พี่ครับ...ผมมารับส่วนบุญ

    Day 1 : วันที่ผมเจอ 'ไอ้นั่น' {PART 1}

    Day 1วันที่ผมเจอ ‘ไอ้นั่น’


    อากาศวันนี้ดีสุดๆ ไปเลย ลมเย็นๆ พัดเป่าเส้นผมของผมสะบัดไปในสายลม แดดในซอยนี้ก็ไม่ร้อนนักเพราะบ้านสองข้างทางต่างปลูกไม้ยืนต้นสูงจนร่มเงาของมันช่วยบดบังแสงอาทิตย์ จึงมีเพียงแสงรำไรของยามบ่ายส่องลงมาทักทายจากรอยแยกของพุ่มใบ สภาพอากาศช่างเป็นใจให้กับการย้ายบ้านหนนี้อีกอย่างภายในซอยที่ดูอบอุ่นเช่นนี้ก็มีเพื่อนบ้านน่ารักทั้งครอบครัวใหญ่ที่มักชอบออกมาตีแบดฯหน้าบ้าน คุณยายที่มักจะพาหลานน้อยออกมาหัดปั่นจักรยาน ดูยังไงก็เป็นย่านอยู่อาศัยที่มีคนพลุกพล่าน แถมทุกคนยังส่งยิ้มทักทายคนที่ผ่านมาครั้งสองครั้งอย่างผม นี่ล่ะ! ถึงจะเหมาะเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ การเริ่มต้นใหม่ที่สุดยอด!ดีที่สุดคือ...ตั้งแต่ผมเดินเข้ามาในซอยนี้ ผมยังไม่เห็นสัมภเวสีสักตัวคุณอ่านไม่ผิดครับ ถูกแล้ว ผมไม่เห็นสัมภเวสีสักตัว นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ สำหรับคนที่มีความสามารถประหลาดแบบนี้คุณจะคาดหวังอะไรได้อีกครับ การไม่เห็นผีเป็นสิ่งประเสริฐ ผมพูดเลย เอาอายุตัวเองมาข่มด้วยเอา ผมเห็นผีมามากกว่ายี่สิบปี เรียกว่าตั้งแต่เริ่มแยกออกว่าอันไหนผีอันไหนคนนะ เพราะในช่วงเวลาที่เด็กมากๆ ผมแยกไม่ค่อยออกหรอก แถมไม่รู้เรื่องพอจะสื่อสารให้ใครเข้าใจด้วยว่าผมเห็นผี ฝรั่งเค้าคงเรียกหรูๆ ว่าผมมีเพื่อนในจินตนาการเยอะแต่เพื่อนในจินตนาการของผมเนี่ยดันมีมากหน้าหลายตาเหลือเกิน บางคนก็ใจดี แค่โผล่มานั่งข้างๆ เปลของผม ส่งยิ้มให้พร้อมช่วยไกวเปลในเวลาที่แม่ผมต้องไปทำกับข้าว พอเห็นผมทำท่าจะหัวเราะเอิ้กอากชอบใจ เธอก็ยกนิ้วชี้ขึ้นจุ๊ปากบอกให้ผมเงียบ ผมชอบเธอนะ ความรู้สึกที่จำได้มีเท่านี้ จำหน้าตาเธอได้ไม่ชัดเจน วันหนึ่งเธอก็แค่หายไปเฉยๆบางคนก็ชอบขู่ผม น่าจะช่วงผมเดินได้คล่องแคล่ว ผมเห็นใครบางคนอยู่ตรงระเบียงห้องจึงตั้งใจเดินไปดู ตอนนั้นมันมืดมองไม่ชัดนัก แต่เมื่อผมเริ่มเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงเห็นว่าเขาเป็นผู้ชายกำลังก้มหน้าเล็กน้อย เดินไปอย่างเชื่องช้าตามประสาเด็กจนเริ่มเห็นว่าดวงตาคู่นั้นแทนที่จะมองพื้นกลับจดจ้องมาทางผม ที่ประหลาดคือส่วนที่ควรเป็นจมูกกับปากนั้นกลับมีเพียงเศษชิ้นเนื้อเละๆ ห้อยหยดย้อยราวกับเนื้อหมูที่ถูกแขวนในตลาดสด สักพักดวงตาทั้งสองก็ค่อยๆ ดิ้นออกมาจากส่วนที่เป็นเบ้าตา ผมล้มก้นกระแทกและร้องไห้งอแง พยายามจะบอกพ่อที่เข้ามาอุ้มปลอบว่ามีอะไรตรงนั้นแต่ก็พูดไม่ถูก มันยังคงมองมาที่ผมอย่างไม่วางสายตา คืนนั้นผมไม่ยอมนอน...ไม่นอนจนกว่าพ่อแม่จะเอาไปนอนห้องอื่นถึงหลับไปด้วยความอ่อนเพลียผมก็ไม่อยากเล่าเรื่องพวกนี้เยอะหรอก แต่มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ผมอยากเอามันออกไปใจจะขาด พอผมเริ่มเข้าอนุบาล ครูเริ่มเห็นผมคุยคนเดียว เพื่อนคนอื่นไม่ค่อยอะไรกับเรื่องนี้ของผมนัก บางคนคล้อยตามเหมือนเห็นกับผมด้วย ผมจึงแฮปปี้กับการแนะนำให้เพื่อนรู้จักกับสิ่งที่ผมมองเห็น มีเพียงเด็กสาวคนนึงที่ดูไม่ค่อยคุยกับใครที่ตัดสินใจเดินมาบ่นใส่ผมว่า “คุยอะไรหนักหนา ไม่เห็นมีใครสักคน นายคุยกับตัวเองได้ด้วยเหรอ?”อึ้งไปเลยครับผม เพื่อนในห้องด้วย แต่เธอไม่สนใจเพียงสะบัดผมเดินกลับไปนั่งเล่นตัวต่อเลโก้เพียงลำพังต่อไป ผมมองดีๆ เธอก็ดูมืดมนไม่ต่างกับสิ่งที่ผมมองเห็น ผมหน้าม้าของเธอยาวจนแทบปิดดวงตาเวลาเธอก้มหน้า เธอดูเหมือนผีมากกว่าผีเด็กๆ ที่มาคอยเล่นกับผมชะมัดเรื่องการเห็นผีมันแย่ลงตอนเข้าประถม ผมยังมีความเชื่อว่าเพื่อนๆ เข้าใจและมองเห็นได้เหมือนผม ทว่าดูเหมือนจะไม่เป็นแบบนั้น ทุกคนเริ่มมองว่าผมประหลาดที่คุยเป็นวรรคเป็นเวรกับเพื่อนล่องหน บางครั้งผมก็ร้องไห้วิ่งหนีอะไรสักอย่างเหมือนคนบ้า อย่างหลังนี่เป็นบ่อยมากขึ้น แน่ล่ะ ก็ตอนหลังๆ สิ่งที่ผมเห็นมันดูน่ากลัว ไม่พอดูเหมือนมันจะพยายามเกาะติดและขอบางสิ่งจากผมจึงต้องหนี ครูเริ่มพยายามเรียกผู้ปกครองมาพบ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าครูพูดอะไรกับพ่อแม่บ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม่พยายามให้ผมย้ายโรงเรียนจนมีปากเสียงกับพ่อที่เห็นต่าง ครอบครัวผมเหมือนแก้วที่เริ่มมีรอยร้าวผมได้เรียนที่เดิมเพิ่มเติมคือฉายาต่างๆ ที่เพื่อนสรรหามาเรียก ตั้งแต่ไอ้บ้า เด็กเพี้ยน เด็กหลอน เพื่อนทุกคนพยายามหนีออกห่าง ผมเริ่มเข้าใจว่าคนรอบตัวมองว่าผมโกหกในสิ่งที่ผมเห็น พ่อเองสั่งให้ผมเลิกคุยกับอะไรที่เห็นในที่สาธารณะเพื่อให้ดูเหมือนคนปกติ เจออะไรน่ากลัวก็ทำนิ่งซะ อดทนเดี๋ยวมันก็หายไปเอง แต่ถึงผมเลิกทำตอนนี้...ทุกคนก็ยังมองว่าผมเป็นไอ้ตอแหลจอมเรียกร้องความสนใจการย้ายโรงเรียนตอนมัธยมทำให้ผมมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ แต่สิ่งที่ผมเสียก็รุนแรงเหลือเกิน พ่อของผมเสียชีวิต และนั่นเหมือนทำให้รอยร้าวมันขยายจนแตก ใจของแม่ผมเหมือนแก้วใบนั้น แม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเศร้าทำให้แม่เริ่มหมกมุ่นกับความสามารถของผม ทุกครั้งที่เจอหน้าแม่จะถามเสมอว่าผมมองเห็นพ่อบ้างไหม...เพื่อนๆ ไม่ล้อผม ไม่บูลลี่แบบเด็กประถมแล้วก็จริง แต่การที่แม่พยายามถามผมเสมอว่าผมมองเห็นพ่อไหมมันลำบากใจมากนะครับ และเมื่อถามผมไม่ได้ความ แม่เริ่มไปติดหมอดูมากขึ้น เวลาพบหน้าผมระยะหลังก็จะกลายเป็นอยากให้ผมสื่อสารกับคนตายให้มีประโยชน์กว่านี้ มองเห็นแล้วก็หาทางคุยเพื่อบำบัดทุกข์ให้คนที่อยากเห็นไม่ได้เห็นรับรู้ พูดง่ายๆ แม่ผมอยากให้เปิดสำนักทรงเจ้าเข้าผีหาเงินแทน เอากะเค้าสิ แต่หลังจากพ่อตาย การที่ผมพยายามที่จะมองเห็นวิญญาณของพ่อทำให้ผมเริ่มมองเห็นสัมภเวสีน่าเกลียดน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผีสาวใจดีที่มาคอยดูแล อีเด็กน่ารักที่มาเล่นด้วยกัน พวกนั้นผมแทบไม่พบเจอเลย มีแต่อะไรบางอย่างที่มาหลอกหลอนและทำอันตราย คล้ายว่าเมื่อผมเห็นพวกมันแล้วจะช่วยพวกมันได้ ผมทำได้แค่ทำบุญเท่านั้นล่ะคร้าบ แต่ไม่มีเงินมากนักเลยไม่ได้ทำบ่อย พอไม่ทำพวกมันก็ยิ่งเล่นแรงขึ้นการเล่นแรงนี่แหละที่ทำให้ผมกลัวผีขึ้นมา จากตอนเด็กๆ กลัวบ้างแต่ไม่หลอน พอโตขึ้นมาสักมัธยมต้นก็เริ่มหลอน ผมจึงน้อมนำคำพ่อสอนมาใช้ อย่าไปสนใจ อดทนเดี๋ยวมันก็ไป แต่ผีบางตัวก็ดื้อด้านเกิน เล่นเอาผมนอนกอดพระ ใช้หมอนลายคาถาชินบัญชร แปะยันต์ เปิดไฟนอน ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้นั่นแหละเล่าเรื่องตัวเองมานานเกิน ตอนนี้ก็ถึงหน้าบ้านพอดี มันเป็นบ้านหลังท้ายซอยสภาพใหม่แตกต่างจากหลังอื่นๆ มีบ้านขนาบอยู่สองหลังข้างๆ ผู้เป็นเจ้าของตั้งใจจะสร้างให้ลูกของเขาอยู่แต่ดูเหมือนพอทำเสร็จจะไม่มีใครมาอยู่เลยขายทอดออกมาจนถึงมือผมในราคาที่ค้านกับขนาดและสภาพบ้านอย่างเหลือเชื่อ บ้านสองชั้นขนาดสามห้องบน สามห้องล่าง สองห้องน้ำ มีที่จอดรถ แถมที่ดินตรงนี้กว้างขวาง มีบริเวณสวนร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สนามหญ้าที่เคยสูงจากครั้งก่อนที่มาตอนนี้มีคนเขามาช่วยตัดให้แล้ว ทั้งหมดนี่ผมมองเห็นจากประตูรั้วระแนงเหล็กเปิดโล่ง อืม...ประตูสวย แต่เมื่อผมมองเห็นสภาพบ้านได้ ขโมยก็คงมองได้พูดถึงการมอง ดูเหมือนทุกคนในซอยจะจ้องผมกันใหญ่เมื่อเห็นผมหยุดอยู่หน้าบ้านนี้ แรกๆ ผมก็ไม่ทันได้สนใจหรอก แต่พอเข้าไปทางประตูเล็กมุมรั้วและหันกลับมาปิด เหลือบมองออกไปสบตาชาวบ้านเหล่านั้น พวกเขาเห็นผมมองก็รีบหันกลับไปทางอื่นหรือทำเป็นสนใจกิจกรรมที่ทำอยู่แทนหรือว่าบ้านนี้จะมีอะไรอยู่วะ?ผมอดคิดไม่ได้ แต่ตอนมาดูบ้านผมเดินสำรวจไปทั่วแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร กอต้นกล้วยหลังบ้านก็สงบดี แถมภายในบ้านก็ไม่อึมครึมหรือเยือกเย็นเพราะมีพลังงานบางอย่าง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงมีแต่ตุ๊กแกที่แอบอยู่ข้างกำแพงบ้านคอยร้องทักให้ตกใจเวลาเดินผ่าน อีกอย่างผมยังไม่จัดขึ้นบ้านใหม่ก็จริง (ยังไม่ทันอยู่เลย) แต่ก็กันเหนียวด้วยการนิมนต์พระท่านมาสาดน้ำมนต์ประหนึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์แล้ว ถ้ามันจะมี มันก็ต้องแข็งแกร่งชิบหายแหละครับเฟอร์นิเจอร์ผมเองก็แทบไม่ต้องซื้อเลย มันมีในบ้านอยู่แล้ว เจ้าของเดิมคงพร้อมจะอยู่มากจริงๆ ผมแทบขนมาแต่ของใช้ส่วนตัว อ๋อ มีแค่เตียง เพราะผมไม่กล้านอนเตียงที่อื่นถ้าไม่จำเป็น อุปกรณ์ทำมาหากินทั่วไปอย่างคอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์และอื่นๆ ทำนองนั้น พอดีผมทำงานเอเย่นซี่โฆษณาเล็กๆ ที่รวมหัวชาวแก๊งหุ้นกันเปิด ทำให้ส่วนมากผมทำงานที่บ้าน พบปะประชุมกันเป็นระยะตาม Co-Working Space กับไปเจอลูกค้า แทบไม่ได้ไปไหนมากนักหลังจากจัดเตรียมมุมทำงานที่ชั้นหนึ่งในโถงด้านที่มีแนวกำแพงกระจกเปิดโล่งสูงไปถึงหลังคา จุดนี้มองเห็นสวนในบ้านจัดว่าเป็นมุมที่ดี อย่างน้อยๆ แสงก็ส่องสว่างและโล่ง เหมาะสำหรับการต้องใช้สมองใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรียบร้อยแล้วผมก็เดินไปทางหลังบ้านเพื่อตรวจสอบ แล้วก็ได้ยินเสียงคล้ายคนข้างบ้านคุยกัน“มีคนย้ายเข้าอีกแล้ว”“ย้ายเข้าบ้านไหน?”“ก็จะหลังไหนล่ะ ก็อีผีบ้านข้างๆ เนี่ย”“เอาแล้วไง มันจะอยู่ได้สักกี่วันวะ?”“นี่เห็นเคยเอาพระมาสวดมาพรมน้ำมนต์ ก็คงพอทนมั้ง มันจะร้ายกว่าพระจริงๆ เหรอ”“ขนาดเอาพระตั้งไว้มันยังกล้า”“โอ๊ยตาย! เด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาดิบดี ไม่รู้จะโดนอะไรกับเค้าบ้าง ไอ้นั่นก็ร้ายนะ เล่นแต่ละคนแต่ละทีจัดหนักเหลือเกิน ไม่รู้มันเฮี้ยนอะไรมากมาย”“นี่แกนินทาขนาดนี้ไม่กลัวมันทะลุกำแพงมาหักคอเหรอ?”“อ้าวอีหอกนี่ ปากมงคลเหลือเกิน”ฟังเท่านี้ก็ไม่อยากฟังแล้ว ผมปิดประตูหนี ได้แต่หลอกตัวเองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ผีเผอที่ไหนกันจะไม่กลัวพระ ไม่กลัวน้ำมนต์ แต่เอาเหอะ ผมแม่งเตรียมพร้อมอยู่ล่ะ ไม่กลัวพระ ได้...ผมมีไม้กางเขน ดาวดาวิด พระแม่พระพ่อฮินดู เทพจีน เทพอียิปต์ เทพโรมัน เครื่องรางหลากหลาย ข้าวสารเสกก็พร้อม หลอกมาผมซัดก่อนไม่รอแล้ว ยันต์เยินแปะมันทุกทิศ เดี๋ยวจะให้คนมาติดสปอร์ตไลท์ไฟแรงสูงตรงสวนด้วย เอาแบบผีไม่แสบตาคนก็ตาบอดล่ะวะแต่ ‘ไอ้นั่น’ มันคืออะไรกันแน่? ชาวบ้านดูจะแตกตื่นกับมันมากจริงๆ บ้านนี่มันมีประวัติอะไรพิเศษไหมนะงานนี้คงต้องขอค้นในเนตดูสักหน่อย...อ้าว...แม่งก็ไม่มีอะไรนี่หว่า...ผมมองจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ตอย่างระอาใจ ดูเหมือนแม้แต่ในซอยเดียวกันก็ไม่มีบ้านไหนเลยที่มีประวัติผีๆ สางๆ จะว่าอยู่ติดกับวัดก็ไม่ใช่ สุสานหรือก็ไม่เห็น คิดอะไรไม่ออกเลยทีนี้ หรือพวกนั้นแกล้งคุยเล่นเพื่อให้ผมได้ยิน เพราะเสียงเปิดประตูหลังของผมมันก็น่าจะดังพอให้บ้านติดกันรู้สึกได้ เอาเหอะ...แม่งจะแกล้งหรืออะไร ผมติดยันต์มันทั่วบ้านแล้วทุกประตู จัดฮวงจุ้ยอย่างรอบคอบแต่ปัญหาคืออีเตียงนรกของผมเอง คงเพราะผมชอบนอนเตียงขนาดใหญ่ และห้องที่เลือกนอนดันเป็นห้องนอนที่เล็กเป็นรองห้องใหญ่ เพราะสภาพห้องใหญ่คือฝั่งหันหน้าไปทางสวนมีระเบียงไม่พอ ยังจะตีกระจกแทนผนังทั้งด้าน ลองคิดว่ามีใครมานั่งตรงระเบียงมองมาทางเตียงนอนเราสิน่าขนลุกขนาดไหน ถึงยังไม่ชัวร์ว่ามีผีหรือไม่ ผมไม่เสี่ยง ส่วนห้องเล็กลงมาด้วยสเกลห้องมันบังคับให้เตียงนอนของผมต้องหันปลายเท้าไปทางประตู ฮวงจุ้ยเรียกวิญญาณเรียกผีอำเอามากๆ ดีนะที่หัวไม่ได้หันไปทางทิศตะวันตกอีกเอาเถอะ เอาฮก ลก ซิ่ววางๆ บนหัวเตียงแทน พอดีเตียงหลังนี้มันมีช่องใส่ของวางของคล้ายตู้อยู่ตรงหัวนอน พอดีพระที่ขนมาขนาดไม่พอวางต้องไปหามาใหม่สักองค์ เพราะแต่ละองค์ที่มีวางครบทุกห้องแล้วจริงๆ บ้านนี้ใหญ่กว่าที่ผมคิด จากตอนที่มาดูก็ดีใจแค่ว่ามันมีหลายห้องแต่ไม่ได้ตรวจสภาพอย่างละเอียด หนำซ้ำพอเห็นว่าไม่มีผีหรือพลังงานอะไรเลยนำแค่พระและข้าวของที่มีอยู่มาผมจัดของในห้องนอนเสร็จก็ยืนชื่นชมกับมันพักหนึ่ง ห้องนี้ก็ยังมีระเบียงอีกด้านหันไปทางด้านสวนเพราะอยู่ติดกับห้องนอนใหญ่ ประตูด้านนั้นเป็นกระจกบานเลื่อนตรงข้ามกับข้างเตียงผม มีม่านสีน้ำเงินไม่เข้มหรืออ่อนจนเกินไปติดอยู่ จริงอยู่ว่าผมชอบสีเขียวมากกว่า แต่สีนี้ก็ดูไม่เลวเมื่อมองตัดกับสีของสนามหญ้าที่มองเห็นลอดผ่านรั้วระเบียงโปร่งทำด้วยเหล็กทาสีดำด้านลืมบอกว่าเจ้าของบ้านคงอายุไม่มากนัก ดูจากการเล่นสีและตกแต่งภายใน ห้องนอนนี้ของผมผนังครึ่งหนึ่งจนจรดพื้นเป็นสีเดียวกับผ้าม่านคือสีน้ำเงินแก่ ด้านบนจนถึงเพดานถึงทาสีขาว พื้นไม้ปาร์เก้สีอ่อนดูจะขัดกันอยู่บ้าง อยู่ไปเรื่อยๆ ผมอาจจะทาสีขาวให้หมดทั้งห้องจะได้ดูกว้างๆ ผมมองกลับไปทางปลายเตียงซึ่งไปจรดประตูห้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้านข้างประตูนั้นมีตู้เสื้อผ้าบิ้วด์-อินอยู่ขนาดเมตรกว่าๆ บานประตูทั้งสองทาสีแดงและน้ำเงินแก่ดูมีสไตล์ไม่เบาเดินไปเช็คประตูระเบียงและปิดผ้าม่านเรียบร้อย ผมจึงเดินไปตามทางเดินแคบๆ ชั้นสองซึ่งปูด้วยไม้อย่างเดียวกับในห้อง มันถูกตีให้แคบลงเพราะส่วนหนึ่งกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งให้กับโถงห้องกระจกข้างล่าง เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ผมก็ชอบที่จะมีจุดพักสายตาและแสงสว่างที่มากในเวลากลางวันที่ต้องทำงานตรงห้องนั้นผมชอบแสงสว่างมากกว่าความมืดแน่นอน และการได้นั่งทำงานในที่แสงเยอะๆ ดีต่อจินตนาการมากว่าที่แคบหลังคาต่ำ โดยเฉพาะเมื่องานที่ผมทำคืออะไรที่ต้องใช้ไอเดียค่อนข้างเยอะ ตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทของผมคือครีเอทีฟที่พ่วงหน้าที่ขายเพิ่มอีกนิด ก็ตามสภาพความกว้างใหญ่ของบริษัทดี ขณะที่กำลังจะเริ่มทำงานนั้นเอง เสียงกริ๊งประตูก็ดังขึ้น ทันทีที่เปิดประตูไม้ตรงลานจอดรถออกไป สิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้ทั้งยิ้มและสะท้านไปพร้อมกัน