตัวเองไว้ทีหลังได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นคนอ่อนโยนด้วย!

    ไม่รู้เรื่องนั้นแล้วยังไปด่าเธอ แกก็แค่พวกอัศวินชั้นสองนั่นแหละ!!!”

    “จิว——หนิว...”

              ทู่ประทับใจจนเกือบหลุดเรียกชื่อจริง ความอบอุ่นเกิดขึ้นในใจจนเผลอกุม การมีคนรักคอยอยู่เคียงข้างและยืดหยัดอยู่ฝั่งเดียวกันมันน่าชื้นใจเช่นนี้นี่เอง

     

    ...เจ้าพวกคู่รักงี่เง่าเอ้ย

              ถึงนั่นจะแอบทำให้สู่รำคาญใจจนต้องเกาหัว แต่ตรงจุดที่หนิวออกตัวปกป้องคนที่รักมันยิ่งทำให้เธอหยุดชอบเขาไม่ลง นั่นยิ่งน่าหงุดหงิดเข้าไปใหญ่

     

              และในทางกลับกัน... ลูกผู้ชายเหมือนกันได้ยิน มีหรือจะอดชื่นชมไม่ได้

     

    “...ถ้านั่นเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าน่ายกย่อง ข้าขอโทษด้วยละกัน เมาแล้วปากมันชอบไหลไปเอง”

              เซอร์เคย์เกาหัวอีกไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ ดูจะเป็นลูกผู้ชายพอที่จะเอ่ยปากขอโทษ (แม้จะโบ้ยให้เหล้าอยู่ดีก็ตาม)

     

              แต่เพราะตระหนักถึงความผิดของตัวเอง สติจึงเต็มตื่น

              และนั่นอาจกลายเป็นดาบสองคมสำหรับพวกหนิวแทน

     

    “แต่ถ้าพวกเจ้าสมเกียรติขนาดนั้นก็ดี... ข้าจะได้ไม่ต้องออมมือแล้ว”

    วูม!!!!

              ตราอัศวินทอแสงทองอร่ามตอบสนองจิตวิญญาณอัศวินของเซอร์เคย์ และพวยพุ่งคลุมร่างของเขา

              ร่างกายของเขาไปจนถึงชุดเกราะถูกผสานจิต ไม่เพียงเท่านั้นยังอาบไปถึงดาบในมือ พลังโจมตีและป้องกันของเซอร์เคย์ถึงจุดสูงสุดในชั่วพริบตาเดียว

              หนิว ทู่และสู่เห็นแล้วแผ่นหลังสั่นสะท้าน ออร่าหนาเตอะที่คลุมร่างเซอร์เคย์มันมากกว่าทั้งสามคนรวมกันเสียอีก

     

    ปริมาณออร่าขนาดนั้น... นั่นใช่ของตราอัศวินแน่เหรอ!?

              หนิวเหงื่อตกจนถึงกับกุมขวานด้วยสองมือ แม้ในใจจะยังมีความสงสัย แต่ความกลัวทำให้ละสายตาไปจากเซอร์เคย์ไม่ได้

     

    “มาเริ่มรอบสองกัน”

              ส่วนเจ้าตัวนั้นเดินย่างสามขุมเข้ามาหาพวกหนิวโดยไร้ความเกรงกลัวใด ๆ

              ท่าทางคล้ายกับการดูถูกอีกครั้ง แต่พวกหนิวได้แต่ระวังไม่กล้าจะเปิดปากด้วยซ้ำ

              ราวกับรู้โดยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายเหนือกว่า เขาสัมผัสถึงความกลัวของแฟนสาวและเพื่อนสมัยเด็กด้านหลังได้เลย

     

    แต่ว่า... ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะยอมแพ้!

              หนิวเรียกใจสู้ผสานจิต เสริมแกร่งร่างกายและขวานยักษ์ด้วยออร่าสีแดงเพลิง เขาถีบพื้นเข้าหาเซอร์เคย์ร่นระยะไม่ให้เข้ามาใกล้ทู่กับสู่มากกว่านี้

              หนิวง้างขวานขึ้นจนสุดด้วยสองมือ กล้ามเนื้อเกร็งจนเส้นเลือดขึ้นแขน เหวี่ยงฟาดลงใส่เซอร์เคย์เต็มแรงราวกับอุกกาบาตตกสู่พื้นโลก

     

    ตู้ม!!!!

              เกิดระเบิดขึ้นราวกับขีปนาวุธลงตรงจุดปะทะ เศษซากหินของพื้นปลิวกระจายไปทั่ว พร้อมกับลมพายุ พัดมาถึงจุดที่ทู่กับสู่ยืนอยู่จนพวกเธอต้องยกแขนบัง

     

              แต่พริบตาเดียว ฝุ่นควันก็ถูกออร่าสีทองของเซอร์เคย์พัดหาย

              แลเหลือเพียงภาพที่ขวานยักษ์ถูกเซอร์เคย์คว้าไว้ด้วยมือเปล่า

     

    “ดูเหมือนปณิธานของข้าจะแรงกล้ากว่าพวกเจ้านะ”

    “บ้าชัด ๆ!”

    ถ้าใช้ดาบรับยังพอว่า! แต่ใช้มือเปล่า ๆ รับนี่มันเป็นไปไม่ได้!!!

              หนิวเหงื่อแตกพลั่กใต้หน้ากากแทบไม่เชื่อสายตา เพราะกระทั่งในกลุ่มนักษัตร กำลังเพียว ๆ เขาก็ไม่เป็นรองใครแท้ ๆ

     

    “ทีนี้ตาข้าบ้าง”

    “!!!?”

              เซอร์เคย์ปล่อยมือจากคมขวานแล้วง้างหมัด ขนทั้งตัวของหนิวชูชันเป็นดั่งสัญชาตญาณเอาตัวรอด

              เขารีบปล่อยมือจากด้ามขวานแล้วยกมือทั้งสองขึ้นตั้งการ์ดหมัดที่พุ่งเข้ามา

     

    “อึก!!!”

              หมัดเซอร์เคย์กระแทกเข้ากับแขนซ้าย หนิวรู้สึกเหมือนกับถูกรถสิบล้อชน ร่างเขากระเด็นลอยผ่านทู่กับสู่ไปโดยพวกเธอไม่ทันรู้

     

    “ “จิวซิน!” ”

              ความกลัวจนเย็นหลังทำพวกเธอเผลอเรียกชื่อ แต่หนิวที่กำลังนอนหงายท้องไม่มีแรงจะลุกด้วยซ้ำ

              ถึงแบบนั้นก็ยังเห็นภาพทั้งสองคนวิ่งเข้ามาทางเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

              ซึ่งอีกนัยนึง... มันคือการหันหลังให้ศัตรู

     

    “ไม่ได้นะ! หนีไป!!!”

              หนิวตะโกนสุดเสียง เพราะมีแต่เขาที่เห็นเซอร์เคย์ร่นระยะเข้าหาแฟนสาวและเพื่อนสมัยเด็ก

              คมดาบของชายคนนั้นถูกง้างและฟาดเข้ามาในเสี้ยววินาที คมดาบกำลังเข้าใกล้สู่และทู่... จิ้นหงและมี่หมินกำลังจะตายต่อหน้าต่อตาเขา

              ภาพในวัยเด็กกับช่วงเวลาที่ผ่านมาถึงกับแวบเข้ามาในหัว ราวกับเป็นความทรงจำสุดท้ายก่อนที่จะเสียพวกเธอไป

     

    “!!!?”

              แต่คมดาบนั้นกลับหยุดอยู่กับที่ก่อนจะถึงตัวสู่ ทำให้ทั้งสู่และทู่เข้าไปถึงตัวหนิวได้ก่อน

              ส่วนเซอร์เคย์ก็ได้แต่ชะงักนิ่ง สับสนว่าเกิดอะไรขึ้น

     

    อะไรกันเนี่ย? เหมือนดาบไปกระแทกกับอะไรเข้า

    “นี่พวกเจ้า มีลูกไม้อะไรอีก———”

    “ดูท่านายจะโหยหาคนที่คู่ควรสินะ” เสียงปริศนาดังขึ้นข้างคมดาบที่หยุดนิ่ง อากาศตรงนั้นสั่นไหวราวกับหมอกลวงตา

    “งั้นลองเจอกับคนที่ปณิธานเทียมกันเสียหน่อยไหมล่ะ?”

              หมอกอันตรธานหาย แปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กว่าเซอร์เคย์ ในชุดศิลปะป้องกันตัวไร้ซึ่งเกราะเหล็กคลุมตัว ส่วนของร่างกายที่เผยให้เห็นก็เป็นเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลาน

              เป็นเกล็ดของมังกร... ตามสมญานามหลง

     

    “พี่ใหญ่!!!”

              หนิวส่งเสียงดีใจทั้งที่ยังไม่มีแรงลุกจากพื้น เดาได้เลยว่าสีหน้าภายใต้หน้ากากจะต้องโล่งอกและดีใจมากแน่

              ส่วนเซอร์เคย์ที่เห็นแบบนั้นกลับไม่ได้กระโดดหลบถอย ระยะห่างเพียงหนึ่งเมตรทำให้สังเกตเห็นรูปลักษณ์ของศัตรูครบถ้วน

              บวกกับเห็นหน้ากากลายหัวมังกรวาดด้วยพู่กันจีน ตัวตนชัดเจนทำเอาเซอร์เคย์ถึงกับยิ้มร่าใต้หน้ากาก

     

    “รึว่าเจ้าจะเป็นหลง! ขุนพลเอกของพวกฉิน!”

              เซอร์เคย์ดีใจราวกับได้เจอศัตรูคู่ควร คำโอ้อวดของหลงก่อนหน้านี้กลายเป็นทำให้ใจเต้นรัวลุ้นระทึกแทน

     

              ในขณะที่หลงนั้นไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าเป้าหมาย...

     

    “ลองสักเพลงหมัดแล้วจะรู้”

    “!!!?”

              หลงไม่พูดพร่ำทำเพลง ออกหมัดต่อยกลางลำตัวเซอร์เคย์ในระยะไม่ถึงไม้บรรทัด ทำเอาเซอร์เคย์ที่ผสานจิตแล้วถึงกับปลิวกระเด็น

              แต่เขาก็ยังตีลังกากลับมาลงพื้นได้

              หลงไม่มีท่าทางตกใจและเดินเข้าไปขวางลำระหว่างเซอร์เคย์กับพวกหนิว กะยื้อเวลาให้พวกเขาถอยไปตั้งหลัก

              และเซอร์เคย์เองก็รู้ว่าหลงยังไม่ได้เอาจริง เขาค่อย ๆ ยืนจนตัวตรงตั้งสติใหม่

              เพราะศัตรูหนนี้ไม่หมู แถมยังมีลูกเล่นที่ทำให้เขาสัมผัสตัวตนไม่ได้มาตลอดอีก

     

    ก็ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงหลบเลี่ยงการตรวจสอบของพลังผู้ครองดินแดนได้

    แต่ว่า...

    “ซ่อนตัวได้เนียนขนาดนั้น แต่เผยตัวออกมาสู้กันซึ่งหน้า คนแบบนี้แหละถึงสมกับชื่อขุนพล!”

              ความตื่นเต้นที่ได้เจอศัตรูอันคู่ควรทำเอาเซอร์เคย์ลืมเรื่องจิ๊บจ้อย เขาดีใจตะโกนลั่นราวกับฆ้องศึก

              พ้องกับออร่าสีทองจากการผสานจิตที่พวยพุ่งขึ้นมากยิ่งกว่าเก่าถึงสองเท่าตัว ทำเอาพวกหนิวที่สู้กันมาแต่แรกยิ่งเหงื่อตกเข้าไปใหญ่

     

    บ้าน่า! ยังเพิ่มได้มากกว่านี้อีกเหรอ?

    เจ้าหมอนี่ไม่ใช่ผู้ปกครองระดับล่าง ๆ รึไง!?

              ความผิดปกติทำเอาหนิวกัดฟัน ทู่กับสู่ที่ประคองเขาขึ้นยืนก็สังเกตเห็นความผิดปกติ ความแข็งแกร่งของเซอร์เคย์มันไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้มาเลย การเปิดเผยตัวตนของชินกลายเป็นงานยากกว่าที่วางแผนไว้เสียได้

     

    แต่ว่า... ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ไม่แพ้แน่

              ความรู้สึกเจ็บใจอยู่ในอกหนิวก็จริง แต่ความกลัวที่จะพ่ายแพ้นั้นไม่มี

              ไปในทางเดียวกับความสงบของแผ่นหลังหลง เขายืนเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าจะผสานจิตได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างไร้ความยำเกรง

     

    “ไม่เลว” หลงกล่าวชมสั้น ๆ

    วูม!!!

              ...ก่อนสวนแรงกดดันศัตรูด้วยการผสานจิตอย่างเดียวกัน

              ร่างเขาอาบออร่าสีแดงเพลิงคลุมร่างหนาพอกันกับเซอร์เคย์

              เซอร์เคย์เห็นยิ่งยิ้มร่าเข้าไปใหญ่

     

    “เยี่ยมเลย ต้องแบบนี้แหละ! นี่แหละศึกที่อัศวินคู่ควรกับการแลกชีวิต!!! ข้าจะเอาชนะเจ้าให้ได้ไม่ก็ตายไปข้าง!!!”

    “งั้นก็ตายซะ!”

              แรงกดดันทั้งสองเข้าปะทะพร้อมฝีปาก สร้างลมกระโชกออกไปทั่วจนผิวอาคารโดยรอบแตกร้าว

              ก่อนทั้งสองจะถีบพื้นเต็มแรงพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายหมายให้ดับดิ้น ดั่งที่ราชันย์ของพวกเขาบัญชา


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน