ณ ตำหนักเฉียนชิง
ตำหนักใหญ่ที่สุดในวังหลังที่เคยเป็ตำหนักของฮองเฮาในอดีต เมื่อจักรพรรดินีขึ้นครองบัลลังก์แทนฮ่องเต้ตำหนักแห่งนี้ก็ถูกโดย อี้หลวนถง (ชายบำเรออันดับที่ 1 )ยศและศักดิ์นั้นล้วนเทียบเท่ากับฮองเฮาในอดีต
ผู้ที่ตำแหน่งอี้หลวนถงในปัจจุบันคือ หยวนเยว์ บุตรของใต้เท้าหยวนรุ่ยอัครเสนาบดี
เดิมทีนั้นหยวนรุ่ยมีตำแหน่งเป็รองอัครเสนาบดีมีความสัมพันธ์อันดีกับใต้เท้าฉือ อัครเสนาบดี หรือบิดาของจักรพรรดินีในตอนนี้
ซึ่งสมัยนั้นพระนางทรงมีพรรษาเพียงสิบห้าปีนามว่า ฟางเหริน มีรูปโฉมงดงามยิ่งหาใครเปรียบได้ไม่ ตนใคร่ครวญแล้วเห็นว่า หากเกี่ยวดองกับสกุลฉือเห็นจะมีแต่ประโยชน์จึงคิดวางแผนให้ธิดาใต้เท้าฉือ และบุตรของตนต้องใจกันและกัน ทุกครั้งที่ไปจวนอัครเสนาบดีจึงพาหยวนเยว์ไปด้วยเสมอ
แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อถึงวัยที่ฟางเหรินต้องออกเรือน ใต้เท้าฉือกลับส่งธิดาน้อยเข้าวังหลวง ตอนนั้นหยวนรุ่ยคับแค้นใจผู้เป็นายนักที่ไม่ยอมเกี่ยวดองกับตน
ยิ่งฟางเหรินก้าวสู่ตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ใต้เท้าฉือยิ่งได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้มากมายเช่นกัน หยวนรุ่ยก็ยิ่งคับแค้นใจ
แต่แล้วความคับแค้นใจของเขาก็ได้รับการสะสางเมื่อเกิดคดีลอบวางพิษฟางเหรินกุ้ยเฟย ตระกูลฉือถูกปะาเก้าชั่วโคตรทำให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งจากรองอัครเสนาบดี เป็อัครเสนาบดีทันทีอีกทั้งลูกสะใภ้ที่เขาหมายตาั้แ่ต้นยังได้นั่งตำแหน่งจักรพรรดินีมีหรือเขาจะไม่รีบสนับสนุนบุตรชายของตนให้เข้าเป็ชายบำเรอของพระนาง
แล้วหยวนเยว์ก็ไม่ทำให้ใต้เท้าหยวนรุ่ยผิดหวังด้วยรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม สุขุมเยือกเย็น อีกทั้งยังเป็บุรุษที่พากเพียรเขียนตำราเคยสอบติดจอหงวน ดังนั้นเพียงแค่ 2 ปี เขาก็ได้ตำแหน่ง อี้หลวนถง ดูแลฝ่ายในทั้งหมด
แต่ตำแหน่งนี้อาจมีบุรุษคนอื่นมาแย่งชิงได้ดังนั้น เขาจึงคิดเร่งรีบให้บุตรของตนปรนนิบัติพระนางให้มีสายเืของตระกูลหยวนให้ได้
หากพระนางให้กำเนิดโอรสก็เท่ากับว่าเขาจะมีหลานชายที่เป็ถึงองค์ชายอนาคตได้เป็ถึงฮ่องเต้ ส่วนเขาก็จะได้เป็พระอัยกา
เพราะเหตุนี้ใต้เท้าหยวนรุ่ยจึงมาที่ตำหนักเฉียนชิงเพื่อปรึกษาหารือกับบุตรชายในเื่นี้ อีกทั้ง ยังนำยาบำรุงพละกำลังบุรุษมากมายมาด้วย
ในขณะที่ใต้เท้าหยวนรุ่ยกำลังสนทนากับอี้หลวนถงขันทีประจำตำหนักที่หน้าประตูก็ส่งเสียงรายงานขึ้นว่า
“เ้ากรมพิธีการฝ่ายในขอเข้าพบ”
หลวนถงสบตากับบิดาเล็กน้อยจากนั้นจึงส่งเสียงออกไปว่า
“ให้เข้ามา”
“ถวายพระพรอี้หลวนถง”
ใต้เท้าิฉางเ้ากรมพิธีการฝ่ายในตวัดชายผ้าแล้วคุกเข่าลงคำนับ
หยวนเยว์ที่นั่งประทับอยู่บนตั่งเบื้องบนจึงเอ่ยว่า
“ใต้เท้าิฉางลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยอี้หลวนถง”
ใต้เท้าิฉางลุกขึ้นแล้วนั่งลงที่ตั่งด้านข้างตรงกันข้ามกับอัครเสนาบดี ทั้งคู่เพียงแค่โค้งศีรษะลงให้กันเป็การทักทาย
ด้วยเพราะคุ้นชินกับการที่อัครเสนาบดีอยู่ตำหนักเฉียนชิงบ่อยๆ เขาจึงรายงานเื่งานราชการออกไปโดยไม่ปิดบังว่า
“เรียนอี้หลวนถงการรับสมัครหลวนถงในรอบปีนี้สิ้นสุดลงแล้วมีบุรุษที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมจำนวนทั้งสิ้น 50 คน บัดนี้ข้าให้พวกเขาเ่าั้อยู่ที่ตำหนักบุปผาเมฆา เพื่อทำการคัดเลือกในขั้นต่อไป”
หยวนเย่ว์พยักหน้าน้อยๆ หลุบตาลงต่ำอย่างใคร่ครวญ พิธีคัดเลือกหลวนถงนั้น กรมพิธีการฝ่ายในเป็ฝ่ายดูแลจัดการทั้งหมดโดยมีเขาในฐานะอี้หลวนถงรับผิดชอบเื่นี้อยู่ในชั้นบนสุด ดังนั้นในวันนี้เ้ากรมพิธีการจึงต้องมารายงานความคืบหน้าแก่เขา
“ในปีนี้มีผู้โดดเด่นหรือไม่”
เขาพยายามถามโดยใช้น้ำเสียงราบเรียบมากที่สุดไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ความหวาดหวั่นที่อยู่ภายในเขากลัวว่าสักวันหนึ่งจะมีบุรุษที่เป็เลิศทั้งรูปโฉม แลความสามารถมา่ชิงตำแหน่งอี้หลวนถงไป
“เรียนอี้หลวนถง กล่าวตามจริงไม่ปิดบังท่านปีนี้มีผู้โดดเด่นที่สุดอยู่ 2 คนผู้หนึ่งเป็หลานชายของแม่ทัพหลี่รูปโฉมงดงามยิ่งนักมีความสามารถด้านแต่งกวีขับลำกลอน ส่วนอีกคนเป็บุตรของราชครูต้าเว่ย แม้จะมีหน้าตางดงามไม่เท่าหลานชายท่านแม่ทัพแต่รูปร่างกำยำองอาจ มีความสามารถด้านการสู้รบ”
หยวนเย่ว์พยักหน้าช้า ๆหลุบตาลงต่ำอย่างใคร่ครวญอีกครั้งบุตรราชครูเขามีโอกาสได้พบอยู่บ้าง เพราะเป็บุตรหลานขุนนางเช่นกันฝ่ายนั้นแม้มีฝีมือ แต่หุนหันพลันแล่น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมาฉกฉวยตำแหน่งอี้หลวนถงจากตนได้แต่ที่น่าประหลาดใจคือบุรุษอีกคน
“ข้าไม่เคยได้ยินว่าแม่ทัพหลี่ก็มีหลานชายเช่นกัน”
“ตามม้วนรายงานประวัติกล่าวว่าเป็หลานชายห่าง ๆ ที่พลักพรากไปอยู่แดนไกล เพิ่งจะเดินทางมาเมืองหลวง”
ิฉางประสานมือกล่าวรายงานต่อ
“เหตุใดตาเฒ่าหัวแข็งอย่างแม่ทัพหลี่ถึงได้ส่งหลานชายมาเป็ชายบำเรอทั้ง ๆ ที่ตาเฒ่าผู้นี้เกลียดชายบำเรอของพระนางเป็ที่สุด”
ใต้เท้าหยวนรุ่ยแทรกขึ้นมาความสงสัยนี้ไม่ใช่แค่อัครเสนาบดีเท่านั้น แต่ทุกคนที่ได้รับทราบเื่นี้ต่างแปลกใจไปตามๆ กัน
“อาจจะเป็เพราะแม่ทัพหลี่ถึงคราวอับจนแล้วจริงๆ จึงคิดจะส่งหลานชายมาเพื่อปูทางให้ตนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง”
หยวนเย่ว์เอ่ย
“หลายคนก็คิดเช่นนี้”
ิฉางกล่าวเสริมอย่างเป็กลางไม่แสดงทีท่าว่าอยู่ฝ่ายใด
อี้หลวนถงจึงโบกมือให้เขาพลางกล่าวว่า
“เอาเถอะ ข้ารับทราบแล้วท่านกลับไปได้”
เมื่อใต้เท้ากรมพิธีการออกไปแล้ว หยวนเย่ว์จึงเอ่ยเสียงแ่เบาว่า
“เห็นทีพวกเราต้องจับตาดูหลานของแม่ทัพหลี่เสียแล้วกระมัง”
ใต้เท้าหยวนรุ่ยไม่เห็นด้วยกับความคิดของบุตรจึงกล่าวว่า“ตาเฒ่าหัวแข็งมีอะไรให้น่าหวาดกลัว เป็ดาบที่ถูกเก็บเข้าคลังอาวุธนานแล้วหากเอาออกมาใช้เกรงว่าจะถูกสนิมกัดกร่อนจนใช้การไม่ได้แล้ว”
“ข้ากลัวว่า...อาวุธที่ถูกสนิมกัดกร่อนผู้นี้จักซ่อนอาวุธร้ายแรงเอาไว้ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขตัดไฟเสียตอนนี้ ดีกว่าให้ลุกลามมาใส่ตัว !”
........................................................