ถึงจะรู้ว่าถุงเฉียนคุนล้ำค่า แต่เมื่อราคาปรากฏออกมาก็ทำให้คนมากมายต้องสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ เพิ่มราคาอีกห้าพันเหรียญทองในคราวเดียว คงมีแต่สามตระกูลใหญ่เท่านั้นที่มีความสามารถเช่นนี้
“ตระกูลฉินลงมือแล้ว!” คนจากกลุ่มอำนาจระดับกลางรู้สึกมุมปากขมเฝื่อนขึ้นมา ความสามารถของพวกเขายังคงห่างไกลจากสามตระกูลใหญ่มากนัก
“แล้วไปเถอะๆ ความสามารถของพวกเราย่อมไม่อาจเทียบกับสามตระกูลใหญ่ได้” กลุ่มอำนาจต่างๆ ถอดใจยอมแพ้ ถอนตัวจากการแข่งขัน
“ต่อไปก็เป็เวทีของสามตระกูลใหญ่แล้ว”
ผู้เฒ่ากัวยิ้มพลางผงกศีรษะ เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว มีสามตระกูลใหญ่แย่งชิงถุงเฉียนคุนก็นับว่าเพียงพอแล้ว คนอื่นๆ เพียงมาชมดูความครึกครื้นเท่านั้น
“ ผู้ดูแลหลู่บอกว่ามีเด็กหนุ่มระดับเสริมกำลังผู้หนึ่งจะแข่งขันกับสามตระกูลใหญ่ ตอนแรกข้ายังไม่แน่ใจอยู่บ้าง ตอนนี้ดูท่าผู้ดูแลหลู่คงคิดมากเกินไปแล้ว” ผู้เฒ่ากัวคิดในใจ
เด็กขายตั๋วที่อยู่ตรงมุมเล็กๆ มุมหนึ่งยังคงมีสีหน้าตื่นเต้น “ต่อให้เ้าเด็กนั่นสามารถร่วมแข่งประมูล แต่ก็แค่เทียบเคียงขุมกำลังระดับกลางเท่านั้น ไม่สามารถแย่งชิงกับสามตระกูลใหญ่ได้ ตอนนี้ สามตระกูลใหญ่ต่างก็เริ่มเสนอราคา เ้าเด็กนั่นแม้แต่โอกาสจะเสนอราคาสักครั้งก็คงไม่มีแล้ว!”
“ผู้ดูแลหลู่ สุดท้ายท่านก็ยังมองพลาดไปอยู่ดี!” เด็กขายตั๋วกอดอกราวกับว่าตนเองสามารถเอาชนะผู้ดูแลหลู่ได้ก็ไม่ปาน
“เ้าบ้านั่นก็แค่ทำเสียงหยิ่งผยองตอนซื้อตั๋วเท่านั้น ความจริงไม่ได้มีความสามารถที่จะลงแข่งเลยด้วยซ้ำ!” ฉินเหอหลินหัวเราะ มันคอยจับตาดูห้องหมายเลขสิบหกอยู่ตลอดเวลา จนตอนนี้ก็ยังไม่ได้ยินเสียงคนในนั้นเสนอราคา
“ท่านพ่อ ท่านคิดว่าถุงเฉียนคุนใบนี้สุดท้ายแล้วจะปิดประมูลด้วยราคาเท่าใด”
อวิ๋นต้ามั่วคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “หากดูจากความสามารถของสามตระกูลใหญ่ สมควรอยู่ที่ประมาณสามหมื่นเหรียญทองกระมัง”
“ข้าเสนอสามหมื่นเหรียญทอง!” น้ำเสียงของบุรุษวัยยี่สิบถึงสามสิบผู้หนึ่งดังขึ้นทั่วห้องโถง ทำให้ทั้งงานประมูลพลันตกอยู่ในความเงียบ ฝูงชนอดมองไปทางผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจไม่ได้
ผู้เสนอราคาย่อมเป็อวิ๋นโม่ บนตัวเขามีเงินเพียงสามหมื่นกว่าเหรียญทองเท่านั้น หากปล่อยให้เสนอราคาแข่งกันต่อไปคงต้องจ่ายสูงกว่าราคานี้ เขาจึงคิดจะพนันดูสักครั้ง เพิ่มราคาอีกหนึ่งหมื่นในคราวเดียวเพื่อข่มขวัญขุมอำนาจต่างๆ ไม่แน่ว่าอาจพอมีโอกาสอยู่บ้าง
อวิ๋นโม่ดัดเสียงเล็กน้อยจนฟังคล้ายคนหนุ่ม สำหรับอวิ๋นโม่ที่มีญาณหยั่งรู้ไกลร้อยจั้ง นี่ย่อมไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร เพียงปล่อยญาณหยั่งรู้ออกมาเล็กน้อยก็สามารถทำได้แล้ว ทั้งไม่ต้องใช้วิธีกดเสียงเอาไว้เหมือนครั้งที่ขึ้นไปยังเทือกเขาเหนือเมฆา
“ซี้ด คนผู้นี้เป็คนของสามตระกูลใหญ่หรือไม่ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพิ่มหมื่นเหรียญทองในครั้งเดียว ยังดุดันกว่าสามตระกูลใหญ่เสียอีก”
“คนผู้นี้เป็ใครกันแน่ถึงกับกล้าแย่งชิงกับสามตระกูลใหญ่”
หลายคนต่างลอบสอบถามความเป็มาของชายสวมหน้ากาก แต่กลับไม่ได้อะไร
“ไอ้ชั่วนั่น!” ฉินเหอหลินกำหมัดแน่น ใบหน้าเปลี่ยนเป็ซีดขาว ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเสริมกำลังคนหนึ่งถึงกับมีทรัพย์สินเทียบเคียงสามตระกูลใหญ่ เกินกว่าที่เขาผู้เป็นว่าที่เ้าบ้านตระกูลฉินจะเทียบได้ ในใจฉินเหอหลินเต็มไปด้วยความริษยา
“นี่… จะเป็ไปได้อย่างไร เขาเป็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเสริมกำลังผู้หนึ่งเท่านั้น!” เด็กขายตั๋วหน้าซีด สายตาของผู้ดูแลหลู่เฉียบคมยิ่ง ยังเหนือกว่าเขามากนัก ตอนนี้คิดดูแล้วการแสดงออกที่ผ่านมาของเขาก็เป็เพียงงิ้วฉากหนึ่งเท่านั้น อวิ๋นโม่เสนอราคาเพียงครั้งเดียวก็เหมือนตบหน้าเด็กขายตั๋วจนเ็ปไปหมด
ใบหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตตระกูลฉินประดับด้วยรอยยิ้ม เขาตบบ่าฉินเหอหลินเบาๆ “ไม่จำเป็ต้องกังวลไป เ้าสมควรยินดีจึงจะถูก ยิ่งคนผู้นี้มีเงิน โอกาสให้พวกเราเก็บเกี่ยวก็ยิ่งมาก สมบัติของมันสุดท้ายแล้วจะกลายเป็ของพวกเรา”
“ใช่แล้ว!” ดวงตาของฉินเหอหลินเป็ประกายขึ้นมาทันที เขาคลายสองมือ เริ่มยิ้มออก “ของของมันก็คือของพวกเรา หึๆ ขอให้มันประมูลถุงเฉียนคุนมาได้จะดีที่สุด!”
“ท่านพ่อ คนผู้นั้นไม่ใช่คนของสามตระกูลใหญ่หรือ” อวิ๋นเสวียนเซิงมองไปทางอวิ๋นโม่ที่สวมหน้ากากด้วยความสงสัย
อวิ๋นต้ามั่วส่ายหน้า ยิ้มหดหู่พลางเอ่ย “ดูท่าข้าคงประเมินคุณค่าของถุงเฉียนคุนต่ำเกินไป ในเมื่อมีคนเสนอราคาสามหมื่นเหรียญทองในครั้งเดียว เกรงว่าต่อให้เป็สี่หมื่นเหรียญทองก็ยังไม่แน่ว่าจะประมูลถุงเฉียนคุนได้สำเร็จ”
หลังจากประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง เ้าบ้านตระกูลฉินก็หัวเราะ “คิดไม่ถึงว่านอกจากตระกูลอวิ๋นและตระกูลซางแล้วยังมีคนอื่นคิดแย่งชิงกับตระกูลฉินของเราอีก”
“หึๆ สามหมื่นเหรียญทอง เพิ่มราคาหนึ่งหมื่นเหรียญในครั้งเดียว ท่านช่างมีเงินมากมายจริงๆ หากไม่ได้พึ่งพาตระกูล แม้แต่ข้าก็ยังไม่อาจนำเงินออกมาได้มากขนาดนี้” เ้าบ้านตระกูลซางหัวเราะเบาๆ
“เพิ่มเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองในคราวเดียว สหายผู้นี้ทำให้ข้าต้องใแล้ว แต่ว่าสามหมื่นเหรียญทองยังไม่นับว่ามาก ตระกูลอวิ๋นของข้าเสนอสามหมื่นหนึ่งพันเหรียญทอง!”
“สามหมื่นสองพันเหรียญทอง!” ตระกูลซางเสนอราคา
“เพิ่มกันทีละหนึ่งพันนับว่าน้อยเกินไปแล้ว สามหมื่นห้าพันเหรียญทอง!” เ้าบ้านตระกูลฉินเสนอราคาออกไป แสดงความมั่งคั่งของตระกูลใหญ่
อวิ๋นโม่หัวเราะเสียงขื่นคำหนึ่ง นึกอยู่แล้วว่าคงไม่สามารถสกัดสามตระกูลใหญ่ได้สำเร็จ แผนการของเขาล้มเหลวแล้ว
พอได้ยินเ้าบ้านตระกูลฉินเสนอราคา อวิ๋นเว่ยเซิงและเ้าบ้านตระกูลซางต่างก็ม่านตาหดลงวูบหนึ่ง แม้เ้าบ้านตระกูลฉินจะเพิ่มเงินแค่สามพันเหรียญทอง แต่นั่นไม่เหมือนกับอวิ๋นโม่ ตอนที่อวิ๋นโม่เพิ่มเงินหนึ่งหมื่น ยังเป็่ที่ราคาต่ำอยู่ ส่วนเ้าบ้านตระกูลฉินเกทับในขณะที่ราคาสูงมากแล้ว อีกทั้งน้ำเสียงยังเปี่ยมความมั่นใจถึงสิบส่วน ราวกับแม้จะเป็ราคาสามหมื่นห้าพันเหรียญทอง ตระกูลฉินก็ไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างไร
“ตระกูลฉินได้ที่ดินผืนนั้นไปทำกำไรมหาศาล ย่อมมีความมั่นใจถึงสิบส่วน” อวิ๋นเว่ยเซิงเอ่ยเสียงต่ำ
“พวกเราสมควรหยุดไว้ก่อน รอดูว่าตระกูลซางและคนผู้นั้นจะเคลื่อนไหวอย่างไร” ผู้าุโสามแสดงความคิดเห็น
เ้าบ้านตระกูลซางก็ไม่ได้รีบร้อนเสนอราคา แต่มองมาทางตระกูลอวิ๋นและอวิ๋นโม่ ตระกูลอวิ๋นและตระกูลซางไม่ส่งเสียงอีก ทุกคนเข้าใจว่าพวกเขากำลังคิดอะไร จึงเบนสายตาไปทางอวิ๋นโม่
พอรู้สึกถึงสายตาของผู้คนทั้งหลาย อวิ๋นโม่ก็หัวเราะเสียงหดหู่คำหนึ่ง บนตัวของเขามีเงินเพียงสามหมื่นเหรียญทอง ย่อมไม่สามารถเสนอราคาสูงไปกว่านี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นอวิ๋นโม่พูดอะไร สีหน้าของเด็กขายตั๋วจึงดีขึ้นมาเล็กน้อย “ถึงจะเสนอราคาไปครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบกับสามตระกูลใหญ่ สำหรับโรงประมูลแล้ว การเสนอราคาเพียงครั้งเดียวไม่ถือว่ามีประโยชน์อะไร อีกอย่างเขาอาจรู้อยู่แล้วว่าสามตระกูลใหญ่จะเพิ่มราคาต่อไป จึงจงใจเสนอราคาสามหมื่นเหรียญทองออกมา สร้างความอัศจรรย์ใจต่อหน้าผู้คน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีเงินสักเท่าใด!”
“ยังมีสหายท่านใดจะเพิ่มราคาอีกหรือไม่ ถุงเฉียนคุนเป็สิ่งที่มีประโยชน์มหาศาล พลาดไปแล้วครั้งหนึ่งก็ยากจะมีโอกาสได้พบเจออีก” ผู้เฒ่ากัวมองไปทางอวิ๋นโม่เป็เชิงถาม เขาเคยมองพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นแม้จะไม่เห็นอวิ๋นโม่เพิ่มราคาต่อไปก็ยังไม่กล้าดูถูกอีกฝ่าย
“หรือจะใช้วิธีนั้นดี” อวิ๋นโม่พูดกับตัวเอง เขาจำเป็ต้องเอาถุงเฉียนคุนมาให้ได้ แต่ว่าตอนนี้มีเงินไม่พอ หากคิดจะประมูลให้ได้คงต้องเสียสละบางสิ่งบ้างแล้ว
ตอนนั้นเองอวิ๋นโม่ก็ตัดสินใจ เอ่ยปากถามว่า “บนตัวข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้น จึงขอถามผู้เฒ่ากัวว่าสามารถใช้โอสถทดแทนได้หรือไม่”
“เอ๋ ไม่ทราบว่าเป็โอสถชนิดใด” ผู้เฒ่ากัวไต่ถาม แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
อวิ๋นโม่เงียบไปครู่นึงค่อยเอ่ยว่า “โอสถระดับหนึ่งหรือระดับสอง ล้วนมีทั้งสิ้น”
ดวงตาของผู้เฒ่ากัวเป็ประกาย โอสถระดับหนึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ฝึกยุทธ์ระดับเปลี่ยนชีพจรมาก ส่วนโอสถระดับสองเป็สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตปรารถนาอย่างที่สุด ราคาล้วนไม่ธรรมดา โอสถที่มีอยู่ในเมืองกวนซานเจิ้นส่วนใหญ่เป็เพียงยาลูกกลอนธรรมดา หากอวิ๋นโม่สามารถนำโอสถระดับหนึ่งหรือระดับสองออกมา รับรองว่าจะต้องดึงดูดความสนใจได้แน่นอน หากนำมาประมูลขายย่อมได้ราคางาม
“ไม่ทราบว่าพอจะให้ข้าผู้เฒ่าตรวจดูได้หรือไม่” ผู้เฒ่ากัวถามต่อ
“เอ่อ ตอนนี้ข้ายังไม่มี แต่หากสามารถใช้ทดแทนได้ ขอเพียงให้เวลาไม่นาน ข้าก็สามารถนำออกมาได้” อวิ๋นโม่เอ่ย บนตัวเขาไม่มีโอสถ แต่หากให้เวลาเขาละก็ โอสถใดๆ ล้วนไม่ใช่ปัญหา
ทุกคนเผยสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นพากันหัวเราะยกใหญ่
“ฮ่าๆๆ นี่คิดจะค้างบัญชีหรือไร”
“ขำแทบตายแล้ว เป็ครั้งแรกที่ได้เห็นคนติดค้างบัญชีในงานประมูล”
“ตอนนี้ไม่มีแต่ต่อไปมีแน่งั้นหรือ เขาคิดว่าตนเองเป็แพทย์โอสถหรือไร เหอๆ คนผู้นี้ช่างน่าขำเสียจริง”
เด็กขายตั๋วก็หัวเราะไม่ยอมหยุด “นึกว่าจะเป็คนเก่งกาจสักแค่ไหน ที่แท้ก็เป็เพียงไอ้โง่คนหนึ่งที่แม้แต่กฎเกณฑ์พื้นฐานก็ยังไม่เข้าใจ โรงประมูลย่อมไม่ใช่โรงทาน ไหนเลยจะมีเื่ติดค้างชำระเงินได้”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยอิจฉาเ้าโง่คนนี้ได้อย่างไร” ฉินเหอหลินส่ายศีรษะขณะแสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมา
ผู้เฒ่ากัวสีหน้าเ็า เอ่ยเสียงทุ้ม “ท่านผู้นี้กำลังเย้าข้าเล่นใช่หรือไม่”
“หากไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ ข้าแค่ถามดูเท่านั้น ไม่ได้คิดเสนอราคา ในเมื่อทำไม่ได้ พวกท่านก็เชิญประมูลต่อได้เลย ไม่ต้องสนใจข้า”
สีหน้าของผู้เฒ่ากัวเปลี่ยนเป็ปั้นยาก อวิ๋นโม่ทำเช่นนี้ สำหรับผู้เฒ่ากัวก็เหมือนกับว่าตบหน้ากัน
“สามหมื่นห้าพันเหรียญทอง ยังมีคน้าเพิ่มราคาอีกหรือไม่” สุดท้ายแล้วผู้เฒ่ากัวก็ไม่ได้เอาความเื่เมื่อครู่ เพียงแต่สอบถามต่อไป
“สามหมื่นหกพันเหรียญทอง!”
สามตระกูลใหญ่แข่งขันเสนอราคาอีกครั้ง ไม่นานราคาก็พุ่งไปถึงสี่หมื่นเหรียญทอง ทำเอาคนพูดไม่ออก
ส่วนอวิ๋นโม่ก็ยิ่งจมอยู่กับความคิด
“จำเป็ต้องทำเช่นนั้นหรือไม่” อวิ๋นโม่พูดกับตนเอง “หากนำสิ่งนั้นออกมา สมควรไม่มีปัญหาแล้ว แต่ว่าถุงเฉียนคุนมีคุณค่า หรือสิ่งนั้นมีคุณค่ามากกว่ากันแน่”
อวิ๋นโม่กำลังลำบากใจ
………………………………………