บทที่ 3 การกลับมาของหกเซียน
หนึ่งเดือนต่อมา
ท่ามกลางบรรยากาศยามอรุณรุ่งเหนือพงไพรหนาทึบของเทือกเขาไท่ซวน ร่างของหลิวชิงทะยานเหาะเหินอย่างสง่างามนำหน้ากลุ่มศิษย์เอกยอดฝีมือทั้งห้าคนจากสำนักเซียนหลิวที่เขาเป็ผู้ก่อตั้ง เหล่าศิษย์ล้วนมีตบะบำเพ็ญอยู่ที่ระดับ ก่อกำเนิด
การที่พวกเขายอมย่างกรายเข้ามายังเขตแดนอันตรายแห่งนี้ ก็เพื่อเสาะแสวงหาสัตว์ิญญาอันทรงพลังมาสังหารและดูดซับตบะบำเพ็ญเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตน
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปและยิ่งถลำลึกเท่าใด ภยันตรายรอบทิศทางก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนน่าหวั่นใจสำหรับเหล่าศิษย์
ทว่าสำหรับหลิวชิงแล้ว ต่อให้เป็สัตว์ิญญาที่ดุร้ายที่สุดในเทือกเขาไท่ซวน ก็มิอาจระคายเคืองผิวหรือสร้างรอยขีดข่วนให้แก่เขาได้แม้แต่นิดเดียว
ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องพลันะเิขึ้นจนมวลอากาศแทบจะฉีกขาดเป็จลาจล ปรากฏร่างของสัตว์ิญญาร้ายที่มีระดับตบะทัดเทียมกับเหล่าศิษย์เอกของเขาอย่างน่าประหวั่นเกรง
“... ตรงนี้แหละ” หลิวชิงที่เหาะทะยานนำมาพลันหยุดชะงัก ร่างสงบนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างมั่นคง
“ท่านอาจารย์! สัตว์อสูรเหล่าแม้จะอยู่ในระดับก่อกำเนิดก็จริง แต่มันกำลังจะข้ามผ่านเข้าสู่ขั้นแปลงิญญาแล้วมิใช่หรือ!” ศิษย์เอกคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อย่าได้หวาดหวั่นไป... ในเมื่อมากับข้า พวกเ้าจงทุ่มสุดกำลังสู้ให้เต็มที่ หากผู้ใดต้านทานไม่ไหว ข้าจะเข้าช่วยเหลือในทันที” หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยตบะอันแก่กล้า
“ข้าจะสร้างค่ายกลปิดกั้นพื้นที่ไว้ มิให้สัตว์อสูรตัวอื่นเข้ามาสอดแทรกได้ พวกเ้ามีห้าคนพอดี... และที่เบื้องล่างนั่น สัตว์ิญญาก็มีห้าตัวให้พวกเ้าได้ประลองฝีมือพอดีเช่นกัน!”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากอาจารย์ เหล่าศิษย์เอกก็พลันยืดอกขึ้นด้วยความมั่นใจ “รับทราบขอรับท่านอาจารย์!”
หลิวชิงวาดมือออกไปอย่างสง่างามเพียงครั้งเดียว ค่ายกลทรงพลังก็พลันปรากฏพร้อมลำแสงพุ่งขึ้นจากพื้นดิน กักขังสัตว์ิญญาทั้งห้าไว้ภายในเขตแดนที่ไร้ทางหนี
“ไปได้... จงทุ่มเทการต่อสู้นี้ให้เต็มที่!” หลิวชิงเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจ
เวลาผ่านไป สิบ นาที
เวลาผ่านไป ยี่สิบ นาที
หลิวชิงเพียงปรายตามองด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ากลับมองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อศิษย์สี่ในห้าคนเริ่มเพลี่ยงพล้ำจนยากจะต้านทานไหว เขาจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าแทรกแซงโดยเร็ว
หลิวชิงเร่งโคจรพลังไว้ที่ฝ่ามือก่อนจะกำหมัดแน่นเพียงคราเดียว ทันใดนั้น ค่ายกลที่รายล้อมอยู่ก็มลายหายวับไป พร้อมกับร่างของสัตว์ิญญาระดับก่อกำเนิดที่ะเิออกเป็เสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา
เหล่าศิษย์ทั้งสี่รีบทะยานกลับมาเบื้องหน้าของหลิวชิง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะคำนับด้วยความละอายใจ "พวกข้าไร้ความสามารนัก... ขออภัยที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังและต้องลงมือด้วยตนเองขอรับ!"
"จงลุกขึ้นเถิด... มิต้องรู้สึกผิดไปหรอก ข้ามิได้คาดหวังว่าพวกเ้าจะต้องได้รับชัยกันเสียทุกคน ขอเพียงมีผู้ที่ทำสำเร็จได้เพียงหนึ่งคน ก็นับว่าคุ้มค่าเกินพอแล้ว พวกเ้าจงเร่งรั้งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังกายรอสหายของพวกเ้าเสีย"
หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเปี่ยมด้วยความเมตตา เพียงชั่วครู่ ศิษย์คนสุดท้ายที่ยังสู้กับสัตว์ิญญาร้ายก็สามารถปลิดชีพมันลงได้สำเร็จ และในยามนี้เขากำลังเข้าสู่ห้วงภวังค์เพื่อดูดซับตบะบำเพ็ญอันมหาศาลจากซากสัตว์ิญญาตัวนั้น
ทันใดนั้น ััแห่งเซียนของหลิวชิงพลันสั่นสะท้านเมื่อเขารับรู้ได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่คุ้นเคย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความอ่อนแรงอย่างน่าประหลาด
"ท่านอาจารย์... เกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ?" ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความฉงนเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลิวชิง
"หกมหาเซียนกลับมาแล้ว..." หลิวชิงพึมพำด้วยใบหน้าฉงนสงสัย "ข้าต้องรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ ข้าััได้ว่าพวกเขาได้รับาเ็!"
หลิวชิงทอดสายตามองไปยังศิษย์คนสุดท้ายที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งการดูดซับตบะบำเพ็ญ ก่อนจะหันมาสั่งกำชับศิษย์ที่เหลือด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ฝากพวกเ้าดูแลสหายให้ดี..." สิ้นคำกล่าว หลิวชิงพลันวาดมือกลางอากาศ รังสรรค์ค่ายกลขนาดั์ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางนับหลายสิบลี้เพื่อเป็ปราการคุ้มภัย
"ขอรับท่านอาจารย์!" เหล่าศิษย์ทั้งสี่รีบขานรับและก้มตัวลงโค้งคำนับด้วยความเคารพ ทว่าเพียงอึดใจที่พวกเขาเงยหน้าขึ้น ร่างของหลิวชิงก็เลือนหายวับไปราวกับอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายพลังอันเจือจางที่ตอกย้ำถึงความเร็วเหนือจินตนาการ