วัณพิทักษ์มนตรา ตอน 8
บรรยากาศโอ่โถงในคฤหาสน์ทมิฬ
คฤหาสน์ทรงพล: เวลา 11:00 น.
นาฬิกาลูกตุ้มโบราณเรือนั์ในห้องรับแขกส่งเสียงตีบอกเวลาดังกังวานไปทั่วคฤหาสน์ที่บัดนี้เงียบเชียบราวกับป่าช้า แสงแดดยามสายพยายามลอดผ่านผ้าม่านผืนหนาเข้ามาแต่กลับทำได้เพียงสร้างเงาสลัวที่ดูอึดอัด แม่บ้าน สาวหน้าตาซื่อๆ ท่าทางประหม่าเดินถือถาดเครื่องเงินเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง
"ท่านครูคะ... น้ำชาร้อนๆ ค่ะ" เธอเอ่ยเสียงเบาพลางยกแก้วชาเซรามิกเนื้อดีวางลงบนโต๊ะกระจกหน้าชุดโซฟาหรู
ครูกายเพชร ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วในท่าทางสงบนิ่ง มือทั้งสองประสานวางทับกันบนหน้าขา เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นจ้องมองแม่บ้านด้วยสายตาที่เย็นเยือกจนเธอต้องก้มหน้าหลบ "อืม... ขอบใจนะ จะไปทำอะไรก็ไปเถอะ" กายเพชรเอ่ยไล่สั้นๆ เมื่อแม่บ้านพยักหน้าและรีบถอยออกไปจากห้อง เขาก็ยกชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังบันไดหินอ่อนขัดเงาที่ทอดยาวขึ้นสู่ชั้นบน
ไม่กี่อึดใจ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่กระทบพื้นหินอ่อนดังก้องลงมาจากชั้นสอง กายเพชรวางแก้วชาลงทันทีพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น ร่างของ มันตรัย ค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาทีละขั้นอย่างสง่างาม ทว่าการแต่งกายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่ในชุดสูทสากลของทรงพลอีกต่อไป แต่สวมชุดคลุมยาวสีแดงก่ำดุจเืนก ตัดขอบด้วยแถบผ้าสีดำสนิท ชายชุดยาวเลยหัวเข่าลงมาเล็กน้อยดูคล้ายชุดนักพรตโบราณที่ประยุกต์เข้ากับยุคสมัย
มันตรัยสวมกางเกงสแล็คสีดำขลับเข้าคู่กับรองเท้าหนังปลายแหลมที่ทำจากหนังงูเหลือมแท้เกล็ดมันวาว ที่คอมีสร้อยประคำสีดำสนิทที่ทำจากหินอาถรรพ์ลึกลับส่งกลิ่นอายแห่งพลังงานที่น่าเกรงขามออกมาจนอากาศรอบตัวดูหนักอึ้ง
"ท่านปู่! โอโห... ท่านปู่โคตรเท่เลยครับ!" กายเพชรเอ่ยชมเปาะด้วยความทึ่งในรสนิยมของบรรพบุรุษ
มันตรัยหัวเราะในลำคออย่างชอบใจที่ทายาทเอ่ยชม เขาเดินตรงเข้ามานั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ข้างๆ กายเพชร เมื่อเห็นหลานชายทำท่าจะขยับลงไปนั่งที่พื้นตามความเคยชิน มันตรัยก็ยกมือห้ามไว้ "เฮ้ย... ไม่ต้อง ขยับขึ้นมานั่งบนเก้าอี้นี่แหละ ที่ข้าเรียกเ้ามาวันนี้ เพราะมีเื่สำคัญจะให้เ้าไปจัดการ"
มันตรัยเอนหลังพิงพนักโซฟาพลางจ้องมองออกไปในความว่างเปล่า แววตาสีทับทิมฉายภาพเหตุการณ์ในอดีต "เ้าเพชร... จงตั้งใจฟังให้ดี บัดนี้พลังมนตราของข้าฟื้นคืนกลับมาเหมือนเมื่อครั้งหมื่นกว่าปีที่แล้วเกือบสมบูรณ์แล้ว"
เขาเริ่มเล่าเื่ราวในอดีตกาลก่อนพุทธกาล ยุคสมัยที่เขายังเป็มนุษย์ผู้หิวกระหายในอำนาจ "ในตอนนั้นข้าศึกษาร่ำเรียนมนตราจากมหาคัมภีร์นอกรีตมากมาย ทั้ง มหาอาถรรพ์นิรัย, คัมภีร์มรณภัย, ตำรากรมนิมิตมาร, คัมภีร์รัตนมรณะ, มหาเวทอัสดงมืด และ ตำราเวทิญญาดำ วิชาพวกนี้ทำให้ข้าไร้เทียมทาน"
มันตรัยหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกดเสียงต่ำ "แต่อาจารย์ของข้ากลับขี้ขลาด เขาเก็บซ่อนคัมภีร์เล่มที่สำคัญที่สุดไว้เพราะกลัวว่าข้าจะใช้มันสร้างความหายนะให้บ้านเมือง แล้วเขากลับเลือก 'ศิษย์ผู้น้อง' ของข้าเป็ผู้สืบทอดแทน ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องสวมบทศิษย์คิดล้างครู ข้าทำทุกอย่างเพื่อชิงคัมภีร์เล่มนั้นมา ชีวิตคนนับหมื่นนับพันที่ขวางทางข้าล้วนแต่ต้องตายอย่างทรมานและไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!"
"คัมภีร์อะไรครับท่านปู่?" กายเพชรถามด้วยความอยากรู้จนตัวสั่น
มันตรัยเหยียดยิ้มเหี้ยมก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นะเืขึ้นมาทันที "พระมหาคัมภีร์อาถรรพ์คุมพระยม"
กายเพชรทวนคำชื่อคัมภีร์นั้นช้าๆ ด้วยความตกตะลึง "แล้ว... มันใช้ทำอะไรได้ครับท่านปู่ ถึงขนาดที่ปู่อยากได้มันมาขนาดนี้?"
"ถ้าผู้ใดได้และท่องมนตราในคัมภีร์เล่มนั้น..." มันตรัยลุกขึ้นยืนพลางอ้าแขนออกราวกับจะประกาศศักดา "คนผู้นั้นจะเป็ผู้อยู่เหนือแห่งกฎของโลกความตาย!"
"หมายความว่ายังไงครับ?"
"ใช่!" มันตรัยหัวเราะร่าด้วยความบ้าคลั่ง "ใครที่ข้าอยากให้ตาย... มันต้องตาย! ใครที่ข้าอยากให้ฟื้น... มันก็ต้องฟื้น! และที่สำคัญที่สุด... เหล่ามัจจุราชน้อยใหญ่ทั้งหลาย จะต้องสยบยอมกลายเป็บริวารของคนผู้นั้นตลอดกาล!"
มันตรัยหัวเราะดังก้องไปทั่วห้องรับแขก ขณะที่กายเพชรยิ้มกว้างด้วยความโลภที่ทวีคูณ แผนการสยบโลกิญญาและควบคุมความตายกำลังจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำมือของปู่หลานคู่นี้
บ้านพิทักษ์กองทรัพย์: เวลา 11:00 น.
ในขณะที่แดดยามสายเริ่มแผดเผาจนไอร้อนระอุไปทั่วหมู่บ้าน แต่ภายในห้องนอนชั้นสองที่ปิดม่านทึบและเปิดแอร์ฉ่ำเย็น สองสาวพยาบาล ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากปาร์ตี้เมื่อคืน ทว่าความสงบสุขก็พังทลายลงในพริบตา!
"เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! ตื่นๆๆๆๆๆ!"
เสียงสากกะเบือกระทบหม้ออลูมิเนียมดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องนอน พร้อมกับเสียงะโกวนประสาทของ หมวดอาคม "ตื่นจ้าตื่น! จะนอนกินบ้านกินเมืองกันไปถึงไหนจ๊ะแม่นางทั้งหลาย!"
ฝน ผุดลุกขึ้นมาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ตาปรือปรอย "โอ๊ยยย! อะไรของเธอเนี่ยคม! วันนี้พวกพี่เข้าเวรดึกนะ ขอนอนให้เต็มอิ่มหน่อยเถอะ!" เธอโวยวายพลางคว้าตุ๊กตาข้างกายขว้างใส่น้องชายเพื่อน แต่หมวดหนุ่มเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเชี่ยวชาญ ส่วน จอย ยังคงนอนเอาหมอนคลุมหน้า อุดหูแน่น ไม่สนใจใยดีต่อโลกภายนอกแม้แต่น้อย
น้ำมนต์ เดินตามหลังน้องชายเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเกรงขาม "อาหารพร้อมทานแล้วเพคะ ขออัญเชิญแม่นางทั้งสองยาตราลงไปกิน!" เธอเน้นเสียงหนักแกมประชดประชัน "ถ้าไม่ลุกกันเดี๋ยวนี้ ฉันจะให้คมเอาอาหารทั้งหมดไปเทให้สุนัขจรจัดปากซอยกินนะ!"
อาคมตาโต รีบเบรกพี่สาวทันที "เฮ้ยๆ พี่มนต์ ใจเย็นครับ! นั่นมันปลาแซลมอนเกรดพรีเมียม ซูชิเ้าดัง ราเม็งแชมป์เปี้ยน แล้วยังมีไก่สไปซี่สูตรเด็ดอีกนะพี่ แพงมากด้วยเสียดายของตายเลย!"
น้ำมนต์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ไม่เป็ไรหรอกคม พี่ไม่ถือ... เพราะมันไม่ใช่เงินส่วนตัวพี่!"
เสียงอู้อี้ลอดมาจากใต้หมอนของจอยทันที "เงินใครวะ?"
น้ำมนต์เหยียดยิ้มกว้าง "ก็เงินในกระเป๋าสตางค์ของพวกเธอสองคนไงล่ะจ๊ะ!"
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาด! ทั้งฝนและจอยตาสว่างวาบสลัดความง่วงทิ้งทันที "หะ!!" พวกเธอประสานเสียงกันลั่นห้อง ฝนโวยวายขึ้นก่อน "นี่แกถือวิสาสะแอบเปิดกระเป๋าสตางค์พวกฉันเหรอ?!"
จอยเสริมทัพพลางชี้หน้า "ใช่ๆ นี่ขนาดฉันยังไม่ได้เป็น้องสะใภ้แกนะ แกยังวางอำนาจเผด็จการขนาดนี้เลยเหรอ..." จอยยังพูดไม่ทันจบประโยค น้ำมนต์ก็พุ่งเข้าชาร์จทันที มือเรียวคว้าหมับเข้าที่แก้มของเพื่อนรักแล้วหยิกเต็มแรง พร้อมกับส่ายหน้าจอยไปมาจนปากจู๋
"โอ๊ย! เจ็บนะโว้ยยย!" จอยร้องเสียงหลง ดิ้นเร่าๆ อยู่บนเตียง
อาคมที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับส่ายหัว "พอๆ เล่นกันเป็เด็กไปได้ ลุกไปล้างหน้าล้างตาครับพี่ๆ อาหารกำลังร้อนๆ อุ่นๆ ถ้าชักช้ากว่านี้มันเย็นชืดหมดรสชาติจะหาว่าผมไม่เตือนนะ"
น้ำมนต์ปล่อยมือจากหน้าจอยที่บัดนี้ขึ้นรอยแดงจางๆ เธอส่งสายตาดุแต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มสะใจให้เพื่อนสาว ก่อนจะเดินสะบัดบ๊อบออกไปจากห้อง จอยที่แค้นเคืองปนขำรีบคว้าหมอนข้างกายขว้างไล่หลังน้ำมนต์ไปทันที แต่เ้าตัวก็เดินพ้นประตูไปเสียก่อน
ฝนถอนหายใจยาวพลางฉุดแขนจอยให้ลุกขึ้น "ลุกๆ ไปล้างหน้ากันเถอะแก เดี๋ยวแม่นั่นเอาเงินเราไปใช้หมดกระเป๋าจริงๆ จะซวยเอา" สองสาวเดินบ่นพึมพำกระปอดกระแปดมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ทิ้งให้อาคมยืนยิ้มกริ่มอยู่เพียงลำพัง โดยหารู้ไม่ว่ามื้ออาหารที่แสนสุขนี้ อาจจะเป็่เวลาสงบสุขครั้งสุดท้ายก่อนที่ความลี้ลับของคฤหาสน์ทรงพลจะพุ่งเป้ามาที่บ้านหลังนี้!
คฤหาสน์ทรงพล: เวลา 11:30 น.
ภายในห้องโถงที่อบอวลไปด้วยไออาถรรพ์ ครูกายเพชร ขยับตัวนั่งหลังตรงพลางซักไซ้บรรพบุรุษด้วยความสงสัย "สรุปแล้ว... ในตอนนั้นศิษย์น้องของท่านปู่ได้และขึ้นเป็ใหญ่เหนือโลกิญญาไหมครับ?"
มันตรัย ในร่างทรงพลแค่นยิ้มเย็น แววตาเหม่อลอยกลับไปสู่อดีตที่ห่างไกล "ศิษย์น้องคนดีของข้าผู้นั้น... มันเลือกที่จะไม่สืบทอดมนตราในคัมภีร์เล่มนั้น แต่มันกลับเลือกที่จะซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครได้เห็นอีก"
"ซ่อนยังไงครับท่านปู่? ของชิ้นเบ้อเริ่มแบบนั้น"
"มันฉลาดกว่าที่เ้าคิด... สุราษฎร์แยกชิ้นส่วนคัมภีร์ออกเป็ 5 ส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าหรือใครก็ตามได้พลังอำนาจนี้แต่เพียงผู้เดียว" มันตรัยเงียบไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำเมื่อความทรงจำที่เ็ปผุดขึ้นมา "เ้าจงตั้งใจฟังเื่ต่อไปนี้ให้ดี... แล้วเ้าจะรู้ว่าทำไมข้าถึงต้องดิ้นรนมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้!"
"กาลครั้งหนึ่ง... ย้อนกลับไปในยุคสมัยที่เรียกกันว่า แผ่นดินสุวรรณภูมิ ณ นครกุสินาราที่ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดสิ้น ปกครองด้วยระบบกษัตริย์ที่เข้มแข็ง" มันตรัยเริ่มพรรณนาภาพอดีตราวกับดึงิญญาของกายเพชรให้หลุดเข้าไปในนิมิตนั้น
ในท้องพระโรงอันโอ่อ่า กษัตริย์ศรีนาวนำถม ผู้ทรงทศพิธราชธรรมประทับอยู่บนบัลลังก์ทอง ทหารมหาดเล็กเดินเข้ามาถวายบังคม "บัดนี้... ท่านราชครูคีรัมมาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเ้าข้า" เมื่อกษัตริย์อนุญาต ร่างของ ราชครูคีรัม นักพรตชราผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งผิดกับอายุที่ร่วงโรยก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ
เื้ัของราชครูคีรัมมีศิษย์เอกสองคนเดินตามมาติดๆ คนหนึ่งคือ มันตรัย ชายหนุ่มผู้มีแววตาทะเยอทะยาน และอีกคนคือ สุราษฎร์ ศิษย์ผู้น้องที่มีท่าทางสงบเสงี่ยม "พวกข้าทั้งสาม... ขอถวายพระพรฝ่าพระบาท" คีรัมเอ่ยขึ้น
มันตรัยจ้องมองบัลลังก์นั้นด้วยใจที่เต้นรัว "นั่นแหละ... คือจุดเริ่มต้นของความหายนะที่ข้ากำลังจะเป็ผู้ก่อ!"
ภาพนิมิตตัดสลับมายังห้องคุมขังใต้ดินที่มืดสลัวและเหม็นคาวเื ราชครูคีรัม ถูกพันธนาการไว้อย่างแ่า มันตรัยยืนอยู่เบื้องหน้าพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ท่านอาจารย์... ท่านช่างลำเอียงนัก ถ้าท่านยอมมอบ พระมหาคัมภีร์อาถรรพ์คุมพระยม ให้ข้าแต่แรก ท่านก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้หรอก!"
คีรัมที่สะบักสะบอมเงยหน้ามองศิษย์รักด้วยความสมเพช "เ้าไม่มีทางได้มันหรอกมันตรัย... ป่านนี้สุราษฎร์คงนำคัมภีร์หนีออกนอกเมืองไปไกลเกินกว่าที่คนอย่างเ้าจะตามทันแล้ว!" ราชครูชราหัวเราะเยาะทั้งที่เืกบปาก
มันตรัยโกรธจนตัวสั่น แววตาอาฆาตลุกโชน "หึๆ... ถ้างั้น ท่านก็ไร้ซึ่งความหมายสำหรับข้าอีกต่อไป!" เขาหันไปสั่งลูกสมุน "จับมันนอนคว่ำ ตรึงแขนขาให้แน่นกับแท่นศิลานี้!"
"ศิษย์เนรคุณ! เสียแรงที่ข้าเก็บมาเลี้ยง ฟูมฟักถ่ายทอดวิชาให้ทุกอย่าง!" คีรัมะโด่า
"แต่ท่านก็ยังเห็นเ้าสุราษฎร์ดีกว่าข้าเสมอ!" มันตรัยตะคอกสวน "ข้าเก่งกว่า! ฉลาดกว่า! เรียนรู้เร็วกว่า! ข้าเคยรักท่านเหมือนพ่อแท้ๆ แต่ท่านกลับทำลายความหวังของข้า!"
คีรัมจ้องมองมันตรัยด้วยสายตาสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความเวทนา "เ้ามันทะเยอทะยานจนกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ มันตรัย..."
มันตรัยหลบสายตานั้นก่อนจะสั่งการอย่างเืเย็น "จัดการมันซะ!"
พริบตานั้น ทหารสองคนใช้หอกปลายแหลมแทงสวนเข้าทางรูทวารของคีรัมอย่างแรง ร่างชรากระตุกเกร็งด้วยความเ็ปที่เหนือคณนา เืสดๆ ทะลักออกทางปากพร้อมกับปลายหอกที่แทงทะลุผ่านลำตัวออกมาทางช่องปากอย่างสยดสยอง
มันตรัยยืนดูเหตุการณ์สังหารอาจารย์ผู้มีพระคุณด้วยสายตาที่เ็า ไร้ซึ่งความรักและความภักดีที่เคยมี เมื่อลมหายใจของคีรัมขาดสะบั้นลง เขาก็หันหลังกลับทันที "ไปจัดเตรียมกองทัพ! ข้าจะออกล่าเ้าสุราษฎร์ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหรือฟ้าจะถล่มทลาย ข้าก็ต้องได้คัมภีร์เล่มนั้นมา!"
เขาก้าวออกจากห้องคุมขัง ทิ้งไว้เพียงร่างที่ไร้ิญญาของอาจารย์ที่ถูกตรึงอยู่กับแท่นศิลา เป็ตราบาปที่ฝังลึกและจุดเริ่มต้นของิญญาอาฆาตที่ยาวนานมากว่าหมื่นปี
#เปิดค่าการมองเห็น #ชอบอ่านนิยาย