เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนตระกูลไป๋
ไป๋อี้เฟยในร่างของหลินซินเหยียนกำลังยืนอยู่กลางลานฝึก พลางเหยียดแขนเหยียดขาอย่างี้เีในขณะที่หลินซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟย เดินมองเขาด้วยสายตาดุ
“เ้าไม่คิดจะทำอะไรเลยหรือ?”หลินซินเหยียนถามพลางกอดอก
“ทำไมข้าต้องทำอะไรในร่างของเ้าด้วย?”ไป๋อี้เฟยหันมามองหน้าเธอ ก่อนจะพูดต่อ“แค่ข้าทนกลิ่นสมุนไพรในร้านยาของเ้าได้ ข้าก็รู้สึกว่าได้ทำบุญมาเยอะแล้ว”
“นี่เ้า!ร้านยาของข้ามันไม่ได้แย่นะ!” ซินเหยียนเถียงกลับทันที
ไป๋อี้เฟยยิ้มมุมปากอย่างขำขันก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้าจะบอกอะไรให้นะหลินซินเหยียน การเป็ข้ามันไม่ง่ายอย่างที่เ้าคิด”
“แล้วการเป็ข้าล่ะเ้าไม่คิดว่ามันลำบากหรือไง?”
“หึ...อย่างน้อยข้าก็ทำให้ร้านของเ้าไม่พังลงมาได้”
“เ้านี่มัน!”
หลินซินเหยียนกำลังจะเถียงกลับแต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้ทะเลาะกันต่อ เสียงของบ่าวรับใช้ก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“คุณชายรอง!มีแขกจากตระกูลลู่มาขอพบขอรับ!”
ทั้งสองชะงักไปพร้อมกันก่อนจะหันมามองหน้ากันอย่างใ
“ตระกูลลู่!?” ซินเหยียนเอ่ยขึ้น
ไป๋อี้เฟยขมวดคิ้ว“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเื่นี้ต้องเป็ปัญหาแน่ๆ”
ในห้องรับรองของจวนตระกูลไป๋
หลินซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟย กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางที่พยายามทำตัวสุขุมที่สุดในขณะที่ไป๋อี้เฟยในร่างของเธอยืนหลบอยู่ด้านหลัง
ตรงหน้าของพวกเขา คือ ลู่จินหรงคุณชายใหญ่แห่งตระกูลลู่ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีดำที่มีใบหน้าหยิ่งยโส
“ท่านอี้เฟยวันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อทวงคำสัญญาของท่าน” ลู่จินหรงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงแฝงไปด้วยความท้าทาย
“คำสัญญา?” ซินเหยียนขมวดคิ้วพยายามนึกว่าคำสัญญานี้คืออะไร
ลู่จินหรงหัวเราะในลำคอ“ท่านบอกข้าว่า จะประลองกับข้าอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าท่านเหนือกว่าข้าในทุกด้านแต่ดูท่าท่านจะลืมคำพูดนั้นไปเสียแล้ว”
ซินเหยียนถึงกับหน้าถอดสีเธอหันไปมองไป๋อี้เฟยที่ยืนอยู่ด้านหลังแต่เขากลับทำหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เ้าเคยไปท้าประลองกับเขาด้วยหรือ!?”เธอกระซิบถามเบาๆ
ไป๋อี้เฟยตอบเสียงเรียบ “ข้าจำไม่ได้”
“เ้านี่มัน...”
ลู่จินหรงมองทั้งสองคนด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “อย่างไรเล่า ท่านอี้เฟย ท่านจะประลองกับข้าวันนี้หรือว่าท่านกลัวจนไม่กล้ารับคำท้าของข้าแล้ว?”
ซินเหยียนกลืนน้ำลายลงคอพลางพยายามคิดหาทางออกอย่างเร่งด่วน
หลังจากที่ลู่จินหรงกลับออกไปชั่วคราวหลินซินเหยียนหันขวับไปมองไป๋อี้เฟยด้วยสายตาเอาเื่
“นี่เ้า!เื่ทั้งหมดนี่เป็เพราะเ้านะ!”
“หึเื่นี้เ้านั่นแหละที่ต้องแก้ไข” ไป๋อี้เฟยพูดพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“แต่ข้าใช้วรยุทธ์ไม่เป็เลยสักนิดนะ!”ซินเหยียนพูดพลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
ไป๋อี้เฟยมองเธอครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา “ก็ได้ ข้าจะช่วยเ้าเอง”
ซินเหยียนหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ“เ้าจะช่วยข้าจริงๆ หรือ?”
“ข้าไม่้าให้ชื่อเสียงของข้าเสียหายเพราะการที่เ้าไปประลองแล้วแพ้หมดรูป”
“เ้านี่มันปากร้ายจริงๆ!”ซินเหยียนบ่น แต่ก็แอบรู้สึกดีที่เขายอมช่วย
ภายในลานฝึกของจวนตระกูลไป๋
ไป๋อี้เฟยในร่างของหลินซินเหยียนกำลังยืนถือดาบไม้อยู่ตรงหน้า ในขณะที่หลินซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟยยืนหอบหายใจอยู่ตรงกลางลาน
“เ้าต้องถือดาบให้มั่นคงกว่านี้!”ไป๋อี้เฟยะโบอก พลางเดินเข้าไปแก้ท่าทางของเธอ
“ข้าถือดาบหนักๆ แบบนี้ไม่ไหวจริงๆนะ!” ซินเหยียนโอดครวญ พลางมองดาบไม้ในมืออย่างท้อแท้
“หากเ้าไม่ฝึกเ้าก็จะทำให้ข้าอับอาย” ไป๋อี้เฟยพูดเสียงเข้ม
ซินเหยียนถอนหายใจก่อนจะพยายามยกดาบขึ้นมาอีกครั้ง แต่จังหวะนั้นเองเธอกลับเสียหลักจนล้มกลิ้งลงไปบนพื้น
“โอ๊ย!”
ไป๋อี้เฟยถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปยื่นมือให้เธอ
“ลุกขึ้นมา เ้าต้องทำได้”
ซินเหยียนเงยหน้ามองเขาก่อนจะจับมือเขาไว้แล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“ข้าจะพยายามก็แล้วกัน...”
ตกเย็น หลังจากการฝึกสุดป่วนไป๋อี้เฟยและหลินซินเหยียนนั่งพักอยู่ที่ศาลาเล็กในสวนของจวน
ซินเหยียนเอ่ยขึ้นพลางมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า“ข้าว่า...การเป็เ้า มันก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
ไป๋อี้เฟยเหลือบมองเธอก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ “แล้วเ้าคิดหรือว่าการเป็เ้า มันง่ายสำหรับข้า?”
ซินเหยียนหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ“เ้าเองก็ลำบากเหมือนกันใช่ไหม?”
ไป๋อี้เฟยพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “บางที...การที่เราสลับร่างกันอาจจะทำให้เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตของอีกฝ่ายมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เราคิด”
คำพูดนั้นทำให้ซินเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “เ้าพูดถูก”
ทั้งสองนั่งเงียบไปพักใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและอบอุ่นอย่างประหลาด