ตะวันบ่ายคล้อยหลังจากที่ท่านชายปิ๋วและพระสหายเสร็จสิ้นธุระในกระทรวง ต่อจากนั้น เมื่อได้รับโทรเลขว่าเรือที่เชษฐาทรงมาจะเทียบฝั่งอีกไม่เกินชั่วโมงนี้ จึงทรงรีบออกไปยังที่หมายโดยมีพระสหายตามเสด็จด้วยอีกคน
ตัวพันวาจาสิทธิ์ หรือด้าว เมื่อเห็นว่าวันนี้คงกลับค่ำกว่าปรกติ ก็พอใจชื้นขึ้นมาบ้าง ที่กลับเรือนไปจะได้ไม่ตรงสนทากับแขกหญิงสาวคนั้นคนนี้ของมารดาให้แหนงหน่ายอีก
พอถึงท่าเรือและลงจากรถยนต์คันหรูแล้ว เขาเดินตามเ้านายไปพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยตามประสาคนชอบใช้ความคิด ไม่ได้สงสัยใคร่รู้ว่าท่านชายที่ตนมารับจะมีพระพักตร์อย่างไร ก็เห็นว่าคงทรงโฉมอย่างไทยไม่ต่างจากอนุชาเช่นท่านชายปิ๋วกระมัง
“อีกนานหรือไม่กระหม่อม กว่าที่เ้าพี่ของท่านชายจะเสด็จถึง”
“ไม่รู้สิ คงไม่นานหรอก ร้อนใจอะไรอย่างนั้นหรือ”
“มิได้กระหม่อม”
หม่อมเ้าชายมองอีกฝ่ายอย่างฉงนหทัย ตรัสถามอะไรก็ทูลเพียง ‘มิได้กระหม่อม’ อยู่อย่างนั้น ทั้งที่อาการแสดงออกว่าไม่ปรกติ ก่อนที่จะทรงหันไปทอดเนตรเห็นหญิงที่ทรงรู้จักมักคุ้นประทับยืนอยู่อีกทางไม่ไกลกัน
“ยืนคอยอยู่ตรงนี้นะ ประเดี๋ยวฉันมา” รับสั่งและเสด็จไปโดยไม่ทรงรอคำตอบจากอีกคนเลยสักนิด
“ฝะ ฝ่าา” แม้เรียกไปก็ไม่ทันอยู่ดี
ชายหนุ่มคิดว่าหากยืนรอต่อไปคงเข่าอ่อนพอดี กะว่าจะหาที่นั่งชมทัศนียภาพริมฝั่งที่ผู้คนพลุกพล่านฆ่าเวลาไปพลาง ๆ วันนี้เขาได้มาที่ใหม่ ๆ พบหญิงงามทรามสวาทก็หลายนาง ทว่าไม่มีหญิงใดเลยที่ติดตรึงใจ เห็นทีเขาคงต้องปลงกับเื่ความรัก แล้วมุ่งกับแค่งาน ไม่ว่าจะหาเองหรือใครหาให้ก็ล้วนขัดใจไปเสียหมด
ระหว่างที่นั่งทิ้งลมหายใจไปกับความคิดเรื่อยเปื่อย เสียงเรือสำราญก็ดังบอกสัญญาณมาแต่ไกล เขาหันไปหาท่านชายปิ๋วในทันที แต่กลับมองหาไม่เห็นเสียแล้ว ไม่ทราบว่าเสด็จไปที่ใด
เมื่อเรือจอดนิ่งเทียบท่าสนิทแล้ว ผู้โดยสารจำนวนมากต่างพากันหลั่งไหลขึ้นบนฝั่ง มีทั้งหน้าอย่างไทย แขก ฝรั่งมังค่า พอพยายามมองหาท่านชายที่มีพักตร์คล้ายท่านชายปิ๋วที่สุด แต่ก็ไร้วี่แวว
ตอนนี้ท่านชายที่้สด็จมาด้วยก็ทรงหายไป ซ้ำยังหาอีกท่านไม่พบด้วย เ้าตัวเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น เพื่อจะเห็นได้ถนัดตา แต่แล้วพลันเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นตรงหน้า ผู้คนที่สวนกันไปมาขวักไขว่เกิดหกล้มชนกันล้มระนาว ทำให้เขาพลอยเสียหลักไปด้วย เคราห์ดีที่ไม่ล้มลงถึงพื้น
เพราะรู้สึกว่าเหมือนมีใครสักคนรับตัวเอาไว้ พอหันไปมองจึงรู้ว่าไม่ใช่ชาวไทย ใบหน้าของคนผู้นั้นขาวสว่างอย่างชาวตะวันตก จมูกโด่งเป็สัน งามได้รูปรับกับริมฝีปากบางสีชาดระเรื่อ ยิ่งั์สีน้ำตาลอ่อนซ้อนทับด้วยตาสองชั้นและแพขนตางอนนั้นยิ่งทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ราวกับหลุดไปตามภวังค์ด้วยความอภิรมย์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
เขาคือใครกัน เป็ฟะรังคีคนแรกที่สามารถโน้มใจให้หลงใหลได้
ทั้งที่ชีวิตนี้ของเขาไม่เคยมีผู้ใดเลยที่เคยทำได้
ที่สำคัญ คนตรงหน้านี้กลับหาใช่หญิงงามด้วยซ้ำ แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ชายด้วยกันอย่างเขาได้ดี ประหนึ่งมีมนต์คาถาใดสะกดไว้
“เอ่อ… I am sorry. Are you alright ?” เมื่อเรียกสติคืนมาได้ เขารีบเค้นสมองหาประโยคอย่างฝรั่งมาขอโทษคนตรงหน้า ไม่รู้ว่าไม่ค่อยได้พูดหรือใจตื่นเต้น ถึงทำให้เขาพูดจาตะกุกตะกัก
“That’s alright. Don’t worry”
“เราไม่เคยเห็นชายอีหรอบที่รูปงามเพียงนี้ ซ้ำยังเสียงหวานหูด้วย” เพราะมัวแต่รำพึงอยู่กับตัวเอง ทำให้เขาพลาดตอบอีกคนไป รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินสุรเสียงของท่านชายปิ๋วดังเข้ามาใกล้แล้ว
“พี่ชายเดียวถึงสยามแล้ว อยู่กับนายด้าวนี่เอง”
พันวาจาสิทธิ์ไม่ทราบหรอกว่าผู้ใดชื่อเดียว เขามารู้เอาก็ตอนที่ฝรั่งคนนั้นตอบกลับเป็ภาษาไทยนี่เอง
“ชายปิ๋ว พี่ไปไม่นาน นึกว่าจะลืมกันเสียแล้ว”
หม่อมเ้าชายผู้น้องเข้ามาประชิดผู้พี่ บังคมเคารพ และแย้มสรวลด้วยความยินดี “ชายจะลืมพี่ชายเดียวลงได้อย่างไรกันกระหม่อม ั้แ่ต้องแยกกัน ทุกวันชายก็ว้าเหว่”
“โถ ช่างพูดนักนะ พ่อหนุ่มแรกรุ่น”
“อย่าว่าแต่ชายเลย พี่ชายเดียวเองก็เกินหนุ่มเสียที่ไหน มิใช่กลับมาครั้งนี้ ได้แหม่มสวย ๆ มาฝากเสด็จพ่อด้วยหรอกหรือ” ตรัสสัพยอกองค์เชษฐาอย่างไม่จริงจังนัก ถึงจะทรงห่างกันมานาน แต่ความสนิทสนมยังคงเหนียวแน่น
มาถึงคราวนี้ นายด้าวเองก็แจ่มแจ้งในหัวคิดแล้วว่า ชายฝรั่งรูปงามที่รับตัวเข้าไว้ก่อนหน้าเป็ใคร มีชาติกำเนิดดีเพียงใด คนทั่วไปอย่างเขาโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้ใกล้ชิดผู้มีศักดิ์ถึงเพียงนั้น
เขาถอยหลังออกมา ด้วยให้เกรียติไม่ยืนเทียบเ้านาย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ “ฝ่าาเสด็จไปที่ใดมาหรือกระหม่อม”
“ฉันเข้าไปทักทายน้องหญิงอ้อมาน่ะ ขอโทษที่ให้รออยู่คนเดียวด้วย” ท่านชายปิ๋วทรงตอบ จากนั้นจึงทรงนึกได้ว่าควรแนะนำเชษฐาให้สหายได้รู้จัก “นี่หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าว พี่ชายของฉันเอง เรียกลำลองว่าท่านชายเดียวก็ได้ ส่วนนี่ พันวาจาสิทธิ์ เป็บุตรของพระยาวิเศษมนตรีกระหม่อม”
“นี่น่ะหรือ เพื่อนสนิทนักสนิทหนาที่ชายเล่าให้พี่ฟัง” ท่านชายเดียวตรัสถาม รู้สึกเอ็นดูอย่างไรบอกไม่ถูก เขาดูมีภูมิฐาน กิริยานอบน้อม สงบเสงี่ยม มองดูแล้วก็คลายสงสัยว่าทำไมถึงเป็เพื่อนของอนุชาได้
นายด้าวค้อมหัวรับ ตอบอย่างไม่กล้าสบดวงเนตรผู้ถาม “กระหม่อม”
“ไม่ต้องเกรงนักหรอก ฉันพี่น้องไม่ได้เข้มงวดกวดขันอะไร ทำตัวตามสบายเถิด”
ถึงท่านชายจะประทานอนุญาตอย่างนั้นแล้ว นายด้าวก็ยังรักษากิริยาต่อไป จนทำให้สองท่านชายแย้มสรวลให้กับความถ่อมตัวของเขา
“ชายว่ารีบกลับกันเถิดกระหม่อม ป่านนี้ที่วังคงคอยกันแย่แล้ว”
“อย่างนั้นก็ไปสิชาย”
เ้านายทั้งสององค์เสด็จกลับ ณ วังวิจิตราลัยโดยมีนายด้าวเป็ผู้เป็สารถีให้ ตลอดระยะทางชายหนุ่มยังคงมีกระจิตกระใจว้าวุ่น เขาอยากจะลอบสบพระพักตร์ของท่านชายตะวันตกองค์นั้นนัก แต่อะไรหลายอย่างทำให้ไม่มีความกล้าพอ
ไม่รู้เพราะเหตุผลอะไร ถึงทำให้เขาตรึงใจในวรพักตร์นั้น
อาจจะเพราะไม่ค่อยได้เห็นหน้าชาวตะวันอย่างชิดใกล้ขนาดนี้มาก่อน
หรืออาจเป็เพราะหัวใจกำลังเพรียกหาบางสิ่ง
พันวาจาสิทธิ์ขับรถมาจอดที่หน้าเรือนไม้ทรงไทยของตนเองตามที่ท่านชายปิ๋วรับสั่ง คราแรกเขาว่าจะทำหน้าที่ขับรถไปส่งท่านชายทั้งสองถึงที่วังเสียเลย ทว่าท่านกลับรับสั่งให้กลับมายังเรือนก่อน เพราะเห็นว่าผ่านทางนี้พอดี และเกรงว่าจะดึกอีกด้วย
เขาก้าวเท้าลงจากฝั่งคนขับ โค้งคำนับอำลาท่านชายทั้งสอง ระหว่างนั้นเขายังแอบเห็นรอยสรวลอ่อนละมุนของท่านชายเดียวที่ส่งมาให้อยู่เนือง ๆ ด้วย
ท่านอาจจะทรงเอ็นดูเพราะเห็นเป็พระสหายของอนุชา
หากเป็เช่นนั้น ตัวเขาเองก็จะชุ่มฉ่ำหัวใจมาก แต่อีกใจ ก็ใคร่จะโทษให้ความคิดไม่ซื่อของตนที่บังอาจไปคิดเช่นนั้น แต่ก็นับว่าแปลก แม้รถของท่านจะขับเคลื่อนไปไกล ตัวก็จากกันแล้ว แต่ใจนี่กลับไม่แคล้ว เสมือนว่าได้อยู่ใกล้ตลอดเวลา ทำนองนั้น
วันนี้บุตรชายคนรองของอำแดงวาดไม่ได้หอบหน้าถมึงทึงกลับขึ้นเรือนมาอย่างเคย เขาอมยิ้มเล็กยิ้มใหญ่มาตลอดทาง บ่าวคนใดทักก็เจรจาด้วย เป็ที่ประหลาดใจแก่ผู้เป็มารดานัก
และยิ่งดีขึ้นไปอีก เมื่อไม่พบว่ามีแขกจากเรือนใดมาคอยท่าอย่างวันก่อน ๆ ชายหนุ่มจึงเดินหน้าบานไปอ้อนขอของอร่อย ๆ จากมารดา
“คุณแม่ขอรับ วันนี้มีอะไรน่าทานบ้างหรือขอรับ”
อำแดงหญิงวาดฉงนใจ วันนี้ลูกชายมากอด “ก็น่าทานทุกอย่างไม่ใช่รึพ่อด้าว อ้อ มียำทวายนของโปรดลูกด้วย”
“ดีเลยขอรับ”
“แล้วเป็อะไร วันนี้พ่อด้าวดูแปลก ๆ ไป อย่างไรพิกล ไม่สบายรึ”
“ไม่ใช่ขอรับ” เพราะไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี เขาจึงเก็บความในใจไว้เงียบ ๆ และขอตัวเข้าไปจัดการธุระส่วนตัวในห้อง ทิ้งให้อำแดงวาดยิ้มตามอยู่ด้านหลังตามความเข้าใจที่หล่อนสังเกตได้จากอาการบุตรชาย
“หึ ไปพอใจหญิงเรือนใดเข้าล่ะ พ่อคนนี้”
ในห้องไม้สักสี่เหลี่ยม มีหน้าต่างถ่ายเทอากาศอยู่โดยรอบ พร้อมทั้งแขวนด้วยเครื่องดอกไม้สีสวยสบายตาและอบอวลด้วยกลิ่นหอม ข้าวของเครื่องใช้ภายในนี้มีน้อยชิ้น เฉพาะที่จำป็นเท่านั้น บ่งบอกว่าเ้าของห้องชอบความเรียบง่าย แต่สมบูรณ์แบบ
ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ผลัดชุดด้วยซ้ำ เขาทิ้งก้นลงนั่งตรงโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ตรงระหว่างบานหน้าต่างพอดี สิ่งที่สนใจว่าจะทำในตอนนี้คงจะเป็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็ผืนสีครามเข้ม พับเป็ชั้น ส่วนบนปักด้ายสีทองเป็อักษรโรมันว่า ‘SUNSHINE’ เขารู้ความหมายว่าสื่อถึงเ้าของมันนั่นเอง ถึงผืนนี้จะหล่นลงพื้นแล้ว ทว่ากลิ่นหอมและความหมดจดของมันไม่จางลงเลย ตอนนั้นเขาเห็นท่านชายเดียวทรงใช้มันซับพักตร์ ตอนนี้หัวใจจึงสั่งการให้ลองดอมดมดู
จมูกโด่งประทับลงบนผืนผ้าด้วยความอ่อนละมุน หมายเฟ้นหาในความภิรมย์ “แม้แต่กลิ่นเสโทของท่านชายยังหอมปานนี้”
ห้วงอารมณ์ดลให้นึกถึงสิริโฉมของท่านชายผู้มีเลือผสมสองชาติ ถ้านับความผุดผาดนั้นแล้ว คงเทียบได้ดังวสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ที่เ้าตัวกลั่นออกมาจากก้นบึ้งของดวงจิต ณ ขณะนี้
“ดั่งต้องสิเน่ห์สุวิมลัก รุจิพักตร์วิไลสุด
มังสีฉวีประดุจะพุด มะลิวัลย์มิทันเทียม
งามเนตรพิเชฐวรขนง ลออองค์ประอรเอี่ยม
ฆานโอษฐ์มโนชญ์ ณ มนะเรียม สุวปรางสะอางจริง
เกศาพะงาสิริวิมล พิไลทนต์สรวลพริ้ง
เพียงชมสิเรา บ มิจะชิง จะตริเอาจะเล้าโลม”
ไม่รู้จะถือว่ากล้าดีมากไปหรือไม่ หากแต่ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ยเอื้อนออกมานั้นล้วนไม่เกินจริงเลย ทุกอย่างนั้นช่างลงตัวได้กลมกลืน หากไม่มากเกินไป คืนนี้เขาก็อยากจะขอประทานอนุญาตฝันถึงท่านชายองค์นั้น
แต่เขารู้ความเป็จริงดี ไม่มีสิ่งใดที่เขาพอจะเอื้อมถึง ทราบดีว่าควรตัดใจั้แ่เนิ่น ๆ เสีย แต่การบังคับใจก็ไม่ต่างอะไรกับการเข็นครกขึ้นูเา เพราะต่อให้ตายก็เป็ได้แค่กระต่ายหมายจันทร์
“กระหม่อมจะมีวาสนาได้ประสบพักตร์ของฝ่าาอีกสักครั้งหรือไม่หนอ…” รอยยิ้มนั้นแฝงด้วยหม่นหมอง