ตอนที่ 34งานวิจัยกับเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน
..ในที่สุดรถของเติมก็มาจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหารข้างถนนแห่งหนึ่งพวกเราเข้าไปสั่งอาหารหลังจากนั้นเติมก็หันกลับมาหาฉันพร้อมกับคำถาม
“จะให้ฉันเล่าต่อเลยมั้ยหรือว่าจะทานอาหารกันก่อน”
“นายเล่าไปเลยฉันจะทานอาหารไปด้วยฟังไปด้วย”ฉันตอบ
“ฉันจะได้ทานซักกี่คำกันเนี่ย”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าทานเยอะเดี๋ยวอ้วนนะเว้ย”
“อืมม..ต่อตรงไหนดีหลักๆก็ ฉันพยายามจะหางานทำนั่นแหละแต่งานมันไม่ได้หาง่ายขนาดนั้นแม้จะหน้าตาแบบฉันก็เถอะส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องเวลาสำหรับงานพาร์ทไทม์ฉันไม่สามารถหางานที่ทำตอนเวลาว่างตามตารางเรียนของเด็กปี1ได้เหมือนกับทุกสาขาปีหนึ่งเป็นปีที่ตารางเรียนแน่นสุดท้ายพี่ลายเมฆก็ยื่นมือเข้ามาช่วยในเรื่องงานแล้วก็หลายๆเรื่องที่อยู่ในหัวฉันตอนนั้นทำนองนั้นแหละแต่มันยากขนาดไหนที่จะใช้ชีวิตในมหาลัยโดยที่ไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียวฉันว่าเรื่องนั้นเธอน่าจะรู้ดีพอ
ฉันเริ่มเรียนไปได้แค่สองอาทิตย์หลังจากเปิดเรียนในเทอมที่2สุดท้ายก็ต้องออกงานที่พี่ลายเมฆส่งให้ฉันเป็นงานจำพวกกราฟิกดีไซน์แต่ฉันทำได้แค่วาดสิ่งที่ฉันต้องการลงไปในกระดาษเพราะฉันใช้โปรแกรมตัดแต่งรูปไม่เป็นหลักๆก็คือฉันต้องมาเริ่มเรียนรู้เรื่องการใช้โปรแกรมตัดแต่งรูปภาพให้ชำนาญ
สิ่งที่แปลกที่สุดที่ฉันได้รู้ในระหว่างการทำงานกับพี่ลายเมฆก็คือพี่แกเป็นคนที่มีความสามารถในการเข้าหาผู้คนสูงมากๆผิดกับที่ฉันและคนอื่นๆได้รู้จักที่มักจะเห็นแกใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกะใคร
ฉันประหลาดใจเรื่องพวกนั้นอยู่สักพักจนในที่สุดฉันก็ได้คำตอบ... ‘จิตวิทยา’เพราะพี่แกเก่งเรื่องนั้นเลยทำให้พี่แกมีทักษะในการเข้าหาผู้คนแกเข้าหาผู้คนหลายคน ใช้เส้นสายติดสินบน ข่มขู่ แบล็คเมล์ทำหลายอย่างเพื่อช่วยจัดการปัญหาแทบจะทุกอย่างของฉันทั้งการเงิน การงาน คดีความทุกเรื่องที่นับว่าเป็นปัญหานั่นแหละ”
เติมหยุดเล่าและเริ่มตักอาหารเข้าปากและดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีแผนที่จะเล่าต่อแต่อย่างใดเหมือนว่าเรื่องที่เขาต้องการจะเล่ามันจบไปแล้ว
ฉันไม่ประหลาดใจเท่าใดนักที่ได้ยินเรื่องที่พี่ลายเมฆทำในด้านเทาๆพวกนั้นมันเป็นสิ่งที่พอจะเดาได้จากทัศนคติแลวิธีการมองโลกของพี่แกและฉันเดาว่าทุกคนที่รู้จักแกก็คงพอจะรู้เรื่องพวกนี้หรือเดาได้ไม่มากก็น้อยเอ่อ… เว้นน้องพริมคนหนึ่งแล้วกัน
สำหรับฉันวิธีการของพี่ลายเมฆในการจัดการเรื่องต่างๆมันก็เป็นวิธีการที่เห็นโลกมามากพอใช้จัดการกับปัญหาฉันเองก็ใช้มันหากยังจำกันได้ฉันก็ใช้เส้นสายและคะแนนสงสารในการได้เป็นรองผู้จัดการในร้านอาหารที่ฉันทำงานพาร์ทไทม์อยู่
การใช้เส้นสายและการติดสินบนเกิดขึ้นทั่วๆไปในสังคมที่มีระบบ‘อาวุโส’..‘รุ่นพี่รุ่นน้อง’..เพียงแต่คนส่วนใหญ่เรียกมันในรูปแบบที่แตกต่างกันเช่นการติดสินบนด้วยการเลี้ยงอาหารกระเช้าของขวัญหรือการสร้างความประทับใจในรูปแบบต่างๆล้วนเป็นรูปแบบเดียวกันกับการติดสินบนทั้งสิ้น
การข่มขู่และการแบล็คเมล์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยพอกันในสังคมที่มีผู้มีอำนาจและผู้มีหน้าตาทางสังคม ผู้คนที่มีอำนาจมักจะใช้อำนาจที่ตนมีในการข่มขู่ผู้ที่ไร้อำนาจผู้ที่มีหน้าตาทางสังคมก็มักจะยอมโอนอ่อนหรือโกรธแบบเป็นฟืนเป็นไฟได้เมื่อมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าตาทางสังคมของตนการยอมโอนอ่อนเพื่อไม่ให้เสียหน้านั้นก็ไม่ต่างจากการถูกแบล็คเมล์หรือถูกข่มขู่
หากคุณมองว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายฉันก็คงไม่เถียงในจุดนั้นฉันจะไม่บอกว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและคงรู้สึกดีหากทุกคนปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง แต่พวกเราทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องพวกนี้กันอย่างเป็นปกติฉันมองว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ใช้อธิบายสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
และทัศนคติต่างๆของผู้คนจะเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานสิ่งที่พวกคุณมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายพวกนั้นทุกอย่างมันก็มีสองด้านขึ้นอยู่ว่าเราจะใช้มันเพื่ออะไรและต้องการผลลัพธ์แบบไหน
และไม่ว่าเราจะใช้มันเพื่อทำอะไรผลลัพธ์เองก็มีสองด้านเช่นกันฉันไม่ได้พูดถึงความสำเร็จและล้มเหลวแต่ฉันพูดถึงทัศนคติของผู้คนต่อผลลัพธ์พวกนั้น ทุกผลลัพธ์จะส่งผลดีต่อคนบางกลุ่มและส่งผลเสียสำหรับคนบางกลุ่มสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้
นั่นทำให้อำนาจมักจะถูกผูกติดกับหน้าที่รับผิดชอบหากคุณใช้อำนาจเกินหน้าที่คุณจะถูกสังคมตัดสินว่าแย่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความอาวุโสจะผูกติดกับหน้าตาทางสังคมหากคุณใช้ความอาวุโสของคุณมากเกินกว่าเหตุและผลสิ่งที่เป็นปฏิกิริยาโต้กลับก็คือหน้าตาทางสังคมของคุณจะเสื่อมถอยและนั่นจะเป็นผลทำให้คุณถูกมองในแง่ร้าย
“จบแค่นี้??”ฉันอดไม่ได้ที่จะออกปากถาม
“ก็ที่เหลือก็ไม่มีอะไรแล้วนี่ฉันได้งาน ได้เงินเริ่มเรียนปริญญาตรีอีกครั้งในสาขาใหม่ที่ฉันพึ่งจะสนใจอย่างจิตวิทยาและดูเหมือนว่าฉันจะสนใจมันมากๆเพราะฉันได้เห็นพลังของจิตวิทยาที่ส่งผลต่อผู้คนด้วยตาของฉันเองและมีแรงบัลดาลใจเป็นน้องสาวที่น่ารักฉันจึงทำมันได้ดีมากๆสามปีฉันก็เรียนจนจบตรีแล้ว เรียนจบตรีก็ต่อโท จบโทต่อเอกเธอต้องการอะไรมากกว่านี้ล่ะ”เติมตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ก็อย่าง..ทำไมพี่ลายเมฆอยู่ดีๆถึงเข้ามาช่วยนายได้”
“ฉันจะเล่าเรื่องที่ฉันไม่รู้ได้ยังไง….”
นั่นคือสิ่งที่เติมตอบฉัน..
ฉันเดาว่าพวกเราสนิทกันมากขึ้นหลังจากวันนี้แม้ฉันจะรู้ดีว่ามีบางเรื่องที่เติมยังคงพยายามปิดบังมันจากฉัน..บางเรื่องที่เขาไม่สามารถเล่าออกมาได้แต่มันก็ดีพอแล้วสำหรับฉัน มันคือจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์
หลายคนอาจจะมองว่าการปิดบังไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์เลยแต่สำหรับพวกขี้แพ้แบบฉันที่มีทักษะในการคิดเข้าข้างและปลอบใจตัวเองแบบสุดขั้ว“ฉันไม่ได้เห็นประตูที่ยังไม่เปิดแต่ฉันเห็นประตูที่ปิดแน่นเริ่มแง้มออก”
หลังจากทานอาหารเสร็จเต็มขับรถของเขามาส่งฉันที่หอพักระหว่างทางพวกเราคุยสัพเพเหระมากมายตั้งแต่เรื่องต้นไม้ ถนนไฟจราจรสิ่งที่ฉันมองว่ามันแปลกก็คือตัวฉันที่แทบจะคุยเรื่องปกติกับชาวบ้านไม่ได้กลับพูดคุยเรื่องที่ปกติอย่างน่าเหลือเชื่อกับชายคนนี้
แม้หากลงในรายระละเอียดจะมีหลายจุดที่หลุดโลกไปบ้างอย่างไรก็ตามบทสนทนาก็ยังคงไปต่อได้อย่างราบรื่นและสนุกสนานมันเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่ค่อยได้รับจากผู้คนยิ่งคนที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันยิ่งแล้วใหญ่
สำหรับฉันนอกจากยัยอันเพื่อนหมวยคนเดียวของฉันผู้คนที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันก็มักจะคุยเรื่องทีเป็นกระแสนิยมที่ฉันตามไม่ทันในยุคปัจจุบันขุดดราม่าเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องยิ่งกว่าแมวอ้วนสีฟ้าที่ไม่โผล่มาที่ลิ้นชักของฉันมาพูดคุยอย่างออกรสพูดคุยเรื่องผู้ชายของที่ซื้อมาเมื่อวานกระเป๋าใบที่ร้อยที่ซื้อมานินทาเพื่อน รุ่นพี่หรือรุ่นน้อง
นั่นเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างห่างไกลสำหรับฉันและฉันเกลียดที่ต้องนั่งฟังหรือนั่งคุยเรื่องพวกนั้น…
ในที่สุดรถของเติมก็มาจอดที่หน้าหอพักของฉันในตอนนี้ฝนเริ่มตกหนักเติมเดินลงจากรถออกไปก่อนพร้อมกับร่มที่เขาเตรียมไว้ในรถโดยที่ยังไม่ปลดล็อคประตูทางฝั่งของฉันก่อนที่เขาจะเดินอ้อมออกมาอีกฝั่งเพื่อปลดล็อคและเปิดประตูทางฝั่งของฉันเพื่อให้ฉันก้าวออกจากรถซึ่งนั่น...ทำให้ฉันประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ระยะห่างของลานจอดรถยนต์และหอพักค่อนข้างห่างกันมากมันเกือบจะประมาณ 200เมตรหากคาดคะเนด้วยสายตานั่นทำให้เติมที่มีร่มต้องเป็นคนเดินพาฉันไปส่งที่หอพัก
แม้ร่มที่เติมถือมันจะไม่ได้เล็กและขนาดร่างกายของฉันเล็กลงไปมากจากเมื่อก่อนแต่มันก็ยังเป็นร่มที่ทำมาเพื่อให้คนๆเดียวใช้นั่นทำให้ระยะห่างของฉันและเขาค่อยๆถูกปิดอย่างช้าๆ
ฉันเริ่มขยับเพื่อสร้างระยะห่างออกอีกนิดหน่อยเพราะสิ่งที่เป็นอยู่มันทำให้ฉันค่อนข้างอึดอัดเติมที่เห็นสิ่งที่ฉันทำก็ยิ้มและหัวเราะเล็กน้อยนั่นทำให้ฉันรู้สึกอยากปล่อยท่าไม้ตายใส่เขาขึ้นมาอย่างกระทันหันน่าเสียดายที่ความรุนแรงของท่าไม้ตายของฉันจะไม่เท่าเดิมเพราะน้ำหนักที่ลดลงไป
หลังจากที่ฉันขยับออกไปเติมไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ฉันแต่อย่างใดเขาใช้ร่มที่เขาถือมาช่วยบังฝนให้ฉันแทนนั่นทำให้ไหล่ของเขาเปียกจากฝนเพราะร่มที่ใช้สำหรับคนหนึ่งคนและระยะห่างที่ฉันสร้างขึ้นทำให้มีพื้นที่ไม่พอที่จะบังฝนให้เขา
ฉันเดินต่อไปช้าๆทั้งอย่างนั้น..
ก้มหน้าคอยระวังน้ำที่กระเซ็นจากพื้น..
ทุกครั้งที่ฝนตกมีหลายอารมณ์ในหัวของฉัน..
บางครั้งฉันก็ชอบบรรยากาศที่ชุ่มฉ่ำ..
บางครั้งฉันก็เกลียดสายฝนที่เฉอะแฉะ..
แต่ทุกครั้งที่ฝนตก..
ฉันรู้ว่าฉันชอบหรือเกลียดมัน…
แต่สำหรับครั้งนี้…
ฉันไม่แน่ใจ..เพราะนี่เป็นความรู้สึกประหลาดที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อนบางทีฉันอาจเกลียดมัน...หรือบางที..ฉันอาจจะชอบมันมากๆ
แทบจะไม่น่าเชื่อว่าในแค่ในช่วงเวลาที่ผ่านไป…แต่ละครั้งที่ฝนตก...ฉันจะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
จนกระทั่งถึงที่ทางขึ้นหอพักที่ที่เติมเก็บร่มของเขาฉันที่ยังคงงงๆกับบรรยากาศในตอนนั้นก็ค่อยๆได้สติอีกครั้งและเริ่มเดินขึ้นบันไดหอพักเพื่อกลับเข้าห้องของฉันในตอนนั้นเองที่เขาเรียกฉันและฉันรีบหันกลับไปเพื่อฟังสิ่งที่เขาต้องการจะพูด
“เคี้ยว...แล้วเจอกัน….
...แล้วก็…...ฝันดีนะ”
“………………..อื้มม”
*****************************************************************