สุรชัยและมธุรสถูกพาเข้าไปในห้องดับจิต ทั้งสองนั่งรอในห้องพักญาติ ซึ่งมีเก้าอี้ยาววางเรียงกันสองแถว และมีประตูกระจกเลื่อนที่ปิดสนิทเข้าไปสู่ห้องชั้นใน โดยที่เหนือประตูนั้นมีป้ายติดไว้ว่า “ห้องดับจิต”
“เดี๋ยวคุณพ่อกับคุณแม่นั่งรอตรงนี้สักครู่นะคะ เดี๋ยวหมอจะออกมาเรียก”
แพทย์หญิงกล่าวแล้วเปิดประตูกระจกเข้าไปในห้องชั้นใน
ผู้เป็พ่อและแม่นั่งยืดคอพยายามส่องเข้าไปดูในห้องด้วยหัวใจที่แห้งแล้วแห้งอีก ประมาณ 5 นาที แพทย์หญิงคนเดิมก็ออกมาเชิญทั้งสองเข้าไปในห้องชั้นในซึ่งเป็ห้องเย็น!
เมื่อเดินผ่านประตูห้องดับจิตเข้าไป สุรชัยและมธุรสก็เห็นรถเข็นซึ่งจอดนิ่งอยู่กลางห้องโล่ง ๆ บนรถเข็นนั้นมีผ้าคลุมสีขาวสะอาดคลุมปิดทับไว้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภายใต้ผ้าจะต้องเป็ร่างของคนตายแน่นอน โดยข้างรถเข็นมีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็เ้าหน้าที่ยืนอยู่ ๆ
“เชิญทางนี้ค่ะคุณพ่อ” แพทย์หญิงคนเดิมเชิญทั้งสองมายืนที่ข้าง ๆ รถเข็นที่มีผ้าสีขาวคลุมอยู่
สุรชัยและมธุรสเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างรถเข็น ผู้เป็พ่อรู้ทันทีว่าภายใต้ผ้าสีขาวผืนนี้ คือ ลูกสาวคนเดียวของเขา มธุรสกอดแขนสามีไว้แน่น และใช้แขนของสามีอุดปากของไว้
“พร้อมแล้วนะคะคุณพ่อ คุณแม่”
แพทย์หญิงกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ
“ครับ”
สุรชัยกล่าวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าไปจนลึกสุดปอด
เมื่อแพทย์หญิงพยักหน้าให้กับเ้าหน้าที่ชายคนนั้น ผ้าคลุมสีขาวก็ถูกเปิดออกทันที!
สุรชัยอ้าปากค้างหรี่ตามองดูใบหน้าของร่างที่นอนอยู่บนรถเข็นนอนตรงหน้า น้ำตาของพ่อไหลรินก่อนที่เสียงสะอึกสะอื้นจะตามมา เขายกมือขึ้นปิดปากตัวเองแล้วหลับตาปี๋ อาการไม่ต่างกับผู้เป็ภรรยา สุรชัยยื่นมือไปจับที่หัวไหล่ของลูกสาวที่นอนตัวซีดอยู่บนเตียง
“เน่ เน่ลูกพ่อ ทำไม ทำไม๊ โฮ โฮะ โฮะ... โฮ”
ผู้เป็พ่อร้องออกมาปานจะขาดใจ
สุรชัยสูดลมหายใจลึก แล้วลืมตามองดูสภาพศพของลูกสาว ใบหน้าของเธอค่อนข้างเปื่อยยุ่ย ดวงตาทั้งสองข้างเบิกถลนออกมาจนเหมือนจะหลุดออกจากเบ้า จมูกบิดไปทางด้านขวาเหมือนถูกกระแทกและมีรอยกดทับเป็แผลฉกรรจ์ แต่ไม่มีส่วนไหนเป็รอยบุบหรือรอยเจาะที่จะบ่งบอกว่าถูกตีหรือถูกแทง ริมฝีปากบนทางด้านขวาขาดเว้าแหว่งเกือบถึงรูจมูกที่ปลายบิดเบี้ยวไปทางซ้าย ใบหน้าลูกสาวของเขาเกือบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมแล้ว
“ร่างนี้คือลูกสาวของคุณทั้งสองคน ใช่หรือไม่คะ”
แพทย์หญิงกล่าวถามด้วยเสียงที่นิ่มนวล
“ชะ ใช่ ครับ”
สุรชัยกล่าวพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น
“ค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่ดูที่ศีรษะของน้องนะคะ”
สิ้นเสียงแพทย์เ้าหน้าที่ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็จับศีรษะของศพให้เอียงไปทางด้านซ้ายและด้านขวา เพื่อให้พ่อและแม่ตรวจสอบดูว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
“ที่ศีรษะของน้องไม่มีาแ ไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายที่ใบหน้าน้องมีแผลบาดนี้ น่าจะเกิดจากของแข็งที่จมอยู่ในน้ำมาก่อนแล้ว ลอยมากระแทกและกดทับ ซึ่งตอนที่ถูกกระแทกน้องน่าจะเสียชีวิตแล้ว เพราะไม่มีร่องรอยของการดิ้นรนเอาตัวรอด ส่วนในช่องปากและโพรงจมูก ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีดินโคลนติดอยู่เลย ดังนั้น สันนิษฐานได้ว่าน้องน่าจะเสียชีวิตก่อนที่จะจมลงถึงพื้นโคลนใต้น้ำ แล้วก็รอยขาดที่ริมฝีปากน่าจะเกิดจากของแข็งชนิดเดียวกันกระแทกและทับ และต่อจากนั้นอาจจะมีสัตว์น้ำเข้ามากัดแทะที่บริเวณริมฝีปากบน”
เมื่อแพทย์หญิงกล่าวเสร็จก็พยักหน้ากับเ้าหน้าที่ชายอีกครั้ง จากนั้นผ้าคลุมสีขาวก็ถูกเปิดออกจนถึงเท้า
“คุณพ่อคุณแม่ตรวจสอบดูร่างกายของน้องนะคะ ร่างกายของน้องไม่มีาแเลย”
แพทย์หญิงกล่าวพร้อมกับมองหน้าผู้เป็พ่อ
เ้าหน้าที่พลิกร่างให้ผู้เป็พ่อและแม่ดูทั้งสองด้าน บนร่างกายของลูกสาวไม่มีาแอะไรเลย มธุรสที่ยืนกอดแขนสามีหลับตาปี๋ หรี่ตาขึ้นมาแผ่นหลังและ่ต้นขาของลูกสาว น้ำตาแห่งความสูญเสียยิ่งไหลทะลักออกมา เธอยื่นมือไปจับแผ่นหลังที่เนียนนุ่มของลูกแล้วลูบเบา ๆ แล้วรีบปรับอารมณ์เพื่อขจัดความโศกเศร้า เพื่อตรวจสอบร่างไร้ิญญาของลูกสาว
จากนั้นเมื่อเ้าหน้าที่ก็พลิกร่างผู้เสียชีวิตให้นอนหงายตามเดิม มธุรสจับที่หัวเข่าและพลิกดูด้านข้างขาทั้งสองข้าง
“ั้แ่เด็กจนโต ก่อนออกไปเล่นแม่จะบังคับให้เน่ใส่เสื้อแขนยาวขายาวตลอด เวลาล้มจะได้ไม่เป็แผล ดูซิเน่ของแม่ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีแผลเลย ผิวเนื้อเกลี้ยงเกลาแทบจะไม่มีริ้วรอย โธ่! ลูกของแม่ แม่ทะนุถนอมมาั้แ่เด็ก โฮ... โฮะโฮะ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยตอนนี้”
มธุรสร้องออกมาด้วยน้ำเสียงราวจะใจขาดตาย
สุรชัยดึงภรรยาของตัวเองเข้ามากอดเพื่อปลอบใจ จากนั้นหลับตาเพื่อปลงกับความรู้สึกสูญเสียอันแสนเศร้านี้ มันเร็วเกินไปจริง ๆ เขาไม่ทันคิด ไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันได้ทำอะไร มันเร็วมาก ลูกสาวคนเดียวของเขา ... มันช่างกะทันหันจริง ๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของลูกสาวอีกครั้ง แม้ใบหน้าของเน่จะผิดรูปไปมาก แต่ร่างของคนที่นอนอยู่บนรถเข็นนี้ คือ เน่! ลูกสาวของเขาจริง ๆ
“คลุมผ้าไว้เหมือนเดิมเถอะครับ นี่คือลูกสาวของเรา”
สุรชัยกล่าวพร้อมกับดวงใจที่แตกสลาย
“คุณพ่อคุณแม่แน่ใจนะคะว่าผู้เสียชีวิตคนนี้ คือ ลูกสาวของคุณจริง ๆ หากคุณทั้งสองไม่แน่ใจ เราจะต้องส่งตรวจพิสูจน์ DNA”
มธุรสหันไปมองหน้าลูกสาว แล้วหลับตาลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก
“แน่ใจค่ะ” ผู้เป็แม่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง
“แล้วคุณพ่อคุณแม่อยากให้เ้าหน้าที่ฉีดน้ำยารักษาศพให้น้องมั้ยครับ”
เ้าหน้าที่ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รถเข็นนอนกล่าวถามอย่างสุภาพ
“หมายถึงยังไงเหรอครับ ระ... รักษาศพ”
สุรชัยกล่าวถามเพราะเขาไม่เคยรู้เื่แบบนี้มาก่อน
“น้ำยารักษาศพ จะช่วยให้ร่างของน้องคงสภาพเดิมได้ในระยะหนึ่งค่ะ น้องจะไม่ส่งกลิ่นออกมา แต่ถ้าคุณพ่อเลือกที่จะใส่น้องไว้ในโลงเย็นที่เป็แบบแช่แข็ง ก็ไม่จำเป็ต้องฉีดน้ำยารักษาศพ”
แพทย์หญิงกล่าว
มธุรสเข้าใจทันทีเมื่อได้ยิน น้ำยารักษาศพ หมายถึง สารฟอร์มาลินที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีหน้าที่ย่อยสลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกใบนี้
สุรชัยหันหน้ามามองภรรยาเพื่อขอความเห็น มธุรสส่ายหน้าช้า ๆ เหมือนไม่อยากให้ฉีดน้ำยารักษาศพเข้าไปในตัวลูก เธอหันหน้าไปมองลูกสาวที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าคลุม แล้วเอื้อมมือไปจับที่หน้าผากของลูกสาวที่ถูกผ้าสีขาวคลุมไว้ ในใจเธอตอนนี้ยังหวังให้ลูกฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา หากฉีดน้ำยาฟอร์มีลินเข้าไปในตัวลูกสาว นั่นหมายถึงโอกาสที่ลูกของเธอจะฟื้นคืนเป็ 0
แม้ในใจจะรู้ดีว่าโอกาสนั้นไม่มีมานานหลานชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังทำใจไม่ได้ มันเร็วเกินไป!
“ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณพ่อติดต่อกับเ้าหน้าที่ด้านหน้านะครับ ทางเรามีบริการให้เช่าโลงเย็นแบบเคลื่อนที่ ไม่ทราบว่าสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา หรือบ้านอยู่ไกลมั้ยครับ”
เ้าหน้าที่ชายถาม
“ก็ไกลอยู่ครับ”
หลังจากสุรชัยจัดการเื่อุปกรณ์ในการขนย้ายศพเรียบร้อยแล้ว เขาก็นั่งลงที่หน้าห้องดับจิตซึ่งภรรยานั่งรออยู่
“อย่าเอาเน่ไปไว้ที่อื่นนะพ่อ เอาไว้บ้านเรา”
“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”
สุรชัยบอกกับภรรยา
“เราจะทำยังไงกับลูก จะเผาเหรอ แต่ลูกพึ่งอายุสิบแปดปีนะ” ผู้เป็ภรรยาถาม
“อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ต้องไปถามผู้เฒ่าผู้แก่ ไม่ก็ถามพระนั่นแหละ”
สุรชัยกล่าวพร้อมกับลูบหน้าตัวเอง เพื่อกระตุ้นให้สมองเลิกนึกถึงภาพใบหน้าของศพลูกสาว เขาพยายามนึกภาพความสดใสน่ารักของเน่ตอนมีชีวิตอยู่ ตอนที่เธอยิ้ม และหัวเราะ เพื่อมาลบภาพใบหน้าของศพที่พึ่งจะเห็นมาเมื่อสักครู่