“อึบ! เมื่อยจริงๆ เช้าแล้วเรอะ” “ตีห้าครึ่งแล้ว ออกไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยกลับมาฟาร์มของต่อเถอะ”
ปรัชญาลุกขึ้นจากเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อคืนนี้เขากับทีมออกเก็บวัตถุดิบและล่ามอนสเตอร์รอบๆหมู่บ้านฝึกหัดกันจนเช้า แม้จะเพลียอยู่บ้างแต่ว่าผลที่ได้ก็คุ้มค่า
“ตกลงเมื่อวานนี้เราได้อะไรมาบ้างวะ” เอกวิทย์ถาม “เมื่อคืนพวกเราฆ่าหมาป่ากันได้ 50 ตัว ได้เขี้ยว 50 คู่ มีเงินหล่น15เหรียญทองแดง” กวินบอก “ส่งภารกิจที่สำนักงานแล้ว พวกเราได้เงินมา 10 เหรียญเงิน แบ่งกันทุกคนแล้วก็ได้ 1 เหรียญเงินพอดี”
“ทำไมน้อยจังวะ”“นี่เยอะแล้วนะเว้ย” กวินบอก “ทีมอื่นล่าได้คืนละ 1-2 ฝูงเท่านั้นแหละ นายอย่าลืมสิว่าช่วงนี้ยังมีผู้เล่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ รอบๆหมู่บ้านมีทีมอื่นๆมาแย่งจัดการหมาป่ากันเพียบเลย อัตราการเกิดใหม่ของหมาป่ามันไม่ทันจำนวนคน”
“เอาน่า ถือว่าพวกเราได้ฝึกการเล่นเป็นทีมไปด้วยไง” ปรัชญาบอก “เมื่อวานนี้พวกเราไม่ได้ใช้โพชั่นช่วยเลย เป็นการต่อสู้ด้วยฝีมือล้วนๆ”
“ก็จริงนะ นี่เพราะคำแนะนำของปรัชญาแท้ๆ พวกเราเลยได้วิธีการต่อสู้ที่ไม่ต้องเสียเงินค่าซ่อมของ” “จริงด้วย ตอนแรกเรากะว่าจะใช้ดาบเป็นอาวุธหลัก แต่เพราะปรัชญายืนยันให้ใช้หอกเป็นอาวุธหลักแทน พวกเราเลยต่อสู้เป็นทีมได้โดยหมาป่าเข้าไม่ถึง” เอกวิทย์บอก “แล้วการให้ทุกคนซื้อไม้ง่ามหนังสติ๊กยิงหิน ก็ทำให้พวกเราโจมตีหมาป่าได้แบบไม่ต้องเสียค่ากระสุนแบบธนู”
“ฮ่าฮ่า เรื่องแบบนี้มันต้องค้นคว้านิดนึง” ปรัชญาหัวเราะอย่างพอใจ ด้วยความไม่พอใจพ่อที่ไม่อยากให้เขาเล่นเกม ปรัชญาเลยพยายามค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ท ทั้งอ่านจากคำแนะนำที่คนอื่นเขียนในฟอรั่ม ไปจนถึงการค้นคว้าการต่อสู้และใช้อาวุธแบบโบราณ
แม้ว่าดาบจะถูกทำให้เป็นอาวุธของพระเอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาวุธประชิดที่ดีที่สุดในสนามรบก็คือหอกต่างหาก
“เยี่ยมมาก เรื่องพวกนี้เราไม่เคยรู้กันมาก่อนเลย ใครสอนแกวะ” กวินชม ทุกคนมองตามอย่างสนใจ เพราะจากการต่อสู้เมื่อวานนี้ปรัชญามีฝีมือการต่อสู้ที่สูงที่สุด ใช้อาวุธและตัดสินใจในสถานการณ์เมื่อคืนได้ดีที่สุด
“...” ปรัชญานิ่งไปก่อนจะเอ่ยออกมา “พ่อกูสอน”
ทุกคนเงียบลง“เอาเหอะๆ ไปกินกันเร็ว จะได้รีบกลับไปนอนไปพัก เที่ยงนี้จะได้เริ่มเล่นต่อ”
ที่บ้าน หมอตุลย์ตื่นนอนตอนตี5ครึ่งเช่นเดียวกัน เขาลงไปที่ถนนหน้าบ้านแล้วเริ่มออกกำลังกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ชกลม และกระโดดเชือก ทำอยู่ประมาณ 20 นาทีตามปกติกิจวัตรแล้วไปอาบน้ำก่อนไปที่ศูนย์ฟื้นฟูหลังจากลูกชายไม่อยู่บ้านแล้วเขาก็ไม่ต้องทำอาหารเผื่อ ก็เลยไปซื้อกินที่ร้านในศูนย์แทน
“ป้าแฟง ข้าวราดผัดบวบกับไข่เจียวครับ”“วันนี้หมอตุลย์ไม่ทำกับข้าวเองเหรอ” ป้าแฟงคนขายอาหารถาม
“ตอนนี้ผมอยู่คนเดียวแล้ว มากินที่ร้านป้าน่าจะสบายกว่าครับ” หมอตุลย์บอก “อยู่คนเดียว? แล้วหนูแอมป์ล่ะ” ป้าแฟงถามถึงปรัชญาลูกชายหมอ
“เจ้าแอมป์ทะเลาะกับผมเรื่องจะเป็นนักเล่นเกม ตอนนี้ย้ายออกจากบ้านไปอยู่ร้านเกมแล้วครับ” แล้วป้าแฟงก็เงียบลงไม่พูดอะไรต่อ หมอตุลย์เลยนึกได้ว่าลูกชายของป้าอ้วนเองก็ออกจากบ้านไปสมัครร่วมสตูดิโอเกมเหมือนกัน
หมอตุลย์นั่งกินข้าวจนเสร็จแล้วก็ขึ้นไปที่ชั้นบนเพื่อดูผู้ป่วยฟื้นฟูทั้งหลาย หลังจากตรวจคนไข้โรคสมองและคนที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจครบแล้ว ก็ไปตรงโซนคนที่มาอยู่ฟื้นฟู เขาไม่ได้ไปในห้องของแต่ละคนหากแต่ตรงไปที่ห้องนั่งเล่นกลาง
“สวัสดีครับ” หมอตุลย์ทักทาย “โย่ว หวัดดีหมอ”“เป็นไงมั่ง เมื่อคืนเห็นว่าอยู่เล่นจน3ทุ่มเลยเหรอหมอ”
ชายหญิงสูงวัยในห้องนั่งเล่นต่างทักทายหมอตุลย์ตามๆกัน แม้จะพิการแขนขาหรือเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไป แต่ทุกคนก็พยายามช่วยเหลือตัวเองให้เป็นเหมือนปกติมากที่สุด
“ก็อยู่ถึง3ทุ่มกว่าครับ พอดีลองออกไปนอกหมู่บ้านเริ่มต้นตอนกลางคืนดู ยากอยู่เหมือนกัน” “หือ หมอ หมอออกไปนอกหมู่บ้านตอนกลางคืนด้วยเหรอ” ลุงสมิธถาม
“ครับ ก็เห็นคนอื่นในหมู่บ้านนั้นก็ออกไปกัน เมื่อวานผมก็สู้พร้อมกับทีมๆนึง” หมอตุลย์บอกโดยไม่ได้บอกว่าไปล่อมอนสเตอร์ใส่ทีมคนอื่น“อ่อ ไปกับทีม” ทุกคนพยักหน้าตาม. หลังพระอาทิตย์ตกดินการต่อสู้กับมอนสเตอร์จะยากขึ้นมากเพราะความมืดและอัตราการเกิดใหม่ของพวกมันที่เร็วขึ้น แต่ถ้าไปกับทีมก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยาก
“อืม แต่ถามหน่อยสิครับ ตอนนี้ผมหาเงินไม่ได้ ถ้าผมจะรบกวนทุกคนซื้อเงินในเกมแล้วส่งให้ผมจะได้ไหมครับ” หมอตุลย์ถาม “ไม่ได้หรอกหมอ เงินในเกมที่ใช้เงินจริงซื้อน่ะมันเปลี่ยนมือไม่ได้” คุณดำรงบอก “แล้วอีกอย่าง แหะๆ พวกเราก็ซื้อเต็มโควต้ากันอยู่แล้วในแต่ละเดือน คงจะช่วยหมอลำบาก”
“เต็มโควต้า?”“ใช่ ก็ในเกมมันกำหนดไว้ไงว่าจำกัดการซื้อเงินในเกมได้ไม่เกิน 1 เหรียญทองต่อเดือน”
หมอตุลย์ค่อยนึกออก จำได้คลับคล้ายว่าอ่านเจอเมื่อวานนี้ ซึ่งมันก็จริง ถ้าหากปล่อยให้ซื้อได้ไม่จำกัดก็จะมีคนมาทุ่มซื้อเหรียญแล้วเอาไปใช้อัพเกรดตนเองเต็มที่ แม้จะดีต่อบริษัทในระยะแรก แต่เกมที่ปล่อยให้เปย์ได้ไม่จำกัดจะเกิดความไม่สมดุลของผู้เล่น จากนั้นจำนวนคนเล่นธรรมดาที่รู้สึกเบื่อจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ
“เอางี้แล้วกัน หมอมาหาพวกเราที่หมู่บ้านกันก่อน แล้วเดี๋ยวผมทำอาวุธกับเกราะให้” ลุงสมิธบอกหมอตุลย์คุยกับแต่ละคนแล้วก็เดินไปต่อ ที่นี่มีคนไข้อีก 2 คนที่ค่อนข้างเก็บตัวเงียบ คนหนึ่งคือคุณลุงสมศักดิ์ที่แขนขาขาดทั้ง 4 ข้าง ที่ใส่แขนขาเทียมไบโอนิค มักจะชอบนั่งเงียบๆคนเดียวไม่สุงสิงกับใคร กับน้ากาญจนาที่ตาบอดและขาขาดทั้งสองข้าง ชอบนั่งถักไหมพรมอยู่ในห้องคนเดียว หมอตุลย์สังเกตเห็นเหมือนกันว่าทั้งสองมีหมวกเกมมิ่งวางอยู่ในห้อง
“คุณหมอตุลย์คะ มีคนมาหาค่ะ” เสียงพยาบาลเรียก“ญาติคนไข้เหรอครับ” ตุลกานต์ถาม“ไม่ใช่ค่ะ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของลูกหมอน่ะค่ะ”หมอตุลย์ขอบใจและเดินไปที่ห้องรับแขก ที่นั่งเด็กสาวคนนึงกำลังคุยกับพยาบาลพลอยและคนไข้อยู่
“สวัสดีค่ะ คุณอา” เด็กสาวยกมือไหว้“แพรว” ชายหนุ่มรับไหว้ “มาหาอามีอะไรเหรอ”
“คุณอารู้หรือยังคะว่าปรัชญาเขาไปอยู่ที่ร้านเกมตลอด ยังไม่ไปโรงเรียนเลย” แพรวถาม ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ”รู้แล้วล่ะ เมื่อวานอาไปที่สตูดิโอกลอรี่มาแล้ว” หมอตุลย์ตอบ “ว่าแต่นี่ยังไม่8โมงเลย แล้วเรารู้ได้ยังไง”
“หนูโทรไปหาเขามาเมื่อเช้าค่ะ เค้าเล่นเกมทั้งคืนโต้รุ่งเพิ่งเลิกตอนตีห้านี่เอง” เด็กสาวถามต่อ “แล้วทำไมคุณพ่อไม่พาเขากลับมาคะ ที่แบบนั้นไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับเขาเลยนะคะ” “มันเป็นการตัดสินใจของเขา ถ้าปรัชญาจะเลือกแบบนั้นก็คงห้ามเขาไม่ได้” ตุลกานต์บอก “คงต้องรอให้เค้ารู้ตัวเองก่อน”
“หมายความว่าคุณพ่อจะรอให้เขาพลาดแล้วล้มลงมาเองเหรอคะ” แพรวถาม“ใช่ ถ้าแบบนั้นเขาจะยอมรับได้ดีกว่าไปห้ามเขาโดยตรง” หมอตุลย์ตอบ
ทั้งสองคนมองหน้ากันนิ่ง ขณะที่ลุงสมิธที่นั่งสงสัยอยู่ใกล้ๆถามสอดขึ้นมา
“แม่หนู แล้วทำไมเราถึงได้เป็นห่วงนายปรัชญาขนาดนั้นล่ะ”
“...” หมอตุลย์“...” แพรว
เด็กสาวถอนหายใจแล้วก็ค่อยๆเล่าเรื่องของเธอออกมา
“ตอนหนูอยู่ ม.ต้น หนูติดเกมออนไลน์มากค่ะ เล่นจนกระทั่งพอจะหาเงินจากเกมได้บ้าง จนตอนนั้นเคยคิดว่าจะขอแม่เลิกเรียนแล้วไปเป็นเกมเมอร์” แพรวเล่า “พอตอนเทอมปลายม.3ที่หนูเล่นเกมมากจนกระทั่งไม่ได้ไปเรียน ปรัชญาเขาก็เข้ามาเล่นเกมเดียวกันกับหนู แล้วเขาก็เอาหนังสือกับข้อสอบเก่ามา แล้วก็มาดักที่จุดเริ่มในเมือง บังคับหนูให้อ่านหนังสือเตรียมสอบให้จบบทก่อนจึงจะออกไปเล่นเกมได้ ดังนั้นตอนม.3หนูเลยสอบขึ้นม.ปลายได้ค่ะ”
“หลังจากขึ้นม.ปลายมา เราสองคนก็ยังเล่นเกมอยู่ หนูเริ่มแบ่งเวลามากขึ้น แต่ว่าเพราะหนู ปรัชญาเค้าเลยเริ่มสนใจเรื่องเกมเมอร์อาชีพมากขึ้น ก็เลยเริ่มไปเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่สตูดิโอแล้วก็ค่อยๆเริ่มไม่ตั้งใจเรียนค่ะ” เด็กสาวบอกในที่สุด
“อ้าว แล้วถ้าเธอก็หารายได้จากเกมได้บ้างแบบนั้นทำไมเธอไม่สนับสนุนให้เขาเล่นเกมล่ะ” ลุงสมิธถามอย่างสงสัย ถ้าเล่นเกมกันทั้งคู่ก็น่าจะสนับสนุนกันสิ“เอ่อ เรื่องนั้นคือ…” แพรวมองอย่างลังเลก่อนจะบอกออกมา
“ปรัชญาเล่นเกมได้ห่วยมากค่ะ แพรวไม่คิดว่าเขาจะก้าวข้ามระดับสตูดิโอฟาร์มไอเท็มไปได้”
ทั้งหมอตุลย์และลุงสมิธพยักหน้าพร้อมๆกัน นักเล่นเกมมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับคนที่เล่นเพลินๆทั่วไป , นักเล่นสตูดิโอฟาร์มของ ไปจนถึงนักแข่งกีฬาอีสปอร์ตอันเป็นยอดบนสุดของพีระมิดที่มีรายได้ตามที่ทุกคนใฝ่ฝันกัน
“ที่หนูเล่นกับเค้ามา เค้าเป็นลูกทีมที่ดี ความคิดการวางแผนใช้ได้ แต่ถ้าเจอสถานการณ์ที่นอกเหนือจากแผนไปเค้าจะทำอะไรไม่ถูก” แพรวบอก “ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเอาศิลปป้องกันตัวที่คุณอาสอนให้พวกเราไปใช้ในเกมแล้วล่ะก็ เขาก็เป็นได้แค่ระดับล่างสุดของเกมเมอร์สตูดิโอเท่านั้นแหละค่ะ”
หมอตุลย์ถอนหายใจ“เอาล่ะชั้นขอบใจเธอมากที่เป็นห่วงปรัชญาเค้า แต่ว่าเรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เขาได้ลองอย่างที่เขาต้องการไปก่อนละกัน”
แพรวมองหน้าตุลกานต์อย่างผิดหวัง เด็กสาวคาดว่าชายหนุ่มจะพยายามดึงปรัชญากลับมามากกว่านี้ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะพูดอะไรเพิ่มเธอจึงขอตัวลากลับ
“หมอไม่บอกเค้าไปล่ะว่าหมอก็สมัครเล่นเกมนี้เพื่อจะไปหาเจ้าแอมป์แล้ว” ลุงสมิธถาม“ไม่ดีกว่าครับ สองคนนี้สนิทกันมาก ไม่งั้นเผลอเธอหลุดปากบอกปรัชญาไปล่ะก็มีหวังเรื่องยิ่งไปกันใหญ่”
แล้วหมอตุลย์ก็กลับไปที่ห้องพักแพทย์ จากนั้นก็จัดที่นอน เอาหมวกเกมมิ่งมาสวมใส่ลงไป