บทที่ 4 กำลังแห่งการก่อฏ
“ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ แม้ไม่รู้ว่าจะสามารถฝ่าทัพทหารนับแสน เข้าออกได้อย่างอิสระถึงเจ็ดครั้งหรือไม่ แต่ข้าก็อยากลองดูสักครา” จูซู่กล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
‘พละกำลังนับหมื่นจินเช่นนี้ หาใช่เื่เล่น ๆ ไม่’
‘ยิ่งไปกว่านั้น! พลังัคชสารขั้นที่เจ็ด ยังทำให้ร่างกายของข้ายิ่งแข็งแกร่งน่าหวาดหวั่น’
‘ห่างไกลจากคำว่าหนังเหนียวคงกระพันอยู่บ้าง แต่หากโดนฟันด้วยคมดาบธรรมดา ๆ ก็แค่เพียงผิวนอกของเขาเท่านั้นที่อาจจะฉีกขาด แม้แต่กล้ามเนื้อก็ยังไม่อาจทำอันตรายได้ ไหนเลยจะเอ่ยถึงเอ็นกระดูก’
‘หากสวมใส่ชุดเกราะที่ดูดีสักหน่อย ป้องกันการโจมตีชั้นแรกเอาไว้ได้ เมื่อผนวกกับร่างกายที่แข็งแกร่งของตนเอง ก็สามารถบรรลุถึงขั้นคงกระพันได้เช่นกัน’
‘เผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น ก็สามารถพุ่งทะยานฝ่าไปได้อย่างไม่เกรงกลัว’
‘ในสถานการณ์เช่นนี้ หากอีกฝ่ายไม่อาจทำอันใดข้าได้ มีแต่จำนวนคนที่ล้มตายด้วยน้ำมือของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเป็กองทัพนับหมื่น ก็ย่อมจะขวัญหนีดีฝ่อ’
‘หากในเวลานั้น จูซู่ผู้นี้บุกตะลุยเข้าไปกลางกองทัพ สังหารแม่ทัพใหญ่สักสองสามคน กองทัพนับแสนแล้วอย่างไร? พวกมันก็มีค่าเพียงผงธุลี มิอาจต้านทานคมดาบข้าได้ พวกมันย่อมจะพ่ายแพ้ยับเยินภายในพริบตาเดียว’
‘คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่า หากในการศึกใหญ่ครั้งใด กองทัพต้องสูญเสียกำลังพลเกินสามส่วน ย่อมส่งผลต่อขวัญและกำลังใจอย่างใหญ่หลวง ถึงขั้นอาจทำให้กองทัพแตกพ่ายได้’
‘เมื่อใดที่กองทัพขาดขวัญกำลังใจ เมื่อนั้นความพ่ายแพ้ก็มิอาจหลีกเลี่ยง’
‘ส่วนปืนใหญ่ ข้าย่อมตระหนักถึงภัยของมัน ข้ามีเวลาเเละสติปัญญาที่จะรับมือกับมันได้’
‘สมัยต้าิแม้จะมีปืนใหญ่ แต่ปืนใหญ่ยุคนั้นไม่อาจเทียบกับปืนใหญ่ยุคปัจจุบันได้’
‘หากอยู่ในยุคปัจจุบัน อย่าว่าแต่จะะเิพลังได้หนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นจิน แม้แสนจินหรือล้านจิน ข้าก็มิอาจอวดดีได้’
“มิสู้ ลองฏดูสักครั้ง?”
“ขับไล่จูต้าหลงลงจากบัลลังก์ ให้เขากลายเป็เหมือนหลี่หยวน เป็ไท่ซ่างหวงสักครา”
“ด้วยวิชาความรู้ของข้าในยุคปัจจุบัน หากจะให้ปกครองต้าิให้รุ่งเรือง คงมิใช่เื่ยากเย็นอันใดกระมัง!”
“ครั้นเมื่อใดที่ข้าได้ครองราชย์เป็ฮ่องเต้จนเป็ที่หนำใจแล้ว ก็จะสละบัลลังก์ัทองให้แก่พี่ใหญ่ หรือแม้แต่จะมอบให้แก่ท่านพี่สี่ ก็มิใช่เื่ที่เป็ไปมิได้”
“หลังจากนั้น ข้าก็จะขอแคว้นเล็ก ๆ สักแห่ง ใช้ชีวิตเป็อ๋องอย่างเสรี”
“เมื่อใดที่ข้าได้ขึ้นเป็ฮ่องเต้ คำพูดของข้าย่อมศักดิ์สิทธิ์ดุจดั่งวาจาเทพ พูดสิ่งใดย่อมถูกต้องทุกประการ เพียงเอ่ยปากก็กลายเป็ราชโองการ อีกทั้งยังมีสนมกำนัลแสนงดงามถึงสามพันนาง”
“เมื่อลองคิดดูแล้ว ช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!” จูซู่กล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง
“เฮ้อ!”
ครุ่นคิดได้ดังนั้น จูซู่ก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ก่อนเอ่ยว่า “ข้าต้องมีเหตุผลที่สมควร ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะคิดก่อฏต่อสกุลจูเช่นนี้ได้!”
“ผู้อื่น ข้าไม่ใส่ใจ ปล่อยพวกมันจะคิดเห็นเช่นไรก็ตามใจ”
“แต่ท่านแม่ นางคงต้องมาเค้นถามข้าเป็แน่”
“เฮ้อ! ช่างยากเสียจริง!”
‘สำหรับบิดาอย่างฮ่องเต้จูหยวนจางนั้น ในใจของจูซู่ผู้นี้ล้วนไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง แม้จะมีความผูกพันธ์ดุจญาติ แต่ก็มิได้มากมายอันใด เื่นี้ถือเป็สิ่งที่สองฝ่ายต่างรู้สึกเช่นเดียวกัน ฮ่องเต้จูหยวนจางทรงมอบความรักใคร่ดุจบิดามีต่อโอรสองค์โตเช่นองค์ชายจูเปียวไปเสียเก้าส่วน’
‘ส่วนที่เหลือเพียงหนึ่งส่วนนั้นจึงได้ถูกแบ่งให้กับบุตรชายคนอื่น ๆ ที่เหลือ’
‘ส่วนความรักที่จูซู่ผู้นี้ได้รับนั้น นับว่าน้อยนิดยิ่งนัก’
‘ยิ่งไปกว่านั้น! การอบรมสั่งสอนที่ฮ่องเต้จูหยวนจางทรงมอบให้แก่เหล่าโอรสนั้น ล้วนเป็การสั่งสอนโดยใช้ความรุนแรง หากฮ่องเต้จูหยวนจางทรงไม่พอพระทัย สิ่งที่รออยู่คือการถูกเฆี่ยนตีด้วยพื้นรองเท้า หรือไม่ก็ถูกหวดด้วยกิ่งหนาม หรือมิเช่นนั้นก็คงจะเป็ไม้กระบองที่ฟาดเข้ามาโดยตรง’
ด้วยเหตุนี้ บรรดาโอรสองค์อื่น ๆ นอกจากจูเปียว ต่างพากันหวั่นเกรงพระบิดาดุจบิดามารดาผู้แสนโหดร้าย ยิ่งกว่าความรักใคร่เคารพ
ทว่าฮองเฮาหม่า หรือพระมารดาของพวกเขานั้นช่างแตกต่าง นางทรงมอบความรักใคร่ให้กับโอรสธิดาทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็จูเปียว จูฉวง หรือแม้แต่จูซู่ ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับความรักจากนางอย่างเต็มเปี่ยม
บางที…
ฮองเฮาหม่าอาจทรงทราบดีว่า ความรักที่องค์ฮ่องเต้มีต่อโอรสนั้นช่างไม่เท่าเทียมกันเอาเสียเลย ดังนั้นความรักจากพระมารดาเช่นนางจึงต้องยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ความหวั่นเกรงที่จูซู่มีต่อฮองเฮาหม่านั้น เกิดจากความเคารพรักในพระมารดาอย่างแท้จริง
เพราะรักและเคารพจึงเกิดเป็ความกลัว
แต่สำหรับฮ่องเต้จูหยวนจางแล้ว กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง
มิใช่แค่จูซู่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็จูส่าง จูตี้ หรือจูกัง ก็ล้วนเป็เช่นเดียวกัน
“ช่างเถิด!” จากนั้นจูซู่ก็เอ่ยต่อว่า “อย่าก่อฏเลย! เป็อ๋องผู้สุขสบายเช่นนี้ดีกว่า! ค่อยดูกันว่าพอจะช่วยท่านพี่เปียวได้หรือไม่! หากช่วยได้ ก็ให้เขาเป็ฮ่องเต้เถิด!”
“ด้วยนิสัยของเขา คงปฏิบัติต่อพวกเราพี่น้องด้วยดี”
“ส่วนเจี้ยนเหวินไอ้ลูกเต่า! จะไปตายที่ไหนก็ไป! เกือบลืมไป หากหลานชายของข้า จูสยงอิงไม่ตาย เขาก็คือรัชทายาทคนต่อไปของต้าิแล้ว”
“ดูเหมือนว่าเขาจะสิ้นด้วยโรคฝีดาษ”
“แค่ให้เขาได้รับการปลูกฝี ก็จะมีภูมิต้านทานโรคฝีดาษแล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา จูสยงอิง เด็กคนนี้ไม่เลวเลย ดีกว่าเ้าลูกเต่าเจี้ยนเหวินมากนัก”
“แต่ว่า… การที่จู่ ๆ จูสยงอิงก็ได้รับเชื้อฝีดาษมานั้น เป็อุบัติเหตุหรือว่ามีผู้ใดจงใจกันแน่”
กล่าวถึงตรงนี้ จูซู่ก็ขมวดคิ้วอย่างมิอาจห้ามได้
“หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าลอบทำร้ายจูสยงอิงต่อหน้าฮ่องเต้จูเป็แน่ แต่ตำหนักบูรพานั้นมิใช่สถานที่ที่พระองค์จะสอดส่องได้ทั่วถึง ดูเหมือนว่าทั่วทั้งใต้หล้า นอกจากตำหนักบูรพาของจูเปียวแล้ว ที่อื่นล้วนมีสายตาของพระองค์คอยสอดส่องอยู่ทั้งสิ้น”
“ในกรณีเช่นนี้ หากมีคนใดกล้าหาญเสี่ยงอันตรายเล่า?”
“ถึงจะมีความเสี่ยง แต่ว่าหากสำเร็จ ก็จะสามารถได้รับผลประโยชน์ที่ไม่สามารถจินตนาการได้”
“ดูท่า!”
คิดมาถึงตรงนี้ จูซู่ก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นก็กล่าวกับตนเองต่อว่า “ต้องจัดให้มีนักรบเงาหนึ่งถึงสองคนแอบอยู่ข้างกายนางสนมหลู่ผู้นั้น ดูว่านางมีความคิดเช่นนั้นหรือไม่”
“ปีนี้คือหงอู่ปีที่สิบสาม ตามประวัติศาสตร์ จูสยงอิงเสียชีวิตในหงอู่ปีที่สิบห้า ยังมีเวลาอีกสองปีมิใช่หรือ?
“ปีนี้คือหงอู่ปีที่สิบสาม นั่นมิใช่ปีที่หูเหวยหยงตายหรอกหรือ!” จูซู่เอ่ยถาม
“หืม?”
“พวกนั้นคือองครักษ์เสื้อแพร!”
“ท่านช่างบังอาจนัก ท่านพ่อ เหตุใดจึงส่งองครักษ์เสื้อแพรมาที่วังของข้าเช่นนี้”
“หนึ่ง สอง สาม”
“บัดซบ!”
จูซู่สบถออกมาอย่างเหลืออด “ท่านพ่อ นี่มันเกินไปแล้ว! ถึงกับส่งองครักษ์เสื้อแพรมาตั้งสิบคน เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะก่อฏให้ดูเสียเลย! ดูท่าทั้งวังหลวง คงมีเพียงตำหนักตะวันออกเท่านั้นที่ไร้เงาองครักษ์เสื้อแพรของท่านพ่อ”
“พวกมันไปที่สวนหลังจวนของข้า ้าสิ่งใดกัน?”
“ช่างหัวมันเถิด! ไหน ๆ ที่สวนด้านหลังก็ไม่มีสิ่งใดปิดบัง ให้พวกมันค้นไปเถิด!”
ก่อนหน้านี้ จูซู่ไม่เคยสังเกตเห็นองครักษ์เสื้อแพรที่ซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงมาก่อน
ครั้นเมื่อฝึกปรือวิชาพลังัคชสารจนบรรลุถึงขั้นเจ็ด ก็ทำให้จู่ซู่มีััที่ดีขึ้นอย่างก้าวะโ หยั่งรู้ความเป็ไปรอบกายในรัศมีร้อยเมตรได้ชัดเจนทุกสรรพสิ่ง
“บันทึกเล่มแรกข้าเขียนจบแล้ว ควรหรือไม่หนอที่จะเขียนเล่มต่อไป”
“น่าเบื่อนัก องค์ชายอย่างข้าต้องมาขีดเขียนบันทีกเช่นนี้ แต่บันทึกเล่มนี้มิอาจตกถึงพระหัตถ์เสด็จพ่อเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นมิอาจคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดเื่ใดขึ้น”
“หากทรงหวาดระแวงว่าข้าคิดก่อฏ คุกคามบัลลังก์ของพระองค์ แล้วประสงค์ปลิดชีพข้าเล่า”
“เช่นนั้นข้าคงได้แต่ร้องไห้ให้ตนเอง”
“อย่างไรเสีย บัดนี้ข้าก็มีกำลังมากพอจะก่อฏ นี่จึงนับเป็บาปหนัก”
“เอาเถิด อย่าใส่ใจเื่นี้เลย”
[1] หูเหวยหยง (胡惟庸) เป็ขุนนางคนสนิทของ ฮ่องเต้จูหยวนจาง (朱元璋) ใน่แรก เขาได้รับความไว้วางใจอย่างมาก ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น อัครมหาเสนาบดีและผู้บัญชาการทหาร แต่ต่อมา เกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งระหว่างหูเหวยหยงกับขุนนางฝ่ายอื่น ๆ ในราชสำนัก รวมถึงขุนนางฝ่ายที่สนับสนุนลูกชายคนโตของฮ่องเต้ ในปีหงอู่ที่สิบสาม (พ.ศ. 1356) ฮ่องเต้จูหยวนจางกล่าวหาหูเหวยหยงว่าก่อฏและสั่งปะาชีวิตของเขาและคนในตระกูลทั้งหมด