เอญ่าเดินกลับมายังบ้านพักหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกสับสนปนกับความผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้พบกับคุณลุงนักลงทุนตามที่นัดหมายไว้ แต่แล้วก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากระเบียงบ้าน
"สวัสดีครับคุณหนู" เสียงทุ้มนุ่มทักทายเอญ่าเบาๆ
เอญ่าหันไปมองตามเสียง พบกับชายสูงวัยร่างท้วม ผิวสีแทน ใบหน้ายิ้มแย้ม ผมหงอกเป็หย่อมๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีเบจ และรองเท้าหนังสีน้ำตาล เขามีแววตาที่อบอุ่นและเป็มิตร
"สวัสดีค่ะ" เอญ่าตอบรับพลางโค้งคำนับเล็กน้อย "ดิฉันเอญ่าค่ะ มาตามที่คุณลุงนัดไว้"
ชายสูงวัยยิ้มกว้าง "ยินดีต้อนรับครับคุณเอญ่า ผมชื่อ อาทิตย์ หรือ angel fun ครับ"
เอญ่ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินชื่อเล่นที่ดูเป็กันเองของชายสูงวัยผู้นี้ "เรียกผมว่า ลุงอาทิตย์ ได้เลยนะครับ" คุณลุงอาทิตย์กล่าวเสริม
"ค่ะ ลุงอาทิตย์" เอญ่าตอบรับพลางเหลือบมองรอบๆ บ้านพักอีกครั้ง บรรยากาศภายในดูอบอุ่นและเป็กันเอง
"ขอโทษนะครับที่ทำให้คุณหนูรอนาน" ลุงอาทิตย์กล่าวขอโทษ "วันนี้ผมมีธุระนอกบ้านนิดหน่อย"
"ไม่เป็ไรค่ะ" เอญ่าตอบรับพลางส่ายหัว "เพิ่งมาถึงเองค่ะ"
"ผมเห็นคุณหนูคุยกับสกายอยู่" ลุงอาทิตย์เอ่ยขึ้นพลางมองไปยังทิศทางที่สกายกำลังทำงานอยู่ "สกายเป็เด็กดีคนหนึ่งนะครับ"
เอญ่าพยักหน้ารับรู้ "ค่ะ เขาทำงานเก่งมากเลย"
"ขอบคุณครับที่ชมหลานผม" ลุงอาทิตย์ยิ้ม "เอาล่ะครับ ตอนนี้คุณหนูคงเหนื่อยจากการเดินทางมาแล้ว เข้าไปนั่งพักในบ้านก่อนนะครับ"
เอญ่าเดินตามลุงอาทิตย์เข้าไปในบ้าน พลางเหลือบมองไปรอบๆ อีกครั้ง บ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักเก่าแก่ ดูอบอุ่นและมีเสน่ห์เป็อย่างมาก
“เื่การลงทุนนั้น...” ลุงอาทิตย์เริ่มต้นบทสนทนา “ผมอยากจะคุยกับคุณมากกว่านี้สักหน่อย”
เอญ่าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “หมายความว่ายังไงคะ”
“คือว่า ผมรู้สึกว่าการจะตัดสินใจลงทุนร่วมกัน มันเป็เื่ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาพิจารณา” ลุงอาทิตย์อธิบาย “ผมอยากให้คุณได้มาััวิถีชีวิตที่นี่ ได้รู้จักกับคนในหมู่บ้าน และได้เห็นศักยภาพของไร่ชาแห่งนี้ด้วยตาของตัวเอง”
“แล้วคุณลุงจะให้หนูช่วยอะไรได้บ้างคะ” เอญ่าถาม
“่นี้เป็่เก็บเกี่ยวชาพอดี คุณสามารถช่วยเก็บเกี่ยวชาไปพร้อมๆ กับชาวบ้านได้” ลุงอาทิตย์ตอบ “นอกจากนี้ คุณยังสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตชาั้แ่ต้นจนจบได้ด้วยสักประมานหนึ่งเดือนดีไหมครับ”
“หนึ่งเดือนเลยเหรอคะ” เอญ่าถามด้วยความลังเล
“ใช่ครับ ผมคิดว่าหนึ่งเดือนก็เพียงพอที่จะให้เราทั้งสองฝ่ายได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น และคุณก็จะได้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ” ลุงอาทิตย์กล่าวอย่างมั่นใจ “ถ้าคุณสนใจ ผมก็ยินดีที่จะให้คุณอยู่ที่นี่”
เอญ่าลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่แน่ใจว่าการอยู่ที่นี่เป็เวลาหนึ่งเดือนจะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อมองดูใบหน้ายิ้มแย้มของลุงอาทิตย์ เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
“ได้ค่ะ หนูยินดีที่จะลองดู” เอญ่าตอบตกลงในที่สุด
“ดีมากครับ” ลุงอาทิตย์ยิ้มกว้าง “ผมจะให้คนเตรียมห้องพักให้คุณเอง”
"ขอบคุณมากนะคะ ลุงอาทิตย์" เอญ่ากล่าวอย่างซาบซึ้งใจต่อคำเชิญของอีกฝ่าย
"ไม่เป็ไรครับ เอญ่า" ลุงอาทิตย์ยิ้มตอบ "เดี๋ยวผมให้สกายพาไปที่พักนะครับ มันอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก"
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง สกายเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ "คุณลุงให้ผม มาพาคุณไปส่งครับ"
เอญ่าหันไปมองสกายอีกครั้ง รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ได้พบกับเขาอีกครั้งในบริบทที่แตกต่างออกไป "ขอบคุณค่ะ"
"เชิญทางนี้เลยครับ" สกายพูดพลางเดินนำหน้าไป
ระหว่างทางที่เดินไปยังที่พัก เอญ่าอดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ ไร่ชาแห่งนี้ นอกจากแปลงชาที่เขียวขจีแล้ว ยังมีสวนดอกไม้เล็กๆ และลำธารใสไหลผ่าน ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูสดชื่นและร่มรื่น
"คุณอาบอกว่าจะพาผมมาส่งที่พัก" สกายหันมาพูดกับเอญ่าพลางยิ้ม "แต่ผมว่าจะพาคุณไปชมวิวสวยๆ สักหน่อยดีกว่า"
เอญ่าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย "วิวสวยเหรอคะ? ที่นี่มีที่ไหนสวยๆ อีกเหรอ"
สกายหัวเราะเบาๆ "คุณจะต้องชอบแน่ๆ"
ไม่นานนัก สกายพาเอญามาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านหลังเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บ้านหลังนี้ตกแต่งอย่างทันสมัย มีกระจกบานใหญ่ที่เปิดออกไปสู่ระเบียงขนาดเล็ก พร้อมวิวทิวทัศน์ของทุ่งนาและูเาที่รายล้อมไปด้วยหมอกเบาๆ
"ว้าว สวยมากเลยค่ะ" เอญ่าร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
"ที่นี่เป็ที่พักสำหรับแขกพิเศษครับ" สกายอธิบาย "คุณลุงเตรียมไว้ให้คุณโดยเฉพาะ"
เอญ่าเดินเข้าไปในบ้าน พบว่าภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา มีทุกสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เธอรู้สึกประทับใจกับความใส่ใจของลุงอาทิตย์เป็อย่างมาก
"คุณลุงใจดีจังเลยนะคะ" เอญ่าพูดขึ้น
"คุณลุงเป็คนใจดีเสมอ" สกายตอบพลางมองหน้าเอญ่า "แต่ผมสงสัยว่าคุณจะอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน"
เอญ่าเลิกคิ้วขึ้น "ทำไมคุณถึงถามอย่างนั้นล่ะคะ"
"ก็คุณเป็คนเมือง จะมาอยู่ที่นี่ได้นานขนาดนี้เลยเหรอ?" สกายถามต่อ "แล้วคุณจะทำไร่ชาเป็ไหม?"
"ทำไมถึงคิดว่าฉันทำไม่ได้ล่ะคะ" เอญ่าถามกลับด้วยน้ำเสียงท้าทาย
สกายยิ้มกว้าง "ก็แค่สงสัยน่ะครับ เพราะดูจากสไตล์การแต่งตัวของคุณแล้ว คุณดูไม่ค่อยจะชอบงานแบบนี้สักเท่าไหร่"
เอญ่าหัวเราะเบาๆ "คุณก็อย่าเพิ่งตัดสินคนอื่นจากภายนอกสิคะ"
"ก็ได้ครับ" สกายยอมแพ้ "แต่ผมอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจมาอยู่ที่นี่"
"ก็อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศบ้างไงคะ" เอญ่าตอบ "แล้วก็อยากจะทำความรู้จักกับคุณลุงให้มากขึ้นด้วย"
"แล้วคุณคิดว่าจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน" สกายถามต่อ
"ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ" เอญ่าตอบอย่างอึกอัก "แต่คงสักพักใหญ่ๆ ล่ะ"
สกายพยักหน้ารับรู้ "งั้นก็ดีแล้วครับ"
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น เอญ่าก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นภายในใจ เธอรู้สึกว่าสกายเป็คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง และดูเหมือนจะมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เื้ัใบหน้าที่หล่อเหลาของเขา
"คุณมีอะไรอยากจะถามผมอีกไหมครับ?" สกายถามขึ้น
เอญ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป "คุณ... ทำไมถึงมาทำงานที่นี่ล่ะคะ"
สกายยิ้มมุมปากเล็กน้อย "เื่มันยาวน่ะครับ"
"ถ้าคุณอยากเล่า ฉันก็ยินดีฟังนะคะ" เอญ่าพูด
สกายมองหน้าเอญ่าอย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะตอบ "ก็ได้ครับ แต่ขอเล่าให้ฟังทีหลังนะ"
เอญ่าพยักหน้ารับรู้ เธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รู้จักสกายมากขึ้นไปอีก
หลังจากที่สกายเดินจากไป เอญ่าก็เดินสำรวจบ้านพักหลังเล็กๆ นี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เธอเปิดประตูระเบียงกว้างออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ พลางมองวิวทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเพลิดเพลิน
ความสงบเงียบของธรรมชาติทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายเป็อย่างมาก เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและโทรหาเลขาพิม
“ เลขาพิม ฉันถึงที่พักแล้วนะ” เอญ่าเอ่ยทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณเอญ่า เป็ยังไงบ้างคะ โอเคไหมคะ” เสียงของเลขาพิมฟังดูเป็ห่วง
“ฉันสบายดี พิม” เอญ่าตอบ “ที่บริษัทเป็ยังไงบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีค่ะ คุณไม่ต้องเป็ห่วง” เลขาพิมตอบ “แต่ว่ามีเื่ที่ต้องให้คุณตัดสินใจนิดหน่อยค่ะ”
“เื่อะไรเหรอคะ” เอญ่าถามด้วยความสงสัย
“คือว่า... มีบริษัทคู่แข่งติดต่อเข้ามาขอเจรจาเื่การร่วมทุนค่ะ” เลขาพิมตอบ
“บริษัทคู่แข่งเหรอ?” เอญ่าเลิกคิ้วขึ้น “เป็บริษัทไหน”
“เป็บริษัทที่เราเคยแข่งขันกันมาตลอดค่ะ” เลขาพิมตอบ “พวกเขาเสนอเงื่อนไขที่น่าสนใจมาก แต่ฉันคิดว่าเราควรจะรอให้คุณกลับไปตัดสินใจเองมากกว่าค่ะ”
“อืม... งั้นฉันจะรีบกลับไปตัดสินใจเอง” เอญ่าตอบ
หลังจากคุยกับเลขาพิมเสร็จ เอญ่าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เธอวางโทรศัพท์มือถือลง แล้วเดินออกจากบ้านพักไปยังร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล
ระหว่างทาง เอญ่าแวะซื้อของใช้จำเป็บางอย่าง และไม่ลืมที่จะซื้อเบียร์เย็นๆ สักห้ากระป๋องเพื่อไปนั่งจิบชมวิวทะเลูเาที่ระเบียงบ้านพัก
หลังจากซื้อของเสร็จ เอญ่าก็เดินกลับมาที่บ้านพัก เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้อง เธอก็รีบเดินไปที่ระเบียงและนั่งลงบนเก้าอี้หวาย เธอเปิดกระป๋องเบียร์ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนสงบ
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์อยู่นั้น เอญ่าก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเื่ที่เลขาพิมบอกมา เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับข้อเสนอของบริษัทคู่แข่ง
“คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” เอญ่าพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ในขณะเดียวกัน ที่กรุงเทพฯ เลขาพิมกำลังเดินเข้าไปในห้องอาหารญี่ปุ่นหรูหราแห่งหนึ่ง เธอโค้งคำนับให้กับชายสูงวัยที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ
“มาแล้วเหรอครับ” ชายสูงวัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ค่ะ” เลขาพิมตอบ “ทุกอย่างเป็ไปตามแผนแล้วค่ะ”
“ดีมาก” ชายสูงวัยพยักหน้าพอใจ “แล้วเื่ที่เราคุยกันเป็อย่างไรบ้าง”
“คุณเอญ่าตัดสินใจจะอยู่ที่แม่ริมต่ออีกหนึ่งเดือนค่ะ” เลขาพิมรายงาน
“ดี” ชายสูงวัยยิ้มมุมปากเล็กน้อย “งั้นก็ตามแผนเดิม”
เลขาพิมพยักหน้ารับคำ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับชายสูงวัย
เอญ่าจิบเบียร์เย็นๆ ชมวิวทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากที่พักของเธอ ชายหนุ่มคนนั้นก็คือธีรภัทร ไอดอลชื่อดังที่เธอเคยเห็นตามหน้าปกนิตยสารหลายเล่ม
เมื่อมองใกล้ๆ เอญ่าถึงกับใเมื่อเห็นว่าธีรภัทรมีสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อยและอ่อนล้ามากผิดกับภาพลักษณ์ที่เธอเคยเห็นในสื่อต่างๆ เขานั่งก้มหน้ามองลงไปที่มือที่กำลังกำขวดยาไว้แน่น
เอญ่ารู้สึกไม่สบายใจ เธอวางกระป๋องเบียร์ลง ก่อนจะหยิบเบียร์ สองกระป๋องแล้วเดินเข้าไปหาธีรภัทรอย่างช้าๆ
เธอรู้ทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เธอเดินเข้าไปก่อนจะยื่นกระป๋องเบียร์ให้เขา "ดื่มเบียร์เย็นๆ ก่อนสิ" เอญ่าพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เ็า
เมื่อธีร์เห็นท่าทีของเอญ่าก็ดูสับสนเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือรับมันไป เอญ่ามองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"ที่ผ่านมาคงหนักมาสินะ เลยถึงได้ทนไม่ไหวแล้ว" เอญ่าพูดพลางมองขวดยาในมือเขา
ธีรภัทรเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "คุณ... คุณรู้ได้ยังไง"
"มันอ่านออกจากแววตาของคุณ" เอญ่าตอบ "ฉันเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน"
ธีรภัทรหันมามองเอญ่าด้วยความสงสัย "คุณเคยคิดจะฆ่าตัวตายเหรอครับ
"ครั้งหนึ่ง...เมื่อนานมาแล้ว" เอญ่าตอบอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเปิดกระป๋องเบียร์เพื่อจิบอีกรอบอย่างใจเย็น "ฉันเคยยืนอยู่บนระเบียงชั้น 26 ของตึกสูง มองลงไปข้างล่าง แล้วคิดว่าถ้าฉันะโลงไป ทุกอย่างคงจะจบสิ้น"
ธีรภัทรฟังเอญ่าเล่าด้วยความใ "จริงเหรอครับ"
"จริงค่ะ" เอญ่าพยักหน้า "แต่แล้วฉันก็ฉุดคิดถึงครอบครัวของฉัน ฉันคิดว่าถ้าฉันตายไป พวกเขาจะรู้สึกเสียใจแค่ไหนกันนะ แล้วเขาจะเสียใจไปตลอดชีวิตที่เหลือที่ฉันทิ้งความเศร้าไว้ให้พวกเขาหรือเปล่านะ"
ธีรภัทรเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า "ผม... ผมไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลย"
"ทุกคนต่างก็มี่เวลาที่รู้สึกท้อแท้และหมดหวัง" เอญ่าพูด "แต่เราต้องไม่ยอมแพ้ เราต้องสู้ต่อไป..." เอญ่าจิบเบียร์อีกครั้งก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเป็เปิดเพลงที่ชื่อว่า Car's Outside -James Arthur ก่อนจะพูดต่อว่า
“ บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกเกลียดตัวเองนะ เวลาที่คุณต้องแกล้งทำเหมือนไม่รู้สึกเ็ปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเหมือนกับว่าเื่พวกนี้คือเื่ปกติ มันผ่านเข้ามาแล้วเดียวมันก็ผ่านไป แต่ใครแม่งจะรู้...ว่าในใจคุณนั้นโคตรจะพังและแหลกสลายขนาดไหน พังจนไม่รู้จะรักษามันยังไง แต่คุณทำได้แค่แกล้งบอกทุกคนว่าผมมีความสุขดีครับ” เอญ่าพูดจบก่อนจะหันไปสบตาธีร์ที่ตอนนี้ สายตาของเขานั้นอ่อนไหวและน้ำตาค่อยๆไหลอาบแก้มทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยความเ็ป
เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้...
"แล้วคุณก้าวข้าม ความเ็ปนั้นยังไงหรอครับ" ธีรภัทรพูด
"ฉันแค่ยอมรับมันค่ะ ยอมรับความเ็ปนั้น ร้องไห้ไปกับมันแต่ว่า...มันต้องใช้เวลาค่ะ บางทีเราอาจจะเผลอขึ้นรถเมล์ผิดสายแต่เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัว เราก็แค่ลงจากรถเมล์แล้วรอรถเมล์คันใหม่ที่ถูกต้องแทนไงคะ" เอญ่าพูดก่อนจะหันไปสบตาธีร์แล้วยิ้มด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นให้เขา
“คุณทนได้ยังไงหรอครับ” ธีร์ถามเอญ่าด้วยสายตาที่มีความหวังอีกครั้ง
“จริงๆแล้ว... เราต้องกอดและรักตัวเองมากๆ นะคะ จิตใจคนเราจะเข็มแข็งขึ้นตามกาลเวลาค่ะ เราจะหาทางออกให้ตัวเราเองและลุกขึ้นสู้ด้วยลำแข็งของตัวเอง ถ้าตอนนี้คุณเสียใจก็ปล่อยให้จิตใจอ่อนแอให้เต็มที่เลยค่ะ แต่จำไว้นะคะ ถ้าวันไหนคุณเข็มแข็งแล้วคุณจะรู้สึกปลอดภัยและสิ่งนั้นจะไม่วนกลับมาทำร้ายคุณอีกค่ะ เพราะคุณผ่านบทเรียนนั้นมาแล้วไงล่ะ”
"ขอบคุณนะครับ" ธีรภัทรพูดสั้นๆ ก่อนจะเปิดกระป๋องเบียร์ที่เอญ่ายื่นให้จิบ
เหมือนภายในใจเขารู้สึกยกูเาทั้งลูกออกไป
"ไม่เป็ไรค่ะ" เอญ่ายิ้มให้ "เราทุกคนต่าง้าเพื่อน"
ธีร์หันมองเอญ่าที่มีรอยยิ้มจริงใจ เขารู้สึกใจเต้นและเต็มไปด้วยความสับสนในตัวเอญ่าว่าใบหน้าที่สวย และดูเหย่อหยิ่ง เ็า ทำไมกลับมีความอบอุ่นอยู่ในนั้นอย่างหน้าประหลาดใจ
พระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าไป ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์สีขาวนวลที่ส่องกระทบใบไม้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบและโรแมนติก เอญ่าและธีรภัทรยังคงนั่งคุยกันอย่างออกรสชาติ ธีรภัทรรู้สึกโล่งอกเป็อย่างมากที่ได้ระบายความรู้สึกในใจออกมา เขารู้สึกขอบคุณเอญ่าที่รับฟังและให้กำลังใจเขา
"ขอบคุณนะครับที่ฟังผมมาตลอด" ธีรภัทรพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
"ไม่เป็ไรเลยค่ะ" เอญ่ายิ้มให้ "ทุกคนต่างก็มี่เวลาที่รู้สึกแย่บ้างแหละค่ะ"
"แต่คุณดูเหมือนจะเข้มแข็งมากเลยนะครับ" ธีรภัทรพูด
เอญ่าหัวเราะเบาๆ "ก็แค่พยายามทำตัวให้เข้มแข็งเข้าไว้น่ะค่ะ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น สกายที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็แอบฟังบทสนทนาของพวกเขาด้วยความสนใจ เขาไม่เคยคิดว่าเอญ่าจะมีมุมแบบนี้มาก่อน ภาพลักษณ์ของเธอในสายตาของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
"ไม่คิดว่าเธอจะใจดีขนาดนี้" สกายพึมพำกับตัวเอง
สกายรู้สึกประหลาดใจกับความสามารถของเอญ่าที่สามารถเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถให้กำลังใจคนอื่นได้อย่างดีเยี่ยม เขาเริ่มรู้สึกสนใจในตัวเอญ่ามากขึ้นเรื่อยๆ
"เธอเป็ผู้หญิงที่น่าสนใจมากเลยแหะ..." สกายคิดในใจ
สกายยืนมองเอญ่าและธีรภัทรอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านพักของเขาเอง
ก่อนที่สกายจะเดินหายไปในความมืด เขาหันกลับมามองเอญ่าอีกครั้ง แล้วกระซิบเบาๆ ว่า "ผมจะคอยดูคุณ ยัยตัวร้าย..."