“เื่ทั้งหมดก็เป็อย่างที่ข้าเล่าไปขอรับ.....”
เอริคเล่าทุกอย่างั้แ่ที่เขาออกจากคฤหาสน์จนไปที่ตระกูลเหยี่ยวทมิฬให้ทุกคนในครอบครัวเขารับทราบ แม้แต่เื่ที่เขาคาดการณ์ว่ารอยแตกจะหายไปในคืนนี้ก็ด้วย
“งั้นรึ....”
เมสันตอบดังนั้นก็เงียบไปซักพักก่อนจะกล่าวว่า
“เราจะจัดพิธีศพให้แก่พ่อบ้านหยางอย่างสมเกียรติและจะฝังเขาในสุสานประจำตระกูลัทมิฬของเรา”
เมสันพูดจบหันไปมองที่เอริค
“ส่วนเ้า....คราวหลังอย่าทำเช่นนี้อีก..ตอนนี้ก็แยกย้ายไปกันได้แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”
เมสันหลังจากนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก พร้อมกับเดินออกไปพร้อมกับมิล่าตอนแรกเขา้าต่อว่าเอริคแต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะทำแบบนั้นแล้วเมื่อมองจากด้านหลังของเขาแล้วเหมือนกับว่าเขาจะแก่ลงไปอีก10ปีก็ว่าได้..
สำหรับเมสันแล้วเขาไม่ใช่เพียงแค่พ่อบ้านประจำตระกูลแต่เขายังเป็มิตรสหายที่ดีที่สุดของเขาอีกด้วย
เขารู้จักพ่อบ้านหยางสมัยที่ตัวของเขายังเป็พ่อค้าตัวเล็กๆอยู่เลย
โดยวันหนึ่งเขาได้เดินทางไปที่หมู่บ้านที่ยากจนแห่งหนึ่งแล้วบังงเอิญพบกับสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ภรรยาเจ็บป่วย้ายามารักษาแต่สามีไม่สามารถหายามารักษานางได้เพราะด้วยความที่เขายากจนทำให้เขาไม่มีเงินมากพอจะไปซื้อยามา่นั้นเขาบังเอิญเจอกับเมสันพอดี เมสันตอนนั้นยังหนุ่มอยู่มากและรักความยุติธรรมเมื่อเห็นใครเดือดร้อนเป็ต้องเข้าช่วยเหลือเขาเลยเอายาที่มีราคาแพงมากมอบให้กับพ่อบ้านหยางของเขา พ่อบ้านหยางซาบซึ้งใจมากเลยสาบานว่าจะติดตามเขาไปชั่วชีวิตถึงแม้ว่าหลังจากผ่านไป1ปีภรรยาพ่อบ้านหยางจะจากโลกนี้ไปก็ตาม แต่เขาก็ยังติดตามเมสันเสมอมา
ตระกูลัทมิฬที่เจริญเติบโตจนยิ่งใหญ่ทุกวันนี้ก็เป็เพราะพ่อบ้านหยางที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบุกเบิกเส้นทางการค้าใหม่ๆนั้นเอง
“ท่านพี่ตอนนี้สถาการณ์ภายนอกยังอันตรายยิ่งนักข้าเห็นว่าควรเพิ่มเวรยามรอบคฤหาสน์ให้หนาแน่นนะขอรับ”
เอริคเห็นพ่อของเขาจากไปแล้วก็ยังไม่จากไปแต่หันมาวางแผนเสริมการป้องกันคฤหาสน์แทนถ้าเขาไม่หาวิธีต้านซอมบี้ไว้ก่อนที่รอยแตกจะหายไปเกรงว่าตระกูลัทมิฬที่พ่อบ้านหยางที่ปกป้องตระกูลด้วยชีวิตเกิดล่มสลาย เขาคงไม่ยอมยกโทษให้ข้าแน่
เอริคยิ้มออกมาเล็กน้อย
ที่สำคัญนี่คือเป้าหมายที่ทำให้เขาย้อนเวลามาเกิดใหม่อีกรอบ!
“ตอนนี้เรามีผู้คุ้มกันประจำตระกูลอยู่เพียง 100 กว่าคนการที่จะให้เสริมบริเวณกำแพงที่ล้อมรอบคฤหาสน์ให้ทั่วไม่ใช่ว่าจะทำให้ภายในคฤหาสน์เราอ่อนแอรึ?”
ลูคัสเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ท่านพี่ถ้าเราล้อมรอบกำแพงให้ทั่วแล้วยังมีหลุดไปแปลว่ามันแข็งแกร่งกว่าผู้คุ้มกันของเราเพราะงั้นต่อให้มีคนคุ้นภายในเยอะแค่ไหนก็ไม่รอดอยู่ดีท่านพี่”
“แต่ถ้าเราให้รอบนอกมีคนเฝ้าอยู่ทั่วถึงเราก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีศัตรูบุกมาจากด้านไหนแล้วถ้าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งเกินไปข้าหรือเอวา เอเลน่าก็สามารถเข้าไป
ต่อส็ได้ทันทีอีกด้วย”
“ที่สำคัญคือภายในมีข้าก็เพียงพอแล้วท่านพี่ตราบใดที่ข้ายังอยู่จะไม่มีใครเป็อะไรเด็ดขาด”
เอริคพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยมั่นใจอย่างมาก
ที่เอริคพูดออกมาเช่นนี้ไม่ใช่เป็เพราะว่าเขาหลงตัวเองแต่เป็เพราะความแข็งแกร่งของเขาเองที่ทำให้เขามั่นใจ
เขาไม่คิดว่าบนโลกตอนนี้เขาจะมีพลังแข็งแกร่งที่สุดบางทีอาจจะมีแม้แต่ซอมบี้ทมิฬหรือนรกที่หลุดออกมาจากรอยแยกก็ได้
แต่ด้วยพลังระดับผู้ฝึกปราณขั้นที่ 2 ของเขาในระยะเวลานี้เขามั่นใจว่าพลังของเขาเป็อันดับต้นๆของเผ่ามนุษย์ในตอนนี้แน่นอน!!
“ตกลง ทำตามที่เ้าว่ามาเหอะ”
ลูคัสพยักหน้าเห็นด้วยกับเอริคเพราะเขาเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดีที่สุด
“จริงด้วยสิท่านพี่ ข้ายังไม่ได้สอนพวกท่านฝึกปราณเลยนี่หน่า?”
“ข้าก็เกือบลืมไปเลยเหมือนกัน แล้วตกลงมันฝึกกันยังไงรึ”
ลูคัสมองเอริคด้วยสายตาเป็ประกายเพราะเขาจำได้ว่าความแข็งแก่งของเอริคก็มาจากการฝึกปราณนี่แหละ
“หมายความว่าข้าสามารถเก่งเหมือนท่านพี่ได้น่ะสิ!”
อลันเมื่อได้ยินว่าเอริคจะสอนวิธีการฝึกปราณถึงกับทำให้เขาะโด้วยความดีใจ
“การฝึกปราณ?พวกท่านกำลังพูดถึงอะไรรึขอรับ?”
เซนถามออกมาด้วยความสงสัยเพราะตอนนั้นเขาไม่ได้ตามลูคัสกับอลันออกไปด้วยทำให้เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“เซน มันคือวิธีที่จะทำให้เราจัดการพวกซอมบี้พวกนั้นเหมือนกับหั่นผักยังไงล่ะ!”
อลันรีบตอบเซนด้วยความตื่นเต้น
“จริงหรือขอรับ?ท่านพี่จะสอนข้าจริงๆงั้นรึ?”
เซนเมื่อได้ยินว่าเอริคจะสอนวิธีทำให้ตัวเขาแข็งแกร่งจนบดขยี้ซอมบี้เหมือนบดเนื้อก็แสดงความตื่นเต้นออกมาไม่ต่างจากอลันเลย
“อืมเดี๋ยวพวกเ้าตามข้าไปที่ตำหนักแล้วข้าจะบอกวิธีการฝึกฝนให้”
“งั้นก็ไปกันเดี๋ยวนี้เลยอย่าได้ชักช้า!”
เอวารีบดึงเอริคไปที่ตำหนักทันทีเพราะว่านางจะได้แข็งแกร่งขึ้นจนสามารถที่จะปกป้องเอริคได้
ก่อนไปเอริคพลันหันไปหาพวกผู้คุ้มกันพวกนั้นก่อนจะกล่าวว่า
“พวกเ้าเองก็จะได้เรียนรู้วิธีฝึกปราณด้วยเช่นกัน”
“จริงรึขอรับนายน้อย!!”
พวกผู้คุ้มกันรีบตอบกลับด้วยความดีใจ
ตอนแรกพวกเขาก็ไม่คิดว่าเอริคจะสอนพวกเขาเลย ด้วยความที่เกรงว่าจะเป็วิชาลับของตระกูลทำให้พวกเขาไม่กล้าขอออกไป
พวกเขาเองก็รู้ว่าการที่จะมีชีวิตรอดในยุคแห่งหายนะนี้ได้จะต้องมีความแข็งแกร่งที่เพียงพองั้นก็คงได้แต่ทอดร่างกลายเป็ศพอยู่ข้างนอกเท่านั้น
“ข้าจะโกหกพวกเ้าไปทำไมกัน”
เอริคยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเสียงร้องแสดงความดีใจของพวกเขา
“เอริคเ้าจะสอนพวกเขาจริงๆรึ?”
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงตำหนักของเอริคแล้วนั้นลูคัสก็เอ่ยถามขึ้นมา
“ไม่ใช่ว่าข้าพูดในแง่ร้ายนะ....แต่ถ้าเกิดพวกเขาแข็งแกร่งกว่าพวกเราแล้วพวกเขาจะยินดีติดตามพวกเราอยู่งั้นรึ?”
สิ่งที่ลูคัสพูดก็ไม่เกินจากความเป็จริงเลยแม้แต่น้อยตอนนี้พวกเขาอ่อนแอจึงต้องขอพึ่งร่มไม้ที่แข็งแกร่งอย่างตระกูลัทมิฬแต่ถ้าพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาล่ะ ?พวกเขาจะยังรับใช้อยู่รึ?
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะภักดีอย่างพ่อบ้านหยาง.....ถ้าพวกจากไปก็ถือซะว่าเสียทรัพยกรที่ฝึกพวกเขามาไปฟรีๆ
แต่ถ้าพวกเขาหันกลับมาเป็ศัตรูล่ะมันจะไม่แย่รึ?
“หึหึ ท่านพี่ไม่ต้องห่วงหรอกเหตุการณ์แบบนี้ข้าย่อมคิดไว้แล้ว”
ทำไมเอริคจะไม่คิดถึงเหตุการณ์เช่นนี้แม้ในอดีตเอริคไม่เคยสร้างเมืองแต่เขาเองก็เคยรวมกลุ่มตอนเขายังระดับต่ำอยู่เพื่อล่าซอมบี้เหมือนกันแล้วเขาจะไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้บ้างเลยรึ?
แน่นอนว่าไม่!!
“วิชาที่ข้าจะสอนท่านนั้นเป็วิชาระดับเทพเ้าส่วนของพวกเขานั้นเป็เพียงแค่วิชาระดับ์เท่านั้น”
“ระดับเทพเ้า?ระดับ์?มันคืออะไรรึเอริค”
ลูคัสเมื่อได้ยินระดับของวิชาเขาถึงกับมึนงง
บนโลกนี่มีแบ่งระดับวิชาอะไรแบบนี้ด้วยรึ?ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ?
“บนดาวหลังจากนี้สิ่งของจะถูกแบ่ง 4 ระดับ ทั่วไป หายาก ์เทพเ้า”
“ส่วนระดับการฝึกตนของพวกมนุษย์มีทั้งหมด9ขั้นย่อย3ขั้นใหญ่โดยใน1ขั้นใหญมี3ขั้นย่อยซอมบี้ก็เช่นกัน”
“ระดับของมนุษย์3ขั้นย่อยถือเป็หนึ่งขั้นใหญ่
ขั้น 1-3 เรียก ผู้ฝึกหัดปราณ
ขั้น 4-6 เรียก นักรบปราณ
ขั้น 7-9 เรียก ปรมาจารย์ปราณ”
“ระดับของซอมบี้วิวัฒนาการ3ขั้นย่อยถือเป็หนึ่งขั้นใหญ่เหมือนกัน
ขั้น 1-3 เรียก ซอมบี้คลั่ง
ขั้น 4-6 เรียก ซอมบี้ทมิฬ
ขั้น 7-9 เรียก ซอมบี้นรก”
“ระดับของสัตว์กลายพันธ์แบ่งเหมือนกับมนุษย์และซอมบี้
ขั้น 1-3 เรียก อสูรคลั่ง
ขั้น 4-6 เรียก อสูรมายา
ขั้น 7-9 เรียก อสูร์”
“โดยที่ตัวข้าอยู่ในขั้นที่ 2 หรือก็คือผู้ฝึกหัดปราณนั่นเองขอรับ”
“ปะ.....เป็เช่นนี้”
ลูคัสและคนอื่นๆพยักหน้าเป็เชิงว่าเข้าใจ
“จะว่าไปท่านพี่รู้ข้อมูลพวกนี้ได้ยังไงรึขอรับ?”
อลันอยู่ดีก็นึกสงสัยขึ้นมาเลยทำให้คนอื่นสงสัยตามด้วย
“ไม่มีอะไรหรอกขอรับข้าแค่บังเอิญไปเจอสมุดบันทึกที่อยู่ในตัวซอมบี้ตัวนึงเลยทำให้ข้ารู้เื่พวกนี้นะขอรับ”
แน่นอนว่าเอริคย่อมไม่สามารถบอกความจริงของเรื่อที่เขาย้อนเวลากลับมาได้
ทำไมน่ะรึ?เพราะมันดูเหลือเชื่อไง!!
แม้แต่ตอนที่เขาเป็นัมเบอร์เขายังไม่เชื่อเลยจนตอนเขาใกล้ตายนั้นแหละเขาถึงได้ใช้ศิลากาลเวลาก้อนนั้น
เวลาไหลตามกระแสเสมอไม่มีการย้อนกลับแต่ศิลากาลเวลาสามารถทำได้แม้จะใช้ได้ครั้งเดียวแล้วก็แตกกระจายสลายหายไปกับกระแสกาลเวลาก็เถอะ
แต่แค่นั้นก็ท้าทาย์มากพอแล้ว
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอารยธรรมพาเรสทีถึงยอมที่จะทำทุกหนทางเพื่อให้ได้มัน
ถึงตอนจบก็ล่มสลายอยู่ดีก็เหอะ!!
“เป็เช่นนี้”
ทุกคนพยักหน้าว่าเข้าใจที่มาแล้ว
“เอ๊ะ?แล้ววิชาที่ท่านจะสอนพวกเราได้มาจากไหนล่ะ”
อลันเกิดสงสัยขึ้นมาอีก
เอริคได้ยินถึงกับคิ้วกระตุก
“ข้าคิดขึ้นมาเองน่ะ”
“แล้วทำไมท่านถึงรู้ว่าวิชาที่ท่านคิดค้นอยู่ระดับพระเ้าล่ะ?
“ข้าอ่านเจอในสมุดบันทึกนั้นเช่นกัน”
“แล้วสมุดเล่....”
“ข้าทำตกไประหว่างทาง!!แล้วเ้าจะถามอะไรเยอะแยะกันห่ะ?เ้าเป็ผู้สอบสวนข้ารึไงกัน?”
เอริคเห็นอลันไม่หยุดถามสักทีเขาก็รู้สึกหงุดหงิด
ปกติข้าไม่เห็นเ้าจะสงสัยขนาดนี้เลยแล้วทำไมอยู่ดีๆเ้าถึงได้สงสัยทุกเื่กัน
“แหะๆ ขอโทษทีท่านพี่ ข้าสงสัยมากไปหน่อย”
อลันเองก็รู้สึกตัวว่าเขาถามเยอะไปจึงหัวเราะแห้งๆออกมา
ลูคัสไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าเอริคจะรู้มาจากไหนเพราะว่าเอริคคือครอบครัวของเขาเขาไม่เคยสงสัยอะไรในครอบครัวอยู่แล้ว
ส่วนเอวากับเอเลน่าไม่ว่าเอริคจะพูดอะไรก็เชื่อเขาทุกเื่อยู่แล้ว
เซนกับอาเรียยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขารู้แค่ว่าของที่เอริคให้เป็ของดีแค่นั้นสำหรับพวกเขาก็พอแล้ว
“เอาล่ะ พวกเรามาเริ่มกันเถอะ....”
หลังจากนั้นเอริคก็ให้ทุกคนนั่งขัดสมาธิก่อนที่จะเริ่มสอนภายในสวน...