# บทที่ 23 — หน้าคัมภีร์ที่ไม่ควรเปิด
หน้ากระดาษของคัมภีร์ปกแดงพลิกเองทีละแผ่น
ไม่มีลมในห้องวงกลม ไม่มีผู้ใดแตะมัน แต่ทุกครั้งที่กระดาษขยับ โซ่แสงจากแท่นหินก็สว่างขึ้นหนึ่งระดับ แผ่นป้ายิญญาในกรงทั้งหกสั่นตอบจนเสียงเล็ก ๆ ของไม้กระทบกันดังถี่เหมือนคนกำลังเคาะประตูจากด้านใน
“ถอยออกจากแท่น” เจียงอวี้หลานสั่ง
ทุกคนขยับตามทันที เหอจิ้งพยายามมองหาป้ายของน้องสาวผ่านแผ่นหลังของศิษย์ฝ่ายกฎหมาย แต่โม่เฉินเห็นว่าเขาไม่ได้คิดจะวิ่งเข้าไปอีกแล้ว คำเตือนก่อนหน้าไม่ทำให้ความกลัวของเหอจิ้งหายไป เพียงทำให้เขารู้ว่าความรีบร้อนอาจฆ่าอาฮวาเร็วกว่าเดิม
หน้าคัมภีร์หยุดลงตรงหน้าที่มีภาพดอกบัวเจ็ดกลีบ กลีบหกกลีบถูกวาดด้วยหมึกสีแดง แต่กลีบสุดท้ายเว้นว่างไว้ เหนือภาพมีข้อความเพียงบรรทัดเดียว
**ผู้ตัดสินจงเลือก: ต่อโซ่ หรือหักโซ่**
ลั่วชิงเสวี่ยอ่านจบก็จับด้ามกระบี่แน่น “มัน้าคำตอบอีกแล้ว”
“และให้ตัวเลือกมาแค่สองทางเหมือนประตูหอหลอม” โม่เฉินตอบ “ทั้งที่เราไม่รู้ราคาของแต่ละทาง”
เสิ่นเยว่โหรวมองแผ่นป้ายในกรง นางใช้กระจกเงินตรวจอีกครั้ง คราวนี้แสงชีพจรของป้ายทั้งหกอ่อนลงชัดเจน “ไม่ว่าเราจะตอบหรือไม่ตอบ มันกำลังดึงพลังอยู่แล้ว”
“ช้าลงเท่านั้น” ป้าผู้าุโกล่าว “ผนึกแท่นทำงานเมื่อคัมภีร์เปิด แต่ยังไม่ถึงขั้นพรากชีวิต ถ้าเราหาจุดตัดของโซ่ได้ก่อน น่าจะหยุดมันได้”
โม่เฉินมองเส้นสีดำที่ทอดออกใต้ผนังด้านเหนืออีกครั้ง มันคือสายที่เจ็ดซึ่งยังว่างอยู่ หากชายหน้ากากทองเข้ามาและใช้เืของเขาต่อสาย ทุกอย่างคงเปลี่ยนจากการคุกคามเป็พิธีสมบูรณ์
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นตรงข้างสายตา ดวงตาอีโมจิบนหน้าต่างกำลังเบิกกว้างกว่าปกติ
“ข้อเสนอวิเคราะห์ฉุกเฉิน” เสียงของระบบดังขึ้น “ระบบพบโครงสร้างผนึกผสมระหว่างตราชะตาและค่ายกลบูชายัญ”
หน้าต่างเปลี่ยนเป็หน้าร้าน ภาพแก้วใสทรงกลมปรากฏตรงกลาง พร้อมข้อความชัดเจน
**กระจกแยกสายชะตา**
ราคา: 40 แต้มชะตา
ผล: แสดงจุดรวมของเส้นชะตาหนึ่งค่ายกลเป็เวลาสิบลมหายใจ
เงื่อนไข: ผู้ใช้ต้องอยู่ในค่ายกล และเป้าหมายจะรับรู้ว่าถูกวิเคราะห์
ผลข้างเคียง: ใช้แล้วแตกทันที ไม่สามารถระบุเ้าของค่ายกลได้
โม่เฉินมีสี่สิบสามแต้ม เขาจ่ายได้ และเหลือเพียงสามแต้ม แต่คำว่าเป้าหมายจะรับรู้ทำให้เขาลังเล ชายหน้ากากทองอาจอยู่ไกลออกไป ทว่าหากเขาเฝ้าวงผนึกนี้จริง การใช้กระจกคือการส่งสัญญาณว่าโม่เฉินพบแกนค่ายกลแล้ว
“คนในป้ายกำลังอ่อนลง” ระบบพูดเหมือนอ่านความคิดเขา “โฮสต์ชอบเก็บแต้มไว้ก่อน แล้วค่อยชื่นชมความรอบคอบข้างหลุมศพหรือ”
“มันมีวิธีอื่นไหม”
“มี” หน้าต่างตอบอย่างกวน ๆ “เป็คนฉลาดกว่าเดิมในสิบลมหายใจ”
โม่เฉินเกือบถอนหายใจ เขาไม่ชอบให้ระบบบีบการตัดสินใจด้วยราคา แต่ครั้งนี้มันไม่ได้โกหก เขาไม่จำเป็ต้องรู้ชื่อผู้วางค่ายกลก่อน หากคนหกคนตายเพราะเขาอยากเก็บแต้มไว้ สุดท้ายก็ไม่มีร่องรอยใดให้ตามอยู่ดี
“ซื้อ” เขาตอบในใจ
หน้าต่างสะบัดเป็รอยยิ้ม “การซื้อสำเร็จ เหลือแต้มชะตา 3 แต้ม ขอให้โฮสต์ใช้สิบลมหายใจนี้คุ้มกว่าลูกค้าคนก่อน ๆ”
ลูกแก้วใสปรากฏในฝ่ามือเขา ข้างในมีเส้นแสงเจ็ดสีหมุนวน โม่เฉินไม่ได้โยนมันเข้าแท่นทันที เขาหันไปบอกทุกคน “ข้าจะมีเวลาสั้นมาก กระจกจะบอกจุดรวมของโซ่ แต่ศัตรูอาจรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เจียงอวี้หลาน เตรียมคนตัดทางเข้า ป้าผู้าุโคุมวงผนึก เสิ่นเยว่โหรวดูแผ่นป้าย ลั่วชิงเสวี่ย—”
“ข้าจะไม่ตอบคำถามของมัน” นางพูดแทน
โม่เฉินพยักหน้า “และอย่าให้ปิ่นแตะคัมภีร์”
เขาวางกระจกลงหน้าวงค่ายกล
ทันทีที่แก้วแตะพื้น มันแตกออกเป็ละอองแสง เส้นโซ่ทั้งหมดในห้องสว่างขึ้นเหมือนถูกดึงออกจากความมืด ภาพที่ทุกคนเห็นไม่ใช่แค่โซ่หกเส้น แต่เป็เส้นพลังเจ็ดสายรวมตัวใต้แท่นหิน แล้วลอดลงไปยังรากดอกบัวเหล็กซึ่งฝังอยู่ลึกในพื้น
จุดรวมไม่ใช่คัมภีร์
มันคือหมุดสีดำขนาดเท่าหัวแม่มือที่เสียบอยู่ในรากดอกบัว
“หมุดนั้น!” โม่เฉินกล่าว
ป้าผู้าุโกำลังจะสั่งคนเข้าไป แต่ในวินาทีเดียวกัน แสงจากกระจกก็เผยภาพที่สอง—เส้นสีดำสายที่เจ็ดไม่ได้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง ปลายของมันผ่านพื้นห้องไปยังทางเดินด้านนอก และค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาเหมือนงูที่กำลังคลานตามกลิ่นเื
“มีคนมา” โม่เฉินพูด
กระจกแตกละเอียดทันที สิบลมหายใจหมดลงเร็วกว่าที่คิด
เจียงอวี้หลานส่งสัญญาณ คนของนางปิดประตูห้องเก็บป้ายิญญาจากด้านนอกพร้อมตั้งวงผนึกสองชั้น แต่ก่อนวงจะปิดสนิท เงาขาวเส้นหนึ่งก็ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา มันไม่ใช่สตรีชุดขาวทั้งร่าง เป็เพียงเงาจากกระจกดำที่เคลื่อนไหวบนพื้น
เสียงชายหน้ากากทองดังออกมาจากเงานั้น
“ศิษย์ไร้พร์ เ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิด”
ไม่มีใครตอบในทันที เพราะเสียงไม่ได้มาจากจุดเดียว มันสะท้อนอยู่ในผนังทุกด้าน
“แต่เ้าเข้าใจผิดเื่หนึ่ง” ชายหน้ากากทองกล่าวต่อ “คัมภีร์เล่มนั้นไม่ได้เลือกว่าจะฆ่าหรือช่วยพวกเขา ผู้ถือกระบี่ต่างหากที่ต้องเลือก”
ปิ่นของลั่วชิงเสวี่ยสั่นอย่างรุนแรง แสงเงินพุ่งออกจากตัวปิ่นและไปเกาะบนภาพดอกบัวเจ็ดกลีบในคัมภีร์ หน้ากระดาษเผยอักษรบรรทัดใหม่ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน
**หักโซ่: ผู้พิทักษ์ตื่น ผู้สืบทอดรับภาระ**
**ต่อโซ่: ผู้พิทักษ์หลับ ผู้สืบทอดปลอดภัย**
“ภาระคืออะไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม เสียงนางนิ่ง แต่ดวงตาไม่ละจากอักษร
ชายหน้ากากทองหัวเราะเบา ๆ “ตอบสิ แล้วเ้าจะรู้”
“คนที่อยากให้ข้าตอบเร็วที่สุด คือคนที่ไม่อยากให้ข้ารู้ก่อนตอบ” นางกล่าว
โม่เฉินหันไปมองนางเพียงชั่วครู่ เขาไม่ต้องบอกว่านั่นเป็คำตอบที่ถูกต้อง เพราะนางเพิ่งใช้หลักเดียวกับที่เขาเตือนมาโดยตลอด
เสิ่นเยว่โหรวขยับเข้าใกล้กรงโดยไม่แตะต้อง “ชีพจรป้ายเริ่มตกอีกแล้ว เราไม่มีเวลารอให้มันเจรจา”
“หมุดดำเป็แกน” โม่เฉินกล่าว “หากดึงมันออก เราอาจตัดโซ่โดยไม่ต้องตอบคัมภีร์”
“หรือทำให้ค่ายกละเิ” ป้าผู้าุโเสริม “ไม่มีใครรู้ว่าหมุดมีผนึกย้อนกลับหรือไม่”
ชายหน้ากากทองเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นกว่าเดิม “ลองดูสิ”
คำท้านั้นยิ่งยืนยันว่าหมุดไม่ใช่สิ่งที่ดึงได้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า โม่เฉินมองรากดอกบัวเหล็ก สังเกตว่ารอยหมึกดำบนหมุดมีรูปครึ่งดอกบัวเหมือนข้อมือของสตรีชุดขาว และอีกครึ่งหนึ่งคล้ายลายบนเศษหยกดำที่ลั่วชิงเสวี่ยเก็บไว้
“เขาไม่ได้สร้างค่ายกลนี้คนเดียว” เขาพูด “หมุดใช้ตราสองฝ่าย มันผูกชายหน้ากากทองกับคนที่มีรอยครึ่งดอกบัว”
เงาบนพื้นไหววูบเหมือนถูกกระทบใจ แต่ชายหน้ากากทองยังตอบทันที “เ้าคิดว่าความรู้ชิ้นเดียวจะช่วยคนทั้งหกได้หรือ”
“ไม่” โม่เฉินตอบ “แต่มันบอกว่าคนที่เ้าเรียกว่าลูกน้อง อาจมีสิทธิ์ปิดค่ายกลได้เหมือนกัน”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขาเข้าใจทันที สตรีชุดขาวไม่ได้เพียงมอบน้ำค้างตะวันมาให้ พลังจากรอยไหม้บนข้อมือนางอาจเป็ครึ่งหนึ่งของกุญแจผนึก ถ้าพวกเขาหาตัวนางและรู้เงื่อนไขที่แท้จริง พวกเขาอาจช่วยเชลยได้โดยไม่ต้องแลกชีวิตหรือบังคับลั่วชิงเสวี่ยตอบคำถาม
“เ้าจะหวังพึ่งคนทรยศ?” ชายหน้ากากทองถาม
“ข้าจะไม่เชื่อใครเพราะคำพูด” โม่เฉินกล่าว “แต่ข้าจะไม่ทิ้งข้อมูลเพียงเพราะคนให้ข้อมูลอยู่ฝ่ายศัตรู”
คำพูดนั้นทำให้เงาเงียบไปอีกครั้ง แล้วเส้นสีดำจากประตูด้านนอกก็กระตุก ราวกับมีใครตัดมันจากอีกฝั่ง
เสียงชายหน้ากากทองขาดหายไปพร้อมเสียงแตกของกระจกที่อยู่ไกลออกไป
“สตรีชุดขาวตัดการเชื่อมต่อ?” เจียงอวี้หลานถาม
“หรือไม่อยากให้เขารู้ว่าเราพบอะไร” โม่เฉินตอบ
ไม่ทันที่ใครจะตัดสินใจต่อ คัมภีร์ปกแดงก็พลิกไปหน้าสุดท้ายด้วยตัวเอง แผ่นกระดาษนั้นไม่มีอักษร มีเพียงภาพแผนที่เล็ก ๆ ของวังบุปผามาร จุดหนึ่งใต้ลานกระบี่เก่าถูกวาดเป็วงเงิน และมีสัญลักษณ์ครึ่งดอกบัวสองด้านประกบกันอยู่
ลั่วชิงเสวี่ยจ้องภาพนั้น “ลานกระบี่ที่เราเคยช่วยน้องสาวเหวินหลัว”
“ใช่” โม่เฉินกล่าว “ประตูหินใต้ลานนั้นยังไม่ถูกเปิด และหมุดนี้มีตราเดียวกับรอยครึ่งดอกบัว”
คัมภีร์ปิดฉับ เส้นโซ่ในห้องกลับมาสลัวลง แต่ไม่ได้หายไป หมายความว่าค่ายกลถูกชะลอ ไม่ได้ถูกทำลาย
เสิ่นเยว่โหรววัดชีพจรแสงในป้ายแล้วพูด “เราซื้อเวลาได้ไม่ถึงหนึ่งวัน”
นางเปิดกล่องโอสถอย่างรวดเร็ว หยิบเมล็ดใสสามเม็ดวางลงในน้ำสะอาด แล้วหยดน้ำยาสีชมพูลงไปเพียงเล็กน้อย เมล็ดทั้งสามละลายกลายเป็หมอกบาง นางให้ศิษย์ฝ่ายกฎหมายใช้พัดลมปราณอ่อน ๆ ส่งหมอกนั้นลอดผ่านซี่กรงทีละกรง
“เ้ากำลังทำอะไร” เหอจิ้งถามอย่างกังวล
“ประคองจิติญญาของคนในป้าย” เสิ่นเยว่โหรวตอบโดยไม่ละมือ “โซ่พลังไม่ได้แค่ดึงชีวิต มันทำให้พวกเขาตื่นอยู่ในความกลัว หากความกลัวเพิ่ม โซ่จะดูดเร็วขึ้น”
“มันจะช่วยได้นานเท่าไร”
“ไม่ถึงวัน” นางตอบตรง ๆ “แต่ทำให้การดึงพลังช้าลง และช่วยให้ร่างจริงไม่เสียหายเกินกู้คืนเมื่อเราตัดค่ายกลได้”
ลั่วชิงเสวี่ยมองนางทำงานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงช่วยถือขวดน้ำยาตามที่นางสั่ง แม้ทั้งสองจะมีนิสัยต่างกันคนละขั้ว แต่ไม่มีใครเสียเวลาพูดเื่ไร้ประโยชน์ในจังหวะนั้น
โม่เฉินเห็นผ้าพันแขนของเสิ่นเยว่โหรวม้วนหลุดเล็กน้อยเพราะรีบ นางกำลังเอื้อมมือแก้เองโดยไม่มอง เขาจึงดึงปลายผ้ากลับให้พอดีแล้วปล่อยทันที
เสิ่นเยว่โหรวชะงัก หันมามองเขา “เ้าควรระวังตัวเองมากกว่า”
“ข้าทำได้สองอย่างพร้อมกัน” เขาตอบ
“คำพูดเช่นนี้ใช้กับคนอื่นได้ แต่ใช้กับหมอไม่ได้” นางกล่าว ทว่าดวงตาไม่ได้ดุเท่าเดิม
ลั่วชิงเสวี่ยที่ยังถือขวดน้ำยาอยู่หันมามองทั้งคู่ “หากพวกเ้าพูดจบแล้ว ข้ายัง้ามืออีกข้าง”
โม่เฉินยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “ข้าทำงานครับ ศิษย์พี่”
บรรยากาศในห้องที่ตึงจนแทบหายใจไม่ออกคลายลงเพียงนิดเดียว เหอจิ้งไม่ได้ยิ้ม แต่สีหน้าที่หมดหวังของเขามีชีวิตกลับมาบ้าง เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ยืนถกกันเหนือชะตาของน้องสาวเขา พวกเขากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้ แม้จะยังไม่พอ
ขณะหมอกโอสถซึมเข้าไปในกรง แสงชีพจรของป้ายทั้งหกก็คงที่ขึ้นเล็กน้อย เสิ่นเยว่โหรวถอนหายใจและเก็บขวด “ตอนนี้ไปได้แล้ว แต่ถ้าพ้นยามหนึ่งแล้วไม่กลับมา ข้าต้องกลับมาต่อโอสถ มิฉะนั้นเวลาจะสั้นลงอีก”
โม่เฉินพยักหน้า เขาไม่คิดว่าพวกเขาได้เวลามากขึ้นเพราะปาฏิหาริย์ แต่เวลาหนึ่งยามที่ซื้อมาอย่างมีเหตุผลอาจเป็ความต่างระหว่างการวางแผนกับการวิ่งเข้าหากับดัก
ป้าผู้าุโสั่งทันที “ปิดห้องนี้ รักษาวงคุ้มกัน ห้ามใครแตะหมุดหรือคัมภีร์ เจียงอวี้หลานเตรียมทีมไปลานกระบี่เก่า แต่ไม่เปิดประตูจนกว่าจะตรวจรอยผนึกครบ”
เหอจิ้งมองป้ายของอาฮวา ก่อนก้มศีรษะ “ข้าจะบอกทุกอย่างที่ข้ารู้ ถ้าช่วยนางได้”
“เ้าต้องบอกแม้สิ่งที่ทำให้เ้าได้รับโทษ” เจียงอวี้หลานกล่าว
“ข้ารู้” เขาตอบ “แต่ข้าไม่อยากให้ความกลัวของข้าฆ่านางอีกต่อไป”
โม่เฉินไม่ได้ให้คำสัญญาว่าทุกคนจะรอด เขาเพียงมองคัมภีร์ที่ปิดอยู่ แล้วจำภาพวงเงินใต้ลานกระบี่ให้แม่นที่สุด
คนสวมหน้ากากทองอยากให้พวกเขาเลือกจากตัวเลือกที่เขาวางไว้
แต่ตอนนี้พวกเขามีทางที่สามแล้ว—หาครึ่งกุญแจอีกด้าน ก่อนเวลาของคนทั้งหกจะหมดลง