
ใจเย็น ๆ ผมบอกกับตัวเองถ้าทำตามแผนที่วางเอาไว้ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยผมจะต้องกลับไปที่ห้องพัก ใช้ชีวิตอย่างปกติจนถึงช่วงวันปีใหม่พยายามเข้าออกห้องให้เป็นไปตามกิจวัตรปกติและวันที่สามมกราคม ผมก็จะเดินทางออกนอกญี่ปุ่นไปยังกรุงเทพฯ ประเทศไทยทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามนั้นผมออกจากสถานีอุเอโนะ พยายามเดินอย่างปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ข้ามทางเชื่อมลอยฟ้าไปสู่ถนนฝั่งที่คนไม่ค่อยพลุกพล่าน และเรียกแท็กซี่คันที่ผ่านมาเป็นคันแรก หลังจากที่บอกที่อยู่มั่ว ๆ ไม่ไกลจากหอพักของผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็พยายามทบทวนทุก ๆ สิ่งอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด แม้ผมจะคิดจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้หลายทีแล้วว่าต้องลงมือทำอะไรบ้าง และต้องรู้สึกยังบ้างเมื่อทำลงไปแล้ว ผมพยายามจะผ่อนคลายลง แต่ประสาทของผมก็เขม็งเกรียวจดจ่ออยู่กับภาพและความคิดต่าง ๆ ของตัวเองจนแทบจะไม่รับรู้อะไรผมรู้สึกตัวอีกทีตอนที่คนขับรถบอกว่า “ถึงแล้วครับผู้โดยสาร”ผมจ่ายเงินให้กับคนขับ แล้วก็ลงจากรถด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ค่อยถูก ผมรู้สึกหน้ามืดเหมือนกับขาดน้ำตาลจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อละแวกนั้น ผมหยิบของกินเล่นสองสามอย่างและน้ำเปล่าสองขวดใส่ลงตะกร้า จากนั้นก็รีบเดินไปจ่ายเงินไม่รู้ว่าตอนนี้ผมคิดไปเองหรือเปล่าหลังจากเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น เพราะผมรู้สึกว่าบรรยากาศรอบ ๆ ตัวผมมันแปลก ๆ พิกล และผมก็รู้สึกตื่นตัวแบบแปลก ๆ ตลอดเวลาปกติแล้วรอบ ๆ บริเวณนี้ผมไม่เคยได้ยินเสียงสัตว์เลี้ยงสักเท่าไหร่ แต่วันนี้เสียงหมาหอนและแมวร้องดังไปทั่วอย่างน่าแปลกใจหรือนี่มันจะเป็นอาการตื่นตระหนกของคนที่พึ่งลงมือฆ่าคนอีกคนมาไม่ซิ มันต้องไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เพราะนี่ไม่ใช่ความผิด สิ่งที่ผมพึ่งทำไปย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแน่นอนผมออกจากร้านสะดวกซื้อ หยิบของกินเล่นหวาน ๆ สองสามชิ้นเข้าปาก และเลือกทางเดินที่อ้อมไปมาจนมาถึงหน้าหอพักของผมย่านที่อยู่อาศัยของผมอยู่ในเมืองที่ค่อนข้างไม่พลุกพล่าน อาคารบ้านเรือนในบริเวณก็ค่อนข้างมีความเก่าและอึมครึม ไฟส่องทางจากเสาไฟฟ้าเสียเป็นระยะ ๆ ทำให้เส้นทางบางช่วงอาจจะมืดไปบ้างสำหรับการเดินทางระหว่างทางผมคอยสอดส่องสายตามองหาความผิดปกติไปตลอดทาง แม้ผมจะมั่นใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ที่ผมทำไปอย่างแน่นอน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องแอบคอยมองเหลียวหลังอยู่ตลอดเวลาผมรีบก้าวเท้าขึ้นไปยังบันไดที่หัวมุมตึกเพื่อขึ้นไปยังห้องของผมเงาร่างบางอย่างตกลงมาขวางหน้าผมจนผมแทบจะเสียหลักตกบันได ถุงในมือของผมหล่นลงพื้นจนของที่ซื้อมากระจายไปคนละทิศคนละทาง“แม่งเอ๊ย” ผมร้องสบถออกมาอย่างตระหนกตกใจแมวดำตัวหนึ่งร้อง “เมี้ยว” พร้อมกับหันมามองผมแวบหนึ่งพร้อมกับทำท่าขู่จนขนฟูฟ่อง แล้วก็รีบวิ่งหนีไปทางกำแพงทางออกของหอพักผมถึงกับขาอ่อนลงไปนั่งอยู่กับขั้นบันไดพอตั้งสติได้ ผมก็ขำออกมาอย่างไม่รู้ตัว“โธ่เว้ย ฮ่ะฮ่ะ ก็แค่แมวตัวนึง” ผมพูดออกมาพร้อมเสียงหัวเราะนี่ผมคงเครียดจนจะบ้าไปแล้วซินะคิดได้แบบนั้น ผมก็เอื้อมมือไปหยิบของต่าง ๆ มาเก็บลงถุง แล้วก็ลุกขึ้นยืนเดินไปยังห้องของผมอย่างอารมณ์ปลอดโปร่งขึ้นนิดนึงผมไขกุญแจเปิดประตูห้อง ถอดรองเท้ากองไว้ โยนของต่าง ๆ ไว้ข้างอ่างล้างจาน แล้วก็ลงไปนั่งอยู่มืด ๆ ข้างโต๊ะกินข้าวผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แล้วถอนใจอย่างหมดแรง“มันจบแล้วซินะ” ผมพูดกับตัวเองลมเย็น ๆ พัดมาสัมผัสเข้ากับผิวกายของผม ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงได้อีกนิดหน่อยแล้วผมก็เอะใจขึ้นมาได้ว่า...เดี๋ยว... ลม...ผมไม่ได้เปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ตอนออกไปนี่น่าผมขนลุกเกรียวด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเย็นเฉียบไหลเปียกกลางหลังของผมในทันทีมือของผมสัมผัสกับของบางอย่างที่อยู่บนโต๊ะ ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาดู มันก็คือช่อฮิกังบานะที่ผมยื่นให้กับเรย์มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน ผมตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าต่างที่เปิดกว้างเงาร่างร่างหนึ่งยืนพิงหน้าต่างด้วยท่าทีผ่อนคลายผมสีดำยาว ยังคงมัดรวบอยู่ด้านหลังเงาร่างนั้นยังคงเต็มไปด้วยแรงดึงดูดให้ผู้คนเหลียวมอง แต่ที่ต่างไปน่าจะเป็นเสื้อผ้าที่มีรอยขาดวิ่น และคราบของเหลวบางอย่างเปรอะเปื้อนไปทั่วร่างนั้นส่งเสียงที่น่าหลงใหลราวกับเทพธิดาแต่แฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นแข็งกร้าวออกมา“แกเป็นใคร? พวกทรินิตี้? ไม่ซิ พวกมันไม่น่าลงมือหละหลวมแบบนี้”เธอรู้? ผมคิด แต่เธอรอดมาได้ยังไงกัน? แม้ว่าเธอจะเป็นพวกโดมินาริ แต่ด้วยแรงกระแทกขนาดนั้น เธอไม่น่าจะรอดมาได้ ผมยังไม่ทันจะเอ่ยปากถามอะไร เธอก็ยิงคำถามออกมาอีกพร้อมกับค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ สิ่งที่ผมเห็นตอนนั้นคือร่างของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนไป ผิวที่ดูเรียบเนียนของเธอ เริ่มมีขนสีดำสั้น ๆ งอกออกมาปกคลุมจนทั่วไปหมด บนหัวของเธอก็มีบางอย่างรูปทรงสามเหลี่ยมสองข้างงอกขึ้นมามองไปคล้ายกับหู และที่ปลายนิ้วของเธอก็เหมือนกับมีเล็บแหลมคมงอกยาวออกมา“ตอบมาว่าแกเป็นใคร แล้วแกรู้ชื่อของฉันได้ยังไง” กรงเล็บแหลมคมของเธอขย้ำเข้ามาที่คอของผมผมรู้สึกถึงของเหลวอุ่น ๆ ไหลชโลมคอของผมไปทั่ว“มะ ไม่บอก ฉันไม่มีทางบอกปีศาจอย่างพวกแกหรอกว่าฉันเป็นใคร...” ผมตอบออกไปอย่างยากลำบากเพราะคอที่ถูกบีบแน่น“งั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว” เธอกล่าวผมรู้สึกถึงแรงบีบมหาศาลที่กดรัดเข้ามาที่คอของผม พร้อมกับลำตัวที่ถูกยกขึ้น ตัวผมเริ่มเกร็ง และกระตุกจากการขาดอากาศและแรงบีบนั้นตาจองผมจับจ้องเข้าที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น..แล้วผมก็มองอะไรไม่เห็นอีก.............................................................“เรย์ พอได้แล้ว” เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นที่ข้างหูของเธอ พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่เอื้อมมาจับที่ข้อมือของเธอ“เธอก็รู้ว่าพวกเราไม่ได้มีสิทธิ์มาฆ่าเซเปียนส์พร่ำเพรื่อแบบนี้ เธอไม่ควรลงมือกับไอ้หมอนี่แบบนี้เลย”เรย์หันไปหาต้นเสียงพร้อมกับขู่ฟ่อ “วิคเตอร์ นี่เป็นเรื่องที่ฉันต้องจัดการ จะปล่อยให้เซเปียนส์ตัวหนึ่งที่ผลักฉันตกรางลงไฟท่ามกลางผู้คนมากมาย มีชีวิตรอดอยู่อย่างนั้นหรือ และยังไอ้พวกกล้องวงจรปิดอีก คิดดูซิว่าต้องตามล้างตามเช็ดเรื่องราวทั้งหมดนี่อีกขนาดไหน”“แล้วเธอฆ่ามันนี่ เธอคิดจะจัดการกับศพยังไง กินให้หมดที่นี่งั้นเหรอ? เธอเป็นพวกคลั่งที่เชื่อเรื่องการกินเซเปียนส์เพื่อเพิ่มพลังอย่างนั้นเหรอ โอเค ถ้าเธอบ้าจะกินมันขึ้นมาจริง ๆ แล้วใครจะมาเก็บกวาดให้เธอ จำกฎพื้นฐาน ของพวกเราไม่ได้เหรอ เราต้องหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวของพวกเราต่อเซเปียนส์ให้ได้มากที่สุด และหากต้องการจะกินพวกมันจริง ๆ เธอก็ต้องไปที่สถานที่แห่งนั้นเท่านั้น”“เลิกพูดเถอะวิค มันลงมือกับฉันก่อน แถมมันยังรู้จักชื่อของฉันด้วย ฉันมีสิทธิและข้อแก้ต่างมากมายที่จะทำให้การฆ่านี้ชอบธรรม อีกอย่าง ฉันก็พยายามไม่ให้เลือดของไอ้หมอนี่มันหยดเรี่ยราดแล้วเห็นมั้ย ฉันไม่ใช่พวกป่าเถื่อนแบบไลแคนตัวเหม็นที่ชอบออกล่าเซเปียนส์แล้วก็กินเลอะเทอะไปทั่วอีกด้วย เลิกพูดเถอะ ฉันไม่กินมันหรอก ช่วยฉันหาผ้าม่าน ผ้าผืนใหญ่ ๆ หรืออะไรก็ได้มาห่อศพไอ้หมอนี่ไปจัดการแล้วรีบให้ฉันกลับไปทำภารกิจต่อดีกว่า”“เรย์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องภารกิจแล้วล่ะ มันพังไปหมดแล้วตอนนี้ ตอนที่เกิดเรื่องจนคนทั้งสถานีแตกตื่นนั่น มันก็ทำให้เป้าหมายของเธอรู้ตัวแล้ว เธอกลับไปตามรอยอะไรไม่ได้อยู่แล้วตอนนี้ ต้องให้ฉันดูแลเธอไปอีกนานแค่ไหนนะนี่เรย์ ครั้งที่แล้วก็ไปช่วยคนแก่เซเปียนส์จนโดนถ่ายรูปไปปล่อยในอินเทอร์เน็ตจนพวกเซเปียนส์ต่างตามหาตัวจริงของเธอกันให้ควั่ก เธอก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ สามร้อยกว่าปีที่ผ่านมามันไม่ได้ทำให้เธอโตขึ้นเลยหรือไง” วิคเตอร์ปล่อยมือจากแขนของเรย์ และพยายามเดินหาผ้าผืนใหญ่ ๆ หรือถุงพลาสติกสักใบที่พอจะห่อศพออกไปจากที่แห่งนี้ได้“เออ จะว่าไปเรย์ โจจิไล่ตามจัดการคลิปของกล้องวงจรปิดที่สถานีแล้วนะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับหลักฐานที่เหลืออยู่ ที่จะมีปัญหาก็คงจะเป็นคนไม่กี่คนที่เห็นเหตุการณ์ เดี๋ยวเราคงหาวิธีจัดการอะไรบางอย่างได้ ฉันอาจจะต้องไปเยี่ยมคนเหล่านั้นสักหน่อย เพื่อเก็บกวาดสิ่งที่เธอก่อไว้ ใครจะคิดล่ะว่าโดมินาริระดับสาม แถมยังทำหน้าที่อยู่ในหน่วยงานกำจัดฯ จะถูกเซเปียนส์เพศผู้ตัวหนึ่ง ผลักตกรางรถไฟได้ รู้ถึงไหนนี่คืออายถึงนั่นเลยนะ” วิคเตอร์พยายามหยอกเรย์แบบขำ ๆ แต่พอพูดออกไปก็รู้สึกได้ว่าตัวเองอาจจะเล่นผิดเวลาไปหน่อยและก็เป็นไปตามที่เขาคิดจริง ๆ“วิคเตอร์!” เรย์ไม่ขำไปด้วย สิ่งที่เธอโต้ตอบกลับมาคือการทุ่มร่างที่ห้อยค้างอยู่ในมือของเธอไปทางวิคเตอร์อย่างเต็มแรง“เฮ้ อย่าเล่นอะไรบ้า ๆ แบบนี้ซิ...” วิคเตอร์กลับยื่นมือออกไปคว้าร่างนั้นไว้ราวกับมันไร้น้ำหนัก แต่เรย์ไม่เปิดโอกาสให้วิคเตอร์พูดอะไรต่อไป“ถ้าไม่ใช่เพราะฉันกำลังสะกดรอยตามไอ้กูลพวกนั้นอยู่ ฉันไม่มีทางที่จะพลาดท่าง่าย ๆ แบบนั้นแน่นอน และขอบอกไว้ก่อนนะวิคเตอร์ ฉันโดนพิษของกูลจนแทบจะประคองตัวไม่อยู่แล้วตอนนั้น ฉันเลยพลาดท่า มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริง ๆ ถ้าไม่...”“เดี๋ยวก่อนเรย์” วิคเตอร์ก็รู้สึกอะไรบางอย่างจากร่างที่อยู่ในมือของเขา“เรย์ หมอนี่ยังไม่ตายนี่?”“ฉันลงมือเบาไปเหรอ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ฉันมั่นใจว่าเล็บของฉันแทงทะลุหลอดลมของมันแล้ว และแรงบีบก็น่าจะทำให้กระดูกคอของมันแตกไปเรียบร้อยแล้ว”วิคเตอร์วางร่างในมือลงคว่ำหน้าไว้กับพื้น แหวกดูที่ด้านหลังของศรีษะเยื้องไปทางหลังหูด้านขวา และก็พบเข้ากับรอยเจาะเล็ก ๆ สามรอย“เรย์ มาดูนี่ซิ... ผู้ชายคนนี้ถูกล้างสมองมา เขาถูกสตรัคมา รอยนี้คือเครื่องมือของพวกทรินิตี้ที่เจาะเข้าไปในสมองของเขา และทำอะไรบางอย่างให้เขาลืมตัวตนที่แท้จริง เพื่อหลอกใช้งาน”“ตัวตนที่แท้จริง?”“ใช่เรย์” วิคเตอร์พูดขึ้นพร้อมกับเอามือลากผ่านที่คอของร่างนั้น ทันทีที่นิ้วมือผ่านไปก็เกิดรอยเส้นสีแดง ๆ ที่ค่อย ๆ ขยายตัวแยกออกจนเป็นแผลกรีดด้วยของมีคมเส้นหนึ่ง แต่ยังไม่ทันไรรอยแดงเส้นนั้นก็ค่อย ๆ สมานตัวเองจนหายไปเหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย“เขาเป็นพวกเดียวกับพวกเรา เรย์ เขาเป็นโดมินาริ”.............................................................โฮโมเซเปียนส์คิดมาตลอดว่าตัวเองคือสายพันธุ์ที่รอดชีวิตผ่านกระบวนการวิวัฒนาการจนยิ่งใหญ่ และเป็นห่วงโซ่ชั้นบนสุดของผู้ล่า เพราะพวกเขาเข่นฆ่ามนุษย์สายพันธุ์อื่น ๆ ที่พวกเขารู้จักได้จนสูญพันธุ์ แต่นั่นคือความคิดที่โฮโมเซเปียนส์คิดกันไปเองเท่านั้นในเงามืดของการวิวัฒนาการ โฮโมโดมินาริเกิดการพัฒนาที่เหนือล้ำกว่า ทั้งด้านความแข็งแกร่งและของร่างกาย การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และการเชื่อมต่อพลังงานในร่างกายเข้ากับพลังงานต่าง ๆ ในธรรมชาติในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดมินาริคือตัวแทนของสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจ คือตัวแทนของพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ คือเจ้าของซากปรักหักพังที่มนุษย์จินตนาการไม่ออกว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คือที่มาของคำว่าเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบางครั้งก็คือคำว่าปีศาจหลังจากที่อารยธรรมของพวกเขาพัฒนาจนถึงขีดสุด ในวันหนึ่งพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเร้นกายดำดิ่งลึกลงไปในหน้าอารยธรรมของมุนษย์ โดยไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใด................................................................ในห้องแคบ ๆ มืด ๆ ที่มีเพียงโต๊ะเล็ก ๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่ชายคนหนึ่งกำลังคุยโทรศัพท์กับปลายสายที่อยู่ห่างไกล“รับทราบ ทุก ๆ อย่างเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้แล้ว”“เรื่องที่เกือบจะสืบได้น่ะหรือ นายไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น”“ว่าแต่ทางนั้นล่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางไว้ใช่มั้ย”“โอเค แล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นของพวกเราอีกครั้ง!”“เพื่ออาดัม!”“ใช่... เพื่ออาดัม” .............................................................ที่ไหนสักแห่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเรือโดยสารสีดำลำมหึหาแล่นฝ่าเกลียวคลื่นไปด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นการทรงตัวของเรือแทบจะปราศจากผลกระทบใด ๆ จากเกลียวคลื่นที่ม้วนใส่ฟองคลื่นขาว ๆ ทิ้งร่องรอยลากยาวเป็นทางไว้บนพื้นน้ำสีน้ำเงินเข้ม มองไปราวกับรอยตวัดพู่กันของศิลปินสีน้ำมันบนดาดฟ้ากว้างใหญ่ของเรือปรากฎเงาร่างของคนสองคนยืนพิงราวกั้นพูดคุยอะไรบางอย่างต่อกัน“วิคเตอร์ นายคิดดีแน่แล้วเหรอที่จะพาไอ้หมอนั่นไปที่เรมูเลียด้วย หมอนั่นเป็นสตรัคเกอร์นะ แถมเหมือนกับว่ามันรู้เรื่องเกี่ยวกับภารกิจของเราอีกด้วย มันรู้ชื่อของฉันนะ ฉันว่าเราน่าจะส่งตัวหมอนั่นให้หน่วยที่โตเกียวให้จบ ๆ เรื่องไป”“เธอพูดเหมือนเรามีทางเลือกอะไรมากกว่านั้นล่ะ ในเมื่อแผนการของเรามันชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากนั้นไม่ว่าเธอจะตามรอย หรือจะจับกุมกูลฝูงนั้นได้หรือไม่ เธอกับฉันก็ต้องกลับมารอรับคำสั่งใหม่จากสภา และได้ยินว่าครั้งนี้คนที่โดนเรียกกลับมาก็ไม่ใช่จะมีแค่พวกเราเท่านั้นนะ แต่น่าจะเป็นหน่วยเก่าของเราทั้งทีมเลย ไม่ได้พบกันแบบครบ ๆ เกือบจะร่วม ๆ ร้อยปีแล้วซินะ”วิคเตอร์มองออกไปยังผืนทะเลกว้างหลังจากพูดประโยคนั้นจบ ราวกับว่าเขากำลังคิดถึงความหลังอะไรสักอย่างอยู่ แต่เรย์ก็ทำลายบรรยากาศนั้นลงอย่างรวดเร็ว“โธ่เว้ย มันน่าเสียดายจริง ๆ นี่วิค นายก็รู้ว่าฉันเกือบจะตามไปถึงรังของพวกกูลโตเกียวได้แล้ว ถ้ารู้ว่าแม๊กซ์กับพวกของมันกำลังวางแผนอะไรอยู่ทำไมถึงมารวมตัวกันเยอะแบบนี้ ฉันมั่นใจว่าก่อนปีใหม่ฉันจะจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยแน่นอน ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสภาต้องเรียกเรากลับไปเร่งด่วนแบบนี้”“แม๊กซ์น่ะนะ เธอจะจัดการไอ้กูลตัวร้ายที่อยู่ระดับสี่ด้วยตัวของเธอคนเดียวเนี่ยนะ ขอเถอะเรย์ มันเป็นไปไม่ได้หรอกแม้จะเป็นเธอก็ตาม” “ใครบอกว่าแค่ฉันล่ะ ฉันมีนายด้วย” เรย์ยิ้มให้กับวิคเตอร์“เอิ่ม เหมือนใครบางคนจะลืมฉันไปหรือเปล่า” ชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบไม้เดินออกมายังดาดห้าเรืออีกคน ด้วยรูปร่างผอมบางและผิวสีซีดคงทำให้ใครก็ตามที่พบเห็นต้องกลัวว่าเขาจะต้องปลิวไปเมื่อถูกลมพัดแรง ๆ แม้ว่าเขาจะมีความสูงถึงหกฟุตก็ตาม “ใครจะลืมนายไปได้ล่ะโจจิ” เรย์รีบหันไปยิ้มให้กับโจจิที่เดินตามเธอกับวิคเตอร์ออกมา“แล้วหมอนั่นเป็นยังไงบ้างโจจิ” วิคเตอร์หันไปถามโจจิ“สตรัคเกอร์นั่นน่ะเหรอ ยังไม่ฟื้นเลย ฉันเช็คดูทุกอย่างแล้วนะ ทุกอย่างก็ปกติดี เอ่อ ก็ยกเว้นแต่ที่หัวล่ะนะ ฉันยังดูไม่ออกเลยว่าพวกทรินิตี้ฝังอะไรไว้ที่หัวหมอนั่น คงต้องใช้เวลาหน่อยน่ะ พวกนายคงเข้าใจนะว่าฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ กระบวนการสตรัคของทรินิตี้น่ะ มันก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เลย ฉันต้องยอมรับในข้อนั้น”“ได้ยินว่าหน่วยเก่าของเราจะกลับมารวมตัวกัน นี่มันน่าจะตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเลยนะที่เราไม่ได้เจอกันพร้อมหน้า” โจจิพูดอย่างเหม่อลอย“ได้ยินว่าอย่างนั้นล่ะนะ จริงซิ ถ้านอร่ามาด้วย เธอก็น่าจะช่วยนายได้อีกแรงใช่มั้ยโจจิ” วิคเตอร์ถามออกไปด้วยท่าทีมีความหวัง แต่พอเห็นสีหน้าของโจจิที่แสดงกลับมาก็ทำให้วิคเตอร์รู้ว่าพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไปกับเพื่อนเสียแล้ว“โจจิ... เอ่อ นายกับนอร่า กลับมาคุยกันแล้วใช่มั้ย” วิคเตอร์ถามออกมาพร้อมกับมองหน้าเรย์ไปด้วย เหมือนกับจะขอแรงเธอช่วยอีกคน“ยังน่ะ เรายังไม่ได้คุยกันเลย ตั้งแต่...” เสียงของโจจิเบาลงจนเหมือนกับจะเป็นการกระซิบ“ว่าแต่เราใกล้จะถึงเรมูเลียหรือยังล่ะนี่” เรย์ถามออกมาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ที่ออกมาหาพวกนาย ก็เพราะจะมาแจ้งเรื่องนี้แหละว่า อีกสองชั่วโมงเราจะเข้าเทียบท่าที่เซกเตอร์สิบเจ็ดละนะ”“คิดถึงบ้านจัง ไม่ได้กลับมาตั้งนาน” เรย์พึมพำเบา ๆ พร้อมมองออกไปทางหัวเรือจบตอนที่ 2