บทที่ 2
วูลฟ์ออกเดินนำไปทางห้องทำงานของเม็กทันที แม้ขณะนี้เขาจะกำลังมีอารมณ์แต่การเดินเหินก็ยังเป็นห่วงท่าที่เต็มไปด้วยความสง่างาม เขาไม่ถึงกับจะเป็นคนร่างสูงโปร่งและไม่ถึงกับจะหล่อเท่าไรนัก แต่คุณลักษณะดังกล่าวไม่เคยสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้เขาแม้แต่น้อย เรือนผมเปลี่ยนเป็นสีขาวสะอ้านก่อนจะถึงวันครบรอบวันเกิดปีที่สามสิบห้าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเขาก็พอใจให้มันเป็นเช่นนั้นเพราะมีความเชื่ออยู่ว่า เรือนผมสีขาวกับใบหน้าที่ยังอ่อนวัยย่อมสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้เสมอ และแทนที่เขาจะมีกล้ามเนื้อเป็นมัดแบบนักฟุตบอลก็กลับมีแต่ความแข็งแกร่งเหมือนนักสควอชมากกว่า เขามักจะพูดถึงตัวเองอยู่เสมอว่า รูปร่างของเขานั้นฟิตเหมือนสายซอ ชอบที่จะคุกคามขู่เข็ญคนอยู่ร่ำไปเม็กยื่นสำเนาจดหมายที่พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์เนื้อหนึ่งมาให้พร้อมกับบอกว่า“ไม่เพียงแค่จดหมายเท่านั้นหรอกค่ะ มันมีลายเซ็นของคุณกำกับอยู่ด้วย”สีหน้าของวูลฟ์ขมวดมุ่นขณะอ่านข้อความในจดหมายฉบับนั้น มันเป็นจดหมายสั้นๆ ที่เขียนขึ้นอย่างตรงประเด็น อันเป็นลักษณะของเขา เป็นจดหมายที่เขียนถึงเอลิซาเบธ เกสท์ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่บนถนนสาย 72 ตะวันตก, นิวยอร์ก มอบหมายให้เธอเข้ามาทำการตกแต่งห้องชุดทำงานของไมเคิล วูลฟ์ แอสโซซิเอทส์ด้วยจำนวนเงินค่าจ้างที่ทำให้เขาแทบสะอื้นแม้โดยความเป็นจริง เขาจะมีเงินมหาศาล แต่ชิงชังเรื่องการใช้จ่ายอย่างยิ่งทั้งลายเซ็นที่อยู่ในตอนท้ายนั้นมันก็ยังเป็นลายเซ็นของเขาอีกด้วย...“ผมคงจะบ้าไปแล้ว แต่ผมไม่เคยบ้าอะไรขนาดนี้เลยนะ” วูลฟ์ร้อง “หรือว่านี่มันจะเป็นจดหมายที่ปลอมแปลงขึ้น? ”“มันจะปลอมกันได้ยังไงล่ะคะ? ” เม็กย้อนถาม “ฟังนะคะ ถ้าคุณคิดจะรักษาหน้าเรื่องนี้กับพนักงานอย่างพวกเราละก้อ อย่าทำเลยไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก อันที่จริงเราทุกคนก็อยากได้เงินเดือนขึ้นมากกว่าที่จะเห็นคุณทาสีห้องอยู่หรอก แต่ถึงยังไงสำนักงานนี่มันก็ควรจะได้รับการตกแต่งใหม่อยู่เหมือนกัน...”“มิสเตอร์วูลฟ์คะ...” เกวน ดูเปรย์ โผล่หน้าเข้ามาตรงหน้าประตูห้องทำงานของเม็ก ลมหายใจหอบกระชั้น "เธอไม่ยอมฟังอะไรเลยละค่ะ...ฉันห้ามเธอไว้ไม่ทัน...เสียใจจริงๆ ”วูลฟ์โยนจดหมายฉบับนั้นทิ้งลงกับพื้นห้อง“หลีก...”แต่ดูเหมือนเขาเองก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะพอเขาออกมาถึงห้องโถงกลาง หญิงสาวผมแดงคนนั้นหายตัวไปเสียแล้ว เขารีบถลันเข้าไปในลิฟต์ลงไปที่ห้องล็อบบี้ชั้นล่าง และยังวิ่งตามออกไปดูข้างนอกแต่ไม่มีวี่แววของเธอให้เห็นเลย เขาคำรามออกมาด้วยความเคืองแค้นรีบขึ้นลิฟต์กลับขึ้นมายังชั้นที่ตั้งของสำนักงาน เชื่อมั่นอยู่ในใจว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ข้องเกี่ยวอยู่กับผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใครคนนี้…แต่ ...มันก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นไปได้ เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เขารู้จักคนนับพันด้วยซ้ำ ...แต่กระนั้น ...ยังมีใครที่ผมแดงอีกบ้างเล่า ...เมื่อทบทวนความทรงจำเขาก็ต้องยอมรับว่าที่จริงเขาก็รู้จักผู้หญิงผมแดงแบบนี้หลายคนอยู่ ...และผู้หญิงผมแดงก็มีอยู่มากมายในโลกนี้แต่...แล้วรอยยิ้มน่ารักแบบนั้นล่ะ ...? เขาก็ยังรู้จักผู้หญิงผมแดงที่มีรอยยิ้มน่ารักแบบนั้นตั้งหลายคนอยู่ดี ...เม็กกับเกวนเฝ้ารอการกลับมาของเขาอยู่ตรงแผนกต้อนรับด้วยท่าทางกระวนกระวาย ซึ่งวูลฟ์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญา“โอ๊คส์...” เขาเอ่ยขึ้น “ทางที่ดีนะ ผมว่าคุณนั่งแท็กซี่ไปที่ถนนสาย 72 ตะวันตกนั่นที่สิ ไปดูให้เห็นกับตาเลยว่ามีมิสเกสท์อะไรนั่นพักอาศัยหรือว่าตั้งสำนักงานอยู่แถวนั้นจริงหรือเปล่า ผมต้องการให้คุณสอดส่องย่านนั้นทุกตารางนิ้วเลยนะ ถ้ามันมีสิ่งผิดปกติ หรือว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นมีแผนการอะไรอยู่ละก้อ ผมต้องการรู้รายละเอียดทั้งหมด ยังสงสัยอะไรอีกไหม? ”“ตายแล้ว...” เกวนร้องออกมาด้วยความตกใจ “นี่คุณคงไม่คิดว่าผู้หญิงหน้าตาสวยๆ แบบนั้นจะเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อยหรอก ใช่ไหมคะ? ”“เปล่าเลย แต่ผมคิดว่าหล่อนเป็นสปายมากกว่า”“โอ...ตายแล้ว มิสเตอร์วูลฟ์...”แต่เม็กกลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา“คุณไม่คิดอะไรเลยเถิดมากไปหน่อยหรือคะมิสเตอร์วูลฟ์ แต่ก็ช่างเถอะ เอาไงเอากันแล้วคุณจะอยู่ที่ไหนล่ะ? ”“วันนี้ผมมีนัดกินอาหารกลางวัน”จะมีก็แต่งานศพหรือไม่ก็งานแต่งงานบางครั้งบางคราวเท่านั้นที่จะเข้ามาขัดจังหวะกำหนดการต่าง ๆ ที่วูลฟ์กำหนดขึ้นไว้แล้วได้เพราะฉะนั้น ต่อให้มีผู้หญิงผมแดงที่โพกผ้าสีน้ำเงินจุดขาวสักสิบคนขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา ก็ไม่มีทางที่จะทำให้เขาเปลี่ยนกำหนดการเหล่านั้นได้ และต่อให้พวกหล่อนเป็นสปายทั้งก๊กก็ไม่มีทางลิซซี่ ออลสัน กระโจนเข้าไปนั่งในรถแท็กซี่ ตอนที่ไมเคิลวูลฟ์ถลันออกมานอกตัวอาคารพอดี เธอหอบหายใจสะท้าน กระชากประตูรถให้ปิด พร้อมกับคู่ตัวลง ลิซซี่มองเห็นอยู่ว่าวูลฟ์กำลังโกรธจัด ซึ่งเธอรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่าเพราะอะไร…“โฮเต็ล เอ็มไพร์” เธอร้องบอกคนขับ “ฟากตรงข้ามกับลินคอล์น เซนเตอร์ นั่นแหละ เร็วเข้า”“ได้เลย คุณผู้หญิง”ทันใด รถก็พุ่งพรวดออกจากตรงนั้นปานลูกธนูหลุดจากแหล่ง ทำให้ลิซซี่ล้มคว่ำคะมหงายอยู่ในรถ พร้อมกันมันก็ทำให้เธอนึกถึงกฎขั้นพื้นฐานในการรักษาชีวิตให้รอด เมื่อเข้ามาอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ ประการที่ว่า...ถ้าคุณยังเห็นชีวิตเป็นสิ่งมีค่า จงอย่าได้บอกคนขับรถแท็กซี่ให้ขับเร็วอย่างเด็ดขาด...ขึ้นมาได้แต่ในยามนี้เธอไม่คิดถึงอะไรทั้งนั้น ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะน่ากลัวจนขนหัวลุกเท่ากับการเผชิญหน้ากับไมเคิล วูลฟ์ เธอยังจำภาพนั้นได้ติดตา ภาพที่เขากอดอก ยืนมองเธอด้วยสีหน้าบอกความระแวงสงสัย และภาพที่ตัวเธอเอง ขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา ถูกจับได้คาหนังคาเขา ซึ่งแทบจะทำให้เธอด่าวดิ้นสิ้นใจไปในนาทีนั้นซึ่งถ้าเขาขึ้นยืนอยู่ตรงนั้นต่ออีกสักสองสามนาทีเธอคงจะต้องเสี่ยงชีวิตด้วยการกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นเจ็ดของสำนักงานเป็นแน่แท้ ลิซซี่มีความเชื่ออย่างแน่นเหนียวว่าในชีวิตของคนเรานั้น บางครั้งสิ่งที่โชคชะตาบันดาลให้เป็นไปมันเลวร้ายกว่าความตายหลายเท่านัก และไมเคิล วูลฟ์นั่นแหละ ที่จะบันดาลให้ชีวิตเธอต้องมีอันเป็นไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลยแต่โดยความเป็นจริง เธอก็มิได้คาดหมายว่าเขาจะเป็นคนใจร้ายถึงขนาดนั้น เพียงแต่ว่า เธอไม่คิดว่าเขาจะเข้ามายืนอยู่หน้าประตูห้องตอนที่เธอกำลังทำงานอยู่ เพราะมันไม่ได้มีส่วนอยู่ในแผนการที่เธอวางขึ้นไว้ดวยความรอบคอบแต่อย่างใดเลยตามแผนที่วางไว้ เธอรู้ว่าไมเคิล วูลฟ์ เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ร่ำรวยมหาศาล แต่ค่อนข้างจะไร้จรรยาบรรณแถมยังมีรสนิยมอันเป็นที่น่าสงสัยอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาเป็นบุรุษผู้สมควรจะรับบริการในการเสริมส่งภาพลักษณ์ของตนเองอย่างยิ่ง และเขาควรจะได้รับบริการจากมัณฑนากรผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมเช่นเธอนั่นเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่เธอมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างยิ่งและที่มันเป็นความจริงยิ่งกว่านั้นก็คือ เธอกับไมเคิล วูลฟ์นั้นเติบโตมาในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในรัฐแคนซัสด้วยกัน เธอรู้ดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร เพียงแต่ว่าเขาไม่เหมือนกับผู้ชายคนที่เธอพบวันนี้เลยแม้แต่น้อยลิซซี่เปล่งเสียงครางอยู่ในลำคอ เรื่องที่ดูจะง่ายดายกลายเป็นความยุ่งยากสับสนไปได้ในชั่วพริบตา ทั้งหมดที่เธอต้องการจะทำก็เพียงแค่เดินทางมาให้ถึงนิวยอร์ก ทิ้งอดีตทั้งหมดไว้ให้เป็นเพียงความหลังและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่ขณะนี้มันคล้ายกับเธอเข้าไปขัดขาตัวเองติดอยู่กับประตูทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะมาเบล มารดาของไมเคิลนั้นเองที่เป็นผู้เอ่ยชื่อเขาขึ้นมาเป็นเชิงเสนอแนะกลายๆ ทั้งนี้เพราะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลิซซี่ไม่ปรารถนาที่จะขอความช่วยเหลือจากเขาหรือจากใครทั้งสิ้นอยู่แล้ว แต่มาเบลรู้ดี และซึ่งในที่สุดลิซซี่ก็พลอยลงความเห็นคล้อยตามไปด้วย ว่าถ้าเธอได้มีโอกาสออกแบบตกแต่งสำนักงานของสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง มีอิทธิพลสูงอยู่ในวงการได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว มันย่อมหมายถึงการเริ่มต้นของอนาคตอันสดใส ปัญหามีอยู่เพียงประการเดียวเท่านั้นคือ จะต้องทำให้ไมเคิลจ้างเธอทำงานชิ้นนี้ให้ได้และแม้ว่าทั้งมาเบลและลิซซี่มิได้เอ่ยสิ่งที่อยู่ในความคิดของตนออกมาดังๆ ว่าสิ่งที่ลิซซี่จำเป็นจะต้องทำก็คือการหลอกล่อให้ไมเคิลว่าจ้างเธอให้ทำงานชิ้นนี้ให้เขาให้จงได้ กระนั้นแผนการทั้งหลายแหล่ก็ยังเกิดขึ้นในสมองของเธออยู่ดีมาเบลยืนยันกับลิซซี่ว่า ลูกชายของเธอนั้นมีเงินมากพอที่จะจ่ายให้กับนักออกแบบตกแต่งภายในระดับยอดแห่งนิวยอร์ก ลิซซี่จึงวางแผนด้วยการเปลี่ยนชื่อตัวเองเสียใหม่ว่า เอลิซาเบธ เกสท์พร้อมทั้งวางแผนเกี่ยวกับเรื่องจดหมายฉบับนั้นด้วย ส่วนมาเบลก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการจัดหากระดาษหัวจดหมายสำนักงานของไมเคิลมาให้ลิซซี่รู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าเธอบอกไมเคิลไปตามตรงว่าเธอคือลิซซี่ ออลสัน ที่เดินทางมาจากวิชิตา ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ยอมจ่ายเงินให้เธอเท่านั้น แม้แต่เรื่องการว่าจ้างให้ทำงานก็จะยังไม่อยู่ในความคิดด้วย เพราะเมื่อเจริญวัยขึ้นนั้น ทั้งเธอและไมเคิลก็มิได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนเมื่อครั้งยังเด็กเมื่อเป็นเช่นนี้ เธอย่อมไม่ใช่เอลิซาเบธ เกสท์ตัวจริง และมิได้เป็นมัณฑนากรผู้มีชื่อเสียงแห่งนิวยอร์กด้วย และเธอก็พำนักอยู่ที่โฮเต็ล เอ็มไพร์ มิใช่เวสท์ ไซด์ อพาร์ตเม้นท์อันแสนจะหรูหราถ้าจะว่าไปแล้วโฮเต็ล เอ็มไพร์จัดว่าเป็นสถานที่พำนักที่ดีแห่งหนึ่งแถมราคาก็ยังอยู่ในระดับปานกลาง (โดยมาตรฐานของนิวยอร์ก) ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่ได้เรียกเงินมัดจำค่าเช่าถึงสองเดือน บวกกับค่าเช่าล่วงหน้าอีกหนึ่งเดือนเช่นที่อื่น เธอได้ห้องพักเป็นห้องเล็กๆ น่าสบาย ซึ่งเมื่อมองลงไปจากหน้าต่างห้องจะเห็นวิวของลินคอล์น เซนเตอร์ซึ่งเพียงแค่นั้นก็นับว่าดีถมไปแล้ว อย่างน้อยก็สำหรับในตอนนี้เพราะก่อนหน้านั้น ทันทีที่เธอตัดสินใจว่าจะทำงานให้กับไมเคิล เธอตระเวนหาที่พักในนิวยอร์กจนอ่อนล้าแต่นั่นหมายถึงว่า ถ้าเธอจะต้องพักอยู่นานจนสามารถทำงานให้กับผู้ชายคนที่ชื่อ ไมเคิล วูลฟ์ได้…