เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 33 สมควรแล้วที่แกไม่มีคู่กาย!

    กองกำลังทหารที่ลงเต็มพื้นที่ทั้งคืนแต่กลับจับไม่ได้แม้แต่ขนสักเส้นของหูเหยียน หยาอีถูกฝนธนูของฝั่งตนเองทำร้ายไปแล้ว 2 คน หนึ่งโดนที่ขา คนหนึ่งที่หัวไหล่ เจ็บจนร้องโอดครวญไม่หยุด คนอื่น ๆ ที่เหลือบอบช้ำแตกต่างกันไป ซึ่งความบอบช้ำเหล่านี้เหมือนการบาดเจ็บด้วยลูกธนูที่เกิดจากพวกเดียวกันเอง


    ชวีหนานอีเดือดดาล ทว่ามิได้ทำการสิ่งใดให้ยาวจิ่วรู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด ยังได้เข้าไปกล่าวคุยกับยาวจิ่วอย่างสนิทสนมเพื่อทำความเข้าใจที่มาที่ไปของหูเหยียน


    ชวีหนานอีเดินเข้าไปในห้องของยาวจิ่วตามอำเภอใจ มองซ้ายมองขวา ลูบสิ่งนั้นสิ่งนี้พร้อมกับเอ่ยคำถามง่าย ๆ 


    ชวีหนานอีถาม “เจ้าไปซื้อซานเซียวมาจากไหน?”


    ยาวจิ่วขมวดคิ้วตอบกลับไป “ตีนเขาเยี่ยนซาน ใต้เท้าเคยถามไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้”


    สีหน้าของชวีหนานอียังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาพยักหน้าเล็กน้อยและถามต่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่านางเป็นตัวอะไร?”


    ยาวจิ่วหรี่ตา ส่ายหน้าตอบ “ข้าจักรู้ได้เยี่ยงไร ทุกคนต่างกล่าวว่านางคือซานเซียว เช่นนั้นก็คงเป็นซานเซียว”


    แววตาประหลาดของชวีหนานอีกวาดมองยาวจิ่ว “เจ้ากำลังปกป้องนาง?” จากนั้นเดินเข้าไปใกล้ยาวจิ่ว กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หมายความว่า เจ้าคือผู้ที่สั่งให้นางไปฆ่าเฟิ่งฮัว?!”


    ยาวจิ่วหายใจติดขัด จ้องมองด้วยดวงตากลมโตดั่งแมว แล้วตอบกลับเสียงสูง “เจ้าเยี่ยนเต๋อหลินนั่นยอมรับแล้วว่าเป็นคนฆ่าเฟิ่งฮัว ทำไมฆาตกรถึงมาเปลี่ยนเป็นอีกคนไปได้ล่ะ?” เหอะ ๆ...ใต้เท้า ท่านเป็นถึงผู้ทรงธรรม จะกลับคำตัดสินคดีคงไม่ดีกระมัง?”


    ชวีหนานอีทำเสียง จิ๊จิ๊ กล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ดูไม่รู้เลย เจ้ายังคงปกป้องนางอยู่ดี”


    ยาวจิ่วสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ย “ใต้เท้า ข้าน้อยเพียงกล่าวคุยเรื่องราว ใครปกป้องนางกัน?! หากนางฆ่าเฟิ่งฮัว ท่านก็จับนางไปสิ ลงโทษให้ไม่เหลือแม้กระทั่งศพ!” กลัวแต่ว่าจับนางไม่ได้เท่านั้นแหละ! หึ!


    ชวีหนานอีไม่คุยวุ่นวายปัญหาเดิม ๆ กับยาวจิ่ว เขาสะบัดชุดคลุมแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนถามต่อว่า “นางไปแล้วจะกลับมาเมื่อใด?”


    ในใจของยาวจิ่วรู้ดีว่าเรื่องนี้ปิดอย่างไรก็ไม่มิด หากชวีหนานอีตั้งใจตรวจสอบก็สามารถพบได้ทันที หรือเขาควรบอกความจริงออกไปดี ด้วยเหตุนี้จึงตอบกลับไปว่า “ยามค่ำคืนของหกวันก่อน”


    ชวีหนานอีหยิบกระจกทองแดงขึ้นส่องใบหน้าของตนเองไปมาพลางถามต่อว่า “ช่วงที่ผ่านมานี้นางทำอะไรไปบ้าง เผยร่างที่แท้จริงออกมาหรือไม่ เคยบอกชื่อแซ่ของนางแก่เจ้าหรือเปล่า?”


    ยาวจิ่วมองไปที่ชวีหนานอีแล้วก้มหน้าก้มตาตอบอย่างเชื่อฟังว่า “นางน่ะหรือ นางก็ทำเหมือนเช่นที่ใต้เท้าทำอยู่ทุก ๆ วัน หยิบกระจกส่องหน้าตนเอง” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยท่าทางเจ้าเล่ห์ออกมา


    ชวีหนานอีคว่ำกระจกทองแดง เลิกคิ้วมองไปที่ยาวจิ่ว


    ยาวจิ่วกล่าวต่อ “ข้าน้อยไม่ทราบชื่อแซ่ของนาง และนางก็ไม่เคยเผยตัวตนที่แท้จริง ใบหน้านั่นมีแต่คราบดำ ๆ มัน ๆ เหมือนปกปิดอะไรบางอย่าง มองดูแล้วน่าสะอิดสะเอียน นางไม่เคยแม้แต่จะพูด เป็นบางครั้งที่แค่ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ข้าเดาว่านางน่าจะเป็นใบ้ หรือไม่ก็……” เขาเงยหน้ามองชวีหนานอี “หรือไม่ก็ไม่สามารถกล่าวออกมาเป็นคำ”


    ชวีหนานอีสังเกตไปที่ยาวจิ่ว แต่ไม่พบลักษณะผิดปกติจากในแววตาของอีกฝ่าย และยังรู้สึกลึก ๆ ว่าสิ่งที่ยาวจิ่วกล่าวอาจไม่เป็นความจริงทั้งหมด มือของชวีหนานอีตบลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แสดงกิริยาข่มขู่ของขุนนาง “ยาวจิ่ว เจ้ากับนางใช้ห้องเดียวกัน รู้เห็นแต่ไม่แจ้ง ยังจะร่วมกระทำผิด! เจ้ารู้ถึงความผิดของตนเองหรือไม่?!”


    ขอบตาของยาวจิ่วแดงก่ำ เขากล่าวอย่างเดือดดาล “ให้ข้าแจ้ง? ก็ต้องมีชีวิตจึงจะไปแจ้งได้! เยี่ยนเต๋อหลินเกลียดกลัวว่าข้าจะไม่ตาย ขายข้าให้ไป๋จื่อชี แล้วข้าจะเดินออกจากโรงละครไปได้ง่าย ๆ อย่างไร? ต่อให้ข้ารู้ว่าไอ้ซานเซียวนั่นฆ่าเฟิ่งฮัว ก็รู้สึกสบายใจเหมือนกัน จะไปร้องทุกข์นางทำไม? ข้าแค่เกลียด เหตุใดนางไม่ฆ่าไอ้หมาใจดำอำมหิตเยี่ยนเต๋อหลินตัวนั้น?! ไม่คิดว่าซานเซียวนั่นก็ปอดแหก แค่รู้จักใช้กลอุบายล่อลวงข่มขู่ หึ! ไม่ใช่คนดีอะไรทั้งนั้น!”


    ชวีหนานอีสังเกตสีหน้าท่าทางของยาวจิ่วอย่างละเอียด เห็นคำกล่าวและการกระทำไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่มีข้อบกพร่อง จึงเริ่มที่จะเชื่อคำกล่าวของยาวจิ่ว หากเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้จะกล่าวโทษยาวจิ่วไม่ได้ หญิงสาวคนนั้นฝีมือไม่เบา แม้กระทั่งเขาเองยังหลงไปตามอุบายของนาง นับประสาอะไรกับคนขับร้อง จะกล้าขัดขืนนางได้อย่างไร?


    ณ เวลานี้ชวีหนานอีที่เตรียมกำลังจะลุกขึ้นจากไป มือของเขาที่กวัดแกว่งไปมาบนโต๊ะเครื่องแป้งเมื่อสักครู่จู่ ๆ สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่แตกต่างออกไป 


    สีหน้าของชวีหนานอียังคงไม่เปลี่ยนแปลง เงยหน้ามองขึ้นไป ทันใดนั้นก็พบรอยขีดข่วนบนโต๊ะเครื่องแป้งจึงทำให้เข้าใจทะลุปรุโปร่ง


    ชวีหนานอีชี้ไปที่รอยขีดข่วนนั้นแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา “รอยนี่เป็นซานเซียวตัวนั้นทำไว้สินะ?”


    ยาวจิ่วชะงักเล็กน้อย อยากส่ายหัวปฏิเสธ แต่กลับนึกได้ว่าคงไม่เหมาะ จึงเปลี่ยนเป็นพยักหน้าเล็กน้อย


    ชวีหนานอีค่อย ๆ หรี่ตาลงเล็กน้อยและเผยรอยยิ้ม ถามต่ออย่างเป็นมิตร “รอยขีดนี่มาได้อย่างไร?”


    ยาวจิ่วตาโตเป็นประกายลุกวาวดั่งตาแมวพร้อมตอบกลับอย่างไร้เดียงสา “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางขีดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่” คำตอบนี้ฟังดูไม่โกหก แต่ในความเป็นจริงยาวจิ่วสามารถเดาได้ว่ารอยบนโต๊ะเครื่องแป้งนี้หูเหยียนน่าจะทำขึ้นในตอนที่เห็นยาวจิ่วกับเยี่ยนเต๋อหลินเริ่มตบตีทำร้ายกัน นึกไปนึกมา อันที่จริงในใจของหูเหยียนก็มียาวจิ่ว แต่ยาวจิ่วกลับตีตัวออกห่างจากหูเหยียนเพราะนางยอมรับว่าฆ่าเฟิ่งฮัว! เฮ้อ...ความจริงแล้วยาวจิ่วมิได้ต้องการตีตัวออกห่าง เพียงแค่ไม่หวังให้มือของหูเหยียนต้องเปื้อนเลือด จะว่าเช่นนั้นก็ไม่ถูก แต่จะกล่าวอย่างไรดีให้เข้าใจความรู้สึก ยาวจิ่วเองก็ไม่รู้เช่นกัน


    ยาวจิ่วร้อนใจไม่เป็นสุข เห็นชวีหนานอียังไม่ยอมไปจึงกล่าว “ใต้เท้า ท่านจะกลับเมื่อใด? ข้าน้อยอยากพักผ่อนแล้ว”


    ชวีหนานอีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ “รีบร้อนอันใด?”


    จู่ ๆ สีหน้ายาวจิ่วเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมพลางกล่าวขึ้นเสียงสูง “กลางค่ำกลางคืนใครไม่อยากหลับนอนบ้าง ยังต้องรีบร้อนอะไร? ใต้เท้า ท่านลองกล่าวดูซิว่าข้ารีบอันใด?”


    ชวีหนานอียิ้มมุมปากคล้ายดูแคลน “ค่ำคืนนี้แสนยาวนาน ข้ายังมิรีบร้อน แล้วเจ้ารีบร้อนอันใด?”


    ในใจยาวจิ่วเกิดความโกรธเคือง ยกคางสูงขึ้นเล็กน้อยและกล่าว “ข้าน้อยมิกล้าเทียบกับใต้เท้า ข้าน้อยทำสิ่งใดก็เป็นไปตามขั้นตอน มีเวล่ำเวลา ไม่เหมือนกับท่านใต้เท้า ส่งพลทหารให้แหกขี้ตาออกมายามค่ำคืน รื้อ ๆ ค้น ๆ ทั้งในทั้งนอกเพื่อจับไอ้ซานเซียวนั่น แต่กลับได้ตัวหนังสือ ‘ไอ้งั่ง’ มาสองตัว นับว่าใต้เท้ามีกำลังใจที่ดี ยังมีอารมณ์เข้ามานั่งจับเข่าคุยกับข้าน้อยต่อ แต่ข้าน้อยแค่รู้สึกไม่ค่อยสงบ เป็นกังวลแทนใต้เท้า จะให้นั่งติดอยู่กับที่ได้เยี่ยงไร ถามดูเถอะว่าข้ารีบร้อนอันใด?”


    ชวีหนานอีเจ็บเหมือนถูกยาวจิ่วเหยียบให้ตาย กลอกตามองแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ยาวจิ่ว เจ้ากำลังหาเรื่องทะเลาะกับข้าอยู่รึ?”


    ยาวจิ่วยิ้ม เอนตัวไปมาแล้วส่ายหัวกล่าว “จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าใต้เท้า ข้าน้อยจะบังอาจทะเลาะกับท่านได้อย่างไร? ข้าน้อยยาวจิ่วหากคิดจะทะเลาะ คงไม่เลือกไอ้งั่งที่แม้แต่ทะเลาะกันยังต้องถามว่านี่คือทะเลาะกันใช่หรือไม่?”


    ชวีหนานอีถูกยั่วโมโหจนหัวเราะ ยกนิ้วชี้ไปทางยาวจิ่วสองทีพร้อมลุกเดินจากไป


    ยาวจิ่วปิดประตูเสียงดังปังแล้วดับเทียนนอน


    ค่ำคืนอันน่าตื่นตระหนกนี้ทำให้ยาวจิ่วยากที่จะหลับ แต่เรื่องที่ทำให้เขาตื่นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่ออย่างแท้จริงคือหลังจากนี้


    ตามนิสัยที่คุ้นเคยของยาวจิ่ว ทุกครั้งที่นอนไม่หลับหรือรู้สึกคับข้องใจเขามักจะเปิดเก้าอี้พักเท้าที่ดูธรรมดาไม่สะดุดตาออก เอาเงินเก็บของตนออกมานับซ้ำไปซ้ำมาภายใต้แสงจันทร์ ราวกับว่าเงินเล็กน้อยที่มีอยู่นั้นสามารถเยียวยาให้จิตใจของยาวจิ่วสงบลงได้


    ทว่าค่ำคืนนี้ คงถูกกำหนดให้เป็นค่ำคืนแห่งความตื่นตระหนก


    เก้าอี้พักเท้ายังอยู่ แต่ตำลึงเงินที่กระจัดกระจายเหล่านั้นล่องหนเหมือนบินหายไปเอง!


    ยาวจิ่วกอดเก้าอี้พักเท้าอย่างโง่ ๆ


    ยาวจิ่วอยากจะด่า ด่าไอ้ผู้หญิงสมควรตายที่กินของของเขา นอน...ฮึ่ย...นอนบนเตียงของเขา! ไอ้คนใจร้ายใจดำ คาดไม่ถึงว่าจะกินบนเรือนขี้บนหลังคา?! ถุย! ตีอีตัวที่กินบนเรือนขี้บนหลังคาให้ตายเสีย! อีนังผู้หญิงสกปรกโสมม ไม่ควรได้ตายดี มือไวตีนไว!


    มีชีวิตของบุรุษที่หล่อเหลาเช่นยาวจิ่วกลับไม่ขโมย กลับมาฉกฉวยตำลึงเงินไป เป็นผู้หญิงที่ไม่มีตาเช่นนี้นี่เอง สมควรแล้วที่ชีวิตนี้ไม่มีคู่กาย!