แผ่นไม้เรียงลำดับถูกแขวนขึ้นหน้าหอเรือนกลางก่อนเสียงระฆังยามเช้าจะดังครบสามครั้ง
บนแผ่นไม้นั้นไม่มีคำอธิบายยืดยาว มีเพียงชื่อ หมวดประเมิน และลำดับเข้าลานของผู้มีตราตรวจพิเศษ ตัวอักษรถูกเขียนด้วยหมึกดำหนักมือ แต่สิ่งที่ทำให้คนหยุดมองนานกว่าปกติคือเส้นแดงบาง ๆ ที่ขีดใต้ชื่อบางคน เหมือนมีดเล็ก ๆ ตัดแยกคนเ่าั้ออกจากรายชื่อธรรมดา
เย่เทียนยืนอยู่ด้านล่าง ปลายนิ้วข้างหนึ่งยังเย็นจากการล้างหน้าเมื่อเช้า อาการแน่นอกลดลงจากเมื่อคืนก่อน แต่ยังไม่หายสนิท รอยช้ำที่หน้าแข้งซ้ายถูกทายาไว้แล้วและพันผ้าซ้ำอย่างเรียบร้อย เขาเดินมาโดยไม่เร่ง เพราะรู้ดีว่าหากรีบั้แ่ก่อนเห็นลำดับทดสอบ วันจริงคงไม่ต้องรอให้ใครทำให้เขาพลาด เขาจะทำเองั้แ่ประตูเรือน
ชื่อของเขาอยู่เกือบท้ายสุดของกลุ่มตราแดง แต่ไม่ได้อยู่ท้ายสุดอย่างที่เขาคิด
เย่เทียน — ลำดับที่เจ็ด
ก่อนหน้าเขามีคนหกคน หลังเขามีอีกสองคน
ปัญหาไม่ใช่ลำดับที่เจ็ด ปัญหาอยู่ที่ช่องข้างชื่อ
หมวดหนึ่งถึงหมวดห้า ต่อเนื่องในครึ่งวันเช้า
เย่เทียนอ่านซ้ำหนึ่งครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มองผิด คนทั่วไปถูกแบ่งหมวดข้าม่ มีเวลาพักมากพอให้กลับไปปรับลมหายใจ ดื่มน้ำ หรือประคบกล้ามเนื้อ แต่กลุ่มตราแดงถูกจัดให้ประเมินต่อเนื่องเพื่อ “ตรวจความคงที่ของผล” อย่างที่ผู้ดูแลเรือนกลางเคยพูดไว้ และลำดับที่เจ็ดของเขาหมายความว่า เมื่อถึงตา เขาจะต้องผ่านห้าหมวดรวดใน่ที่แสงแดดเริ่มแรงพอดี
เย่หลัวมายืนข้างเขาตอนไหนไม่รู้ อีกฝ่ายมองแผ่นไม้แล้วขมวดคิ้วทันที “ครึ่งวันเช้าทั้งหมด?”
“เขียนไว้เช่นนั้น”
“นี่หนักกว่าที่ข้าคิด” เย่หลัวพึมพำ ก่อนเหลือบมองสีหน้าเย่เทียน “เ้ารู้หรือไม่ว่าลำดับเจ็ดแย่ตรงไหน”
เย่เทียนยังมองแผ่นไม้ “ไม่ใช่ต้น ไม่ใช่ท้าย”
“ใช่ ไม่ได้ต้นจนพื้นลานยังเรียบ ไม่ได้ท้ายจนเห็นจังหวะคนอื่นมากพอ ลำดับเจ็ดมักอยู่่ที่หุ่นไม้เริ่มฝืด พื้นทรายเริ่มยุ่ง เสาหินเริ่มมีรอยเหงื่อจากคนก่อนหน้า แต่ผู้ตรวจยังไม่เหนื่อยพอจะผ่อนเกณฑ์”
เย่เทียนหันไปมองเขา “เ้ารู้เื่พวกนี้ละเอียดกว่าที่ข้าคิด”
เย่หลัวไอเบา ๆ “ข้าก็เคยถูกประเมินมาก่อน ไม่ได้เกิดมาเพื่อโดนเ้ามองแปลกอย่างเดียว”
คำพูดนั้นทำให้เย่เทียนยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่รอยยิ้มยังไม่ทันเต็มดี เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากอีกด้าน
“ลำดับไม่ปรานี แต่กฎก็ไม่เคยบอกว่าจะปรานีใคร”
เย่ิเดินเข้ามาพร้อมกลุ่มรุ่นเยาว์สองสามคน ใบหน้าของเขายังเรียบเหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่มุมปากมากนัก หลังจากหลายวันที่เห็นเย่เทียนไม่ล้มง่ายอย่างที่คาด ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากการกดให้เสียหน้า กลายเป็การมองหาจุดที่ใช้ได้จริงกว่าเดิม
เย่เทียนไม่ตอบทันที เขาก้มมองลำดับของเย่ิบนแผ่นไม้
เย่ิ — กลุ่มปกติ หมวดประเมินแยก่
เย่ิเห็นสายตานั้นและกล่าวอย่างนุ่มนวล “ไม่ต้องมอง ข้าไม่ได้อยู่ใต้ตราแดงเหมือนเ้า”
“ข้าเห็นแล้ว”
“เ้าจะได้เห็นมากกว่านั้นในวันประเมิน” เย่ิกล่าว “คนที่ผ่านเกณฑ์ปกติ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตนยังพอมีสิทธิ์ยืนอยู่ในเส้นทางฝึก ส่วนคนที่ถูกตรวจพิเศษ…ทุกก้าวจะถูกชั่งน้ำหนัก”
เย่หลัวหันขวับ “เย่ิ พูดมากเกินไปแล้ว”
เย่ิมองเย่หลัวด้วยแววตาเย็นลงเล็กน้อย “ข้าเพียงอธิบายกฎ เ้าร้อนตัวแทนเขาทำไม”
บรรยากาศรอบแผ่นไม้ตึงขึ้นทันที คนหลายคนที่ยืนดูอยู่เริ่มถอยห่างเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัวมีการต่อสู้ แต่เพราะไม่อยากถูกดึงเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งที่เริ่มมีชื่อคนของเรือนกลางเกี่ยวข้อง
เย่เทียนยกมือแตะไหล่เย่หลัวเบา ๆ เป็เชิงห้าม ก่อนหันไปหาเย่ิ “ขอบคุณที่เตือน”
เย่ิเลิกคิ้ว “เ้าขอบคุณข้า?”
“อืม” เย่เทียนตอบ “อย่างน้อยเ้าก็ช่วยย้ำว่าข้าไม่มีเวลาพลาดั้แ่หมวดแรก”
เย่ิมองเขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับคำตอบนี้ไม่อยู่ในชุดคำตอบที่เขาเตรียมไว้ สุดท้ายเขาเพียงยิ้มบาง แล้วเดินผ่านไปโดยไม่พูดต่อ
เย่หลัวมองตามหลังเขาอย่างไม่พอใจ “เ้าจะปล่อยให้เขาพูดแบบนั้นทุกครั้งหรือ”
“ตอนนี้เขาพูดถูกบางส่วน” เย่เทียนกล่าว “สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดคือคนที่พูดถูกในเวลาที่เราไม่อยากฟัง”
เย่หลัวอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมาเบา ๆ “เ้าพูดจาแปลกขึ้นทุกวัน”
“ข้าจะถือว่าเป็คำชม”
“ข้าพูดบ่อยจนเ้าเริ่มคิดเอาเองแล้วหรือ”
ทั้งสองเดินออกจากหน้าหอเรือนกลางด้วยกัน ระหว่างทางเย่หลัวเล่าเื่ลานประเมินให้ฟังเพิ่มอย่างกระท่อนกระแท่น แต่มีประโยชน์ไม่น้อย เสาหินลาดหมวดทรงตัวมักถูกเปลี่ยนตำแหน่งก่อนวันจริง หุ่นไม้หมวดตอบสนองระดับต่ำมีเสียงกลไกก่อนขยับอยู่เสี้ยวหนึ่ง หากฟังเป็จะพอเดาทิศทางแรกได้ ส่วนหมวดควบคุมลมหายใจต้องยืนใต้แรงกดจากเสาหินปราณที่ทำให้หน้าอกหนักกว่าปกติ คนที่หายใจตื้นจะเสียคะแนนเร็วมาก
เย่เทียนฟังโดยไม่ขัด เขาไม่ได้ถามว่าเหตุใดเย่หลัวจึงช่วยมากขึ้นทุกที เพราะบางคำถามหากถามเร็วเกินไป อาจทำให้คนที่เพิ่งเริ่มยื่นมือดึงกลับไปเสียก่อน
เมื่อกลับถึงเรือน เย่เทียนเอาใบกำหนดเก่า แผนห้าช่อง และข้อมูลลำดับใหม่มากางบนโต๊ะ เขาเขียนเพิ่ม้าสุดด้วยหมึกเข้มกว่าเดิม
ลำดับที่เจ็ด — แดดเริ่มแรง พื้นเริ่มเสีย ผู้ตรวจยังคม
จากนั้นเขาขีดเส้นแบ่งแผนใหม่ ไม่ใช่แผนฝึก แต่เป็แผนพัก แผนกิน แผนหายใจ และแผนหยุด
เขาเขียนว่าเช้านั้นต้องกินน้อยพอไม่จุก แต่พอให้มีแรง ก่อนเข้าลานต้องไม่ฝึกหนัก ต้องอุ่นข้อเท้าและหัวเข่าให้พอดี ่พักหนึ่งก้านธูประหว่างหมวดต้องใช้ครึ่งแรกปรับลมหายใจ ครึ่งหลังตรวจขาและไหล่ ห้ามมองผลคะแนนของคนก่อนหน้าจนเสียจังหวะ และที่สำคัญที่สุด หลังหมวดตอบสนองห้ามปล่อยให้ความเจ็บดึงลมหายใจขึ้นสูงก่อนเข้าหมวดควบคุมลมหายใจ
เขาหยุดพู่กันอยู่ตรงหมวดสี่นานที่สุด
หมวดควบคุมลมหายใจ
นี่อาจเป็สะพานที่พาเขาไปถึงหมวดชีพจร หรือเป็หลุมที่ทำให้เขาล้มก่อนถึงจุดตัดสินจริง ถ้าหน้าอกยังแน่น เขาจะเสียเปรียบมาก ถ้าเผลอพยายามดึงความอุ่นเพื่อเอาคะแนน เขาอาจเกิดแรงสะท้อนต่อหน้าผู้ตรวจ และนั่นคงแย่กว่าทำคะแนนต่ำเสียอีก
เย่เทียนจุ่มพู่กันใหม่ แล้วเขียนช้า ๆ ใต้หมวดสี่
หายใจเพื่อให้ผ่าน ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์
เขามองประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าให้ตนเอง นี่ไม่ใช่คำคม แต่มันเป็คำสั่งที่เขาต้องเชื่อฟังในวันจริง
่บ่าย เย่เทียนไม่ได้ไปลานฝึกหลัก เขาอยู่ในลานเล็กหลังเรือน ใช้เวลาสั้น ๆ ฝึกเฉพาะสิ่งจำเป็ เดินบนพื้นไม่เรียบสามรอบ หยุดพัก วางเท้าเปล่าบนหินแบนเพื่อฟังน้ำหนัก หยุดพัก แกว่งถุงทรายเบา ๆ สองชุดแล้วหยุดทันทีเมื่อหน้าแข้งเริ่มตึง เขาไม่ปล่อยให้ตนเองเข้าสู่จังหวะที่อยากทดลองต่อ เพราะรู้ดีว่าความอยากเช่นนั้นมักแต่งตัวเป็ความขยัน ทั้งที่แท้จริงคือความดื้อ
หลังอาทิตย์เริ่มคล้อย เสี่ยวอวี่มาที่เรือนพร้อมกล่องอาหารเล็ก ๆ แต่ครั้งนี้นางไม่ได้พูดปลอบ ไม่ถามยืดยาว และไม่ได้ทำท่าจะจัดการชีวิตเขาทั้งหมดเหมือนบางครั้งที่ผ่านมา นางเพียงวางกล่องลงบนโต๊ะ มองแผนที่เต็มไปด้วยตัวอักษรของเขา แล้วถามสั้น ๆ
“เ้ากินข้าวหรือยัง”
“ยัง”
“ดี เพราะถ้ากินแล้ว ข้าก็แบกกล่องนี้มาฟรี”
เย่เทียนเปิดกล่อง เห็นข้าวต้มอุ่น ๆ กับผักดองเล็กน้อย ไม่มัน ไม่หนัก เหมาะกับคนที่ไม่ควรให้ท้องทำงานหนักเกินไปก่อนวันสำคัญ เขามองอาหาร แล้วมองเสี่ยวอวี่
“เ้าเลือกเอง?”
“ข้าไปถามคนครัวว่าก่อนประเมินควรกินอะไร แล้วเขาก็พูดมากจนข้าเกือบเสียใจที่ถาม” นางเหลือบมองแผนบนโต๊ะอีกครั้ง “เ้าไม่ต้องตอบอะไร กินให้หมดก็พอ”
เย่เทียนยิ้มบาง “วันนี้เ้าไม่ถามเื่ตราแดงหรือ”
“ถามแล้วมันหายไปไหม”
“ไม่”
“เช่นนั้นไม่ถาม” เสี่ยวอวี่กล่าว ก่อนหยิบผ้าสะอาดวางไว้ข้างกล่องอาหาร “พรุ่งนี้ข้าจะอยู่แถวลานประเมิน แต่จะไม่เรียกเ้า ไม่โบกมือ ไม่ทำให้เ้าหันมาเสียจังหวะ เ้าก็ไม่ต้องมองหาข้า”
เย่เทียนชะงักไปเล็กน้อย
เสี่ยวอวี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงธรรมดาเกินกว่าคำพูดจะธรรมดา “ถ้าเ้ารู้ว่ามีคนอยู่ตรงนั้น ก็พอแล้ว ไม่ต้องใช้ตาไปยืนยันทุกครั้ง”
ห้องเงียบลงชั่วขณะ
เย่เทียนก้มมองข้าวต้มตรงหน้า ความร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นช้า ๆ เขาไม่พูดขอบคุณทันที เพราะรู้สึกว่าคำขอบคุณอาจเบาเกินไปสำหรับวิธีที่นางเลือกยืนข้างเขาในครั้งนี้
สุดท้ายเขาจึงเพียงพยักหน้า “ข้าจะไม่หันไปหา”
เสี่ยวอวี่ยิ้มเล็กน้อย “ดี เพราะถ้าเ้าหันมาแล้วล้ม ข้าจะโกรธมาก”
“ข้าจะพยายามไม่ทำให้เ้ามีเหตุผลโกรธ”
“ขอให้จริง”
นางอยู่ไม่นาน หลังเห็นเขาเริ่มกิน นางก็ลุกออกไปเหมือนไม่อยากให้การมาเยี่ยมกลายเป็ฉากใหญ่ เย่เทียนมองประตูที่ปิดลงเบา ๆ แล้วกลับมากินข้าวต้มจนหมดทุกคำ รสชาติเรียบง่าย แต่ทำให้ท้องอุ่นและหัวใจนิ่งลงกว่าที่คาด
คืนนั้นเขาไม่ฝึกถุงทราย ไม่ลองดึงความอุ่น และไม่อ่านบันทึกลมหายใจเกินสองหน้า เขาเพียงนั่งทบทวนแผนทีละหมวด หลับตานึกภาพลานประเมินโดยไม่ปล่อยให้จินตนาการเกินจริง เมื่อถึงหมวดชีพจร เขาไม่ได้นึกว่าศิลาจะสว่าง ไม่ได้นึกว่าคนทั้งลานเงียบเพราะอัศจรรย์ และไม่ได้นึกถึงคำเยาะเย้ยของเย่ิ
เขานึกเพียงฝ่ามือตนเองวางลงบนผิวหินเย็น และลมหายใจที่ไม่รีบ
พอถึงเวลานอน เขาพับกระดาษแผนทั้งหมดใส่ไว้ใต้หมอน ไม่ใช่เพราะเชื่อว่ามันจะคุ้มครองเขา แต่เพราะตอนลืมตาขึ้นมา เขาอยากให้สิ่งแรกที่แตะมือไม่ใช่ความกลัว แต่เป็สิ่งที่เขาคิดมาแล้ว
เสียงในตระกูลค่อย ๆ เงียบลงทีละชั้น เรือนฝึกปิดไฟ เรือนครัวหยุดเสียงหม้อ และลมกลางคืนพัดใบไม้ข้างหน้าต่างจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ เย่เทียนนอนตะแคง มองเงากิ่งไม้ที่ขยับบนผนัง หน้าอกยังมีความหน่วงจาง ๆ แต่ไม่รบกวนลมหายใจเท่าเดิม
เขาเกือบหลับไปแล้ว ตอนที่เสียงระฆังจากลานใหญ่ดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ไม่ใช่ระฆังเรียกคน
เป็ระฆังตรวจเวร
เสียงนั้นย้ำว่าคืนก่อนวันประเมินผ่านไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เย่เทียนหลับตาลงอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ลืมตาขึ้นมาจดอะไรเพิ่ม
ไม่ฝึกเพิ่ม
ไม่คิดเพิ่ม
เพียงปล่อยให้ร่างกายได้ทำสิ่งที่เขามักมองข้ามที่สุดในหลายวันที่ผ่านมา
พัก
ก่อนฟ้าสาง เสียงไม้กวาดของคนงานเริ่มดังจากลานใหญ่ ไม่นานนัก ประตูเรือนของเย่เทียนก็ถูกเคาะหนึ่งครั้งตามกำหนด เขาลืมตาขึ้นทันที มือแตะใต้หมอนและดึงกระดาษแผนออกมาอย่างที่ตั้งใจไว้
ด้านนอกมีเสียงผู้ดูแลลานดังลอดเข้ามา
“ผู้เข้าประเมินรวมตัวที่ลานใหญ่ภายในครึ่งก้านธูป”
เย่เทียนลุกขึ้น พับกระดาษเก็บไว้ในอกเสื้อ ล้างหน้า เปลี่ยนชุดฝึก และพันผ้ารอบหน้าแข้งใหม่อย่างไม่รีบร้อน เมื่อเปิดประตูออกไป อากาศเช้าตีเข้าหน้าเย็นจัดจนเขาตื่นเต็มตา
ทางไปลานใหญ่ยังมืดอยู่บางส่วน แต่ปลายทางมีแสงคบเพลิงเรียงเป็แนวแล้ว
วันนี้ลานประเมินเปิดจริง
และชื่อของเขาอยู่ในลำดับที่เจ็ด