“ข้าได้ยินมาจากคนในหมู่บ้านตระกูลหวังว่าครอบครัวสกุลหวังร่ำรวยขึ้นเพราะความสัมพันธ์อันดีกับเซียงเยวี่ยไจ”
“เหตุใดเซียงเยวี่ยไจถึงได้พึงพอใจชาวนาขาเปื้อนโคลนเช่นคนสกุลหวังได้?”
“ข้าได้ยินมาว่าบุตรชายหนึ่งคนของสกุลหวังเป็นทหารอยู่นอกบ้านภรรยาของเขามีวิชาแพทย์ที่สามารถรักษาคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ฝีมือของนางเก่งกาจเป็นอย่างยิ่งข้าคิดว่าอาจจะเป็นเพราะภรรยาของนายทหารคนนี้เคยช่วยชีวิตของเซียงเยวี่ยไจไว้ จึงได้รับค่ารักษาเป็นเงินจำนวนมหาศาลครอบครัวสกุลหวังถึงได้สามารถสร้างเรือนอิฐได้”
“เป็นไปไม่ได้!มีลูกสะใภ้บ้านใดกันที่หาเงินได้มากขนาดนั้นแต่กลับไม่เก็บไว้ใช้เองทั้งยังมอบให้ครอบครัวสามีเพื่อสร้างบ้านอีก?”
“ใช่หรือไม่เล่าทว่าคนในหมู่บ้านสกุลหวังล้วนเอ่ยกันเป็นเสียงเดียวว่าเรือนอิฐถูกสร้างขึ้นด้วยเงินที่ภรรยาของนายทหารคนนั้นหามาได้และมอบให้กับครอบครัวสกุลหวัง”
“พลทหารคือบุตรชายคนโตของครอบครัวใช่หรือไม่?”
“มิใช่บุตรชายคนโตของครอบครัวสกุลหวังเป็นคนพิการส่วนสะใภ้ใหญ่คือสตรีที่แต่งงานมาแล้วสามหน ทั้งสองคนนั้นแม้แต่บุตรของตนเองยังเลี้ยงไม่รอดแล้วจะมีเงินมาให้ครอบครัวสกุลหวังใช้สร้างบ้านได้อย่างไร?”
“ต้องรู้ก่อนว่าในใต้หล้านี้บุตรชายคนโตคือคนที่ต้องเลี้ยงบิดามารดาที่แก่ชรา บ้านย่อมเป็นมรดกของบุตรชายคนโตทว่ามิใช่คนที่เป็นทหารหรือจะเป็นภรรยาของเขาที่นำเงินของตนมาสร้างบ้านให้สามี?”
“ว่ากันว่าภรรยาของพลทหารผู้นั้นมีจิตใจงดงามยิ่งนัก”
เหล่าชาวบ้านที่อยู่ห่างออกไปไกลถึงสิบลี้ล้วนวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนี้เอ่ยถึงกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าเรื่องใดล้วนมีทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดเหล่านี้ยังแว่วดังไปถึงหูของเซียงเยวี่ยไจอีกด้วย
ยามที่หลงจู๊หม่าเซี่ยงหนานเดินทางมาถึงสาขาใหญ่ของเซียงเยวี่ยไจที่เมืองเซียงเพื่อนำสินค้าเข้าร้านเขาได้พบกับหม่าชิงชุน จึงเอ่ยไปหนึ่งประโยค “หลี่ซื่อนำเงินมาสร้างบ้านให้ครอบครัวสกุลหวังและยังขุดบ่อน้ำใหม่ด้วย นางช่างเป็นสตรีที่ดีจริงๆ”
ทั้งหม่าชิงและหม่าเซี่ยงหนานรู้ถึงสถานการณ์ของครอบครัวสกุลหวังดี
หวังเฮ่าไม่ได้เป็นบุตรชายคนโตอีกทั้งยังเป็นทหารอยู่นอกบ้าน หนึ่งปียังมิอาจหวนกลับมาหาครอบครัวได้หลี่ชิงชิงเพิ่งแต่งเข้าบ้านสกุลหวังได้ไม่นานก็ดีต่อสกุลหวังถึงเพียงนี้นางมีความรักลึกซึ้งมั่นคงต่อหวังเฮ่า นับเป็นเรื่องราวที่พาให้ผู้คนยกย่องจริงๆ
หม่าชิงเอ่ยด้วยอารมณ์ท้อใจเล็กน้อย“หากภรรยาของทหารทุกคนเป็นอย่างหลี่ซื่อ ดูแลงานหลังบ้านอย่างเรียบร้อยทำให้ทหารสามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจในค่ายยามที่ต้องสู้ศึกในสนามรบก็จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”
ตระกูลหม่าเป็นตระกูลทหารตัวหม่าชิงเองแม้มิได้เข้าร่วมกองทัพ ทว่าคนรอบข้างส่วนใหญ่ล้วนเป็นทหารทั้งสิ้นเขาได้ยินและได้เห็นมาหลายหนว่าการเป็นทหารนั้นไม่ง่ายเลยและการเป็นครอบครัวของนายท่านก็ยิ่งไม่ง่ายเข้าไปใหญ่
หม่าเซี่ยงหนานพยักหน้าเอ่ยว่า “ท่านเอ่ยได้ถูกต้อง”
“หากวันหน้าหลี่ซื่อมีเรื่องให้เจ้าช่วยแต่เจ้ามิอาจช่วยนางได้ ก็ให้มาหาข้า” น้ำเสียงของหม่าชิงแฝงไปด้วยความนับถือต่อหลี่ชิงชิงอยู่สองส่วน
“ขอรับ”หม่าเซี่ยงหนานเกิดความรู้สึกดีใจแทนหลี่ชิงชิงทว่าในเวลาเดียวกันก็หวังว่าหลี่ชิงชิงจะไม่ต้องพบเจอปัญหายุ่งยากใจใดๆ
หลังจากที่หม่าชิงกำชับหม่าเซี่ยงหนานอีกสองสามเรื่องเสร็จเขาก็ไปที่คลังสินค้าด้วยความตื่นเต้น
หลังจากที่ได้สูตรไข่เค็มมาแล้วเขาก็มอบหมายให้แต่ละสาขาซื้อไข่เป็ดในปริมาณมาก ก่อนจะคัดเลือกบ่าวไพร่ที่ไว้ใจได้แปดคนมาทำไข่เป็ดทั้งหมดให้กลายเป็นไข่เค็ม
ยามนี้มีไข่เค็มที่ทาน้ำมันแล้วกว่าห้าพันเจ็ดร้อยฟองอีกทั้งยังมีไข่เค็มที่เป็นไข่แดงคู่มากกว่าสามร้อยฟอง
ไข่เค็มที่เป็นไข่แดงคู่ถูกส่งไปยังวังหลวงเพื่อแสดงความกตัญญูต่อขุนนางสกุลหม่าท่านนั้น แน่นอนว่าของกำนัลย่อมไม่ได้มีเพียงไข่เค็มที่เป็นไข่แดงคู่เท่านั้นทว่ายังมีสินค้าพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย
หม่าชิงวางแผนจะนำไข่เค็มออกสู่ตลาดในปริมาณมากหลังจากทำเรื่องเรื่องหนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ยามที่หม่าเซี่ยงหนานเห็นถังขนาดใหญ่หลายร้อยใบที่เต็มไปด้วยไข่เค็มในคลังสินค้าเขาก็เอ่ยด้วยความตกใจเล็กน้อยว่า “มีไข่เค็มเยอะขนาดนี้เชียวหรือขอรับ?”
หม่าชิงเผยรอยยิ้มหล่อเหลาเขาโบกมือก่อนเอ่ยว่า “ล่าเยว่ [1] มาช้าไปหน่อย หลังจากผ่านไปไม่กี่วันก็จะเริ่มขายแล้วเริ่มตั้งแต่ถนนเมืองเซียงขึ้นไปทางเหนือ”
“นายท่านมีสายตาเฉียบแหลมกว้างไกลข้าน้อยขออวยพรให้การค้าไข่เค็มรุ่งเรืองเฟื่องฟูค้าขายไปทั่วอาณาจักรทั้งเหนือและใต้ขอรับ!” หม่าเซี่ยงหนานเป็นเพียงหลงจู๊สาขาในอำเภอในบรรดาหลงจู๊ของเซียงเยวี่ยไจ เขาอยู่ในตำแหน่งค่อนไปทางรั้งท้ายครานี้เป็นเพราะค้นพบโอกาสในการค้าไข่เค็มและมารายงานเจ้านาย ถึงได้มีการติดต่อกับหม่าชิงมากขึ้น
“หากเป็นดังคำอวยพรของเจ้าจริงประโยชน์ย่อมตกอยู่กับเจ้าไม่น้อย” หม่าชิงเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าเบื้องบนพลางหัวเราะเสียงดังบุรุษที่แต่งกายอย่างประณีตงดงามเช่นเขากลับไม่ถือเรื่องความพิถีพิถันสามารถอยู่ในคลังสินค้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นไข่เค็มได้เป็นเวลานาน
วันรุ่งขึ้น ภรรยาของผู้ตรวจการอำเภอเกาหมิ่นฮูหยิน[2] ลำดับสองนามเติ้งซื่อ ได้มีการจัดงานเลี้ยงอวยพรวันเกิด ตัวนางมีฐานะเกาหมิ่นที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้เมื่อรวมกับเหล่าบุตรชายของนางล้วนกตัญญู เหล่าตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองจึงได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานอวยพรวันเกิดของนาง
ตระกูลหม่าเป็นตระกูลใหญ่ย่อมได้รับเทียบเชิญเช่นกัน เฟิ่งซื่อภรรยาของหม่าชิงและเหล่าพี่สะใภ้น้องสะใภ้ ล้วนไปร่วมงานอวยพรวันเกิดในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
เฟิ่งซื่อปฏิบัติตามคำสั่งของหม่าชิงเป็นอย่างดีนอกจากจะไปเพื่อมอบของขวัญแล้ว นางยังตั้งใจไปมอบอาหารรสเด็ดจานใหม่ของเซียงเยวี่ยไจ“จินอวี๋หม่านถัง” ด้วย
บนจานกระเบื้องเคลือบสีฟ้าแถบลายดอกไม้สีขาวที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างหนึ่งฉื่อเรียงรายไปด้วยไข่เค็มไข่ขาวสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนไข่แดงเป็นสีเหลืองนวลวาววับไปด้วยน้ำมัน ไข่ขาวงดงามราวหยกส่วนไข่แดงวาววับราวทองคำ
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมาของทุกคนเฟิ่งซื่อเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าขออวยพรให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีอายุยืนยาวเงินทองมั่งมีโชคดีศรีสุขเจ้าค่ะ!"
“จินอวี๋หม่านถัง[3] ช่างเป็นคำอวยพรที่ยอดเยี่ยมจริงๆ พวกเจ้าทั้งสองมีน้ำใจเหลือเกิน”เติ้งซื่อได้ยินชื่ออาหารจานนี้ก็ให้รู้สึกดีนักยามที่ยิ่งเห็นว่าอาหารหน้าตางดงามน่ารับประทาน นางก็ยิ่งเอ่ยปากชื่นชมเพิ่มขึ้นอีกสองประโยค
นางได้รับของขวัญอวยพรมากมายจนจำไม่หวาดไม่ไหวทว่าของขวัญที่แปลกประหลาดคาดไม่ถึงซึ่งถูกคัดเลือกโดยผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดีเช่นนี้นางยังคงจดจำได้แม่น เมื่อเห็นบุตรชายผู้เป็นผู้ว่าราชการเมืองเซียงนางจึงเอ่ยบอกให้เขาลองชิมดูสักคำ
“ท่านแม่ยังมีใจคิดถึงข้าดีเลย ข้าจะทานจินอวี๋หม่านถังนี่แน่นอนขอรับ” ผู้ว่าราชการเมืองเซียงนั้นอยู่ในวัยกลางคนแล้วทว่าเขายังคงให้ความสำคัญกับความรักที่มารดามอบให้
......
“ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าจินอวี๋หม่านถังดียิ่งนักเอ่ยชมเฟิ่งซื่อหลายประโยคเชียวละ”
“จินอวี๋หม่านถังนั่นให้ดีอย่างไรก็เป็นได้แค่ไข่เฮ้อ เงินที่เสียไปเพียงไม่กี่เหรียญทองแดงเท่านั้นทว่ากลับเข้าตาฮูหยินผู้เฒ่าได้เชียว?”
“ได้ยินเฟิ่งซื่อเอ่ยว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเซียงเยวี่ยไจจะเริ่มขายจินอวี๋หม่านถัง”
มีฮูหยินท่านหนึ่งมอบของขวัญมูลค่าล้ำค่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าทว่านางกลับไม่ได้รับคำชมสักประโยคเดียว ในใจย่อมอิจฉาเฟิ่งซื่อที่ได้รับคำชมยิ่งนักนางโกรธจนจมูกแทบจะบิดเบี้ยวแล้ว “นี่มันเรื่องอันใดกันเฟิ่งซื่อสามารถขยายการค้ามาถึงตรงนี้เชียวหรือ? ช่างไร้ยางอายเสียจริง”
ทว่าอย่างไรก็ตามไข่ฟองน้อยๆ ที่ชื่อว่าจินอวี๋หม่านถังเหล่านี้ กลับโด่งดังท่ามกลางหมู่ขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเมืองเซียง
หลังจากเหล่าฮูหยินกลับมาถึงจวนล้วนออกคำสั่งพ่อบ้านว่า“พรุ่งนี้จงไปที่เซียงเยวี่ยไจเพื่อซื้อจินอวี๋หม่านถังกลับมา ซื้อมามากหน่อยเอาไว้มอบเป็นของขวัญ”
หม่าชิงวางขายไข่เค็มถึงสามพันฟองที่เซียงเยวี่ยไจสาขาใหญ่ในเมืองเซียงทว่าใช้เวลาไม่ถึงวัน ไข่ก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง ยามที่คนในเมืองเซียงรู้ข่าวและพากันมาซื้อไข่ก็ขายออกไปจนหมดแล้ว พวกเขาจึงแห่ไปที่ร้านสาขาเล็กในอำเภอหรือตำบลอื่น แต่ก็ยังมิอาจซื้อได้อยู่ดีจึงทำได้เพียงซื้อของกินอย่างอื่นไป
ทุกคนไม่สามารถซื้อไข่เค็มที่สาขาใหญ่ได้จึงหันไปซื้อที่สาขาเล็กอื่นๆ
เพียงวันเดียว ปริมาณยอดขายทั้งอาหารทานเล่นผลไม้แห้ง ของแห้งในสาขาใหญ่ ก็พุ่งสูงทะลุเป้ายิ่งกว่าช่วงวันหยุดเทศกาลเสียอีกและนั่นทำให้หลงจู๊ของร้านสาขาหลักปลื้มปริ่มจนแทบจะหุบยิ้มไม่ลง
“นายท่านช่างเฉียบแหลมนักเปลี่ยนชื่อไข่เค็มเป็นจินอวี๋หม่านถัง ก่อนจะให้ฮูหยินนำคำว่าจินอวี๋หม่านถังไปกล่าวที่จวนผู้ว่าราชการเมืองเซียงทำให้เหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ล้วนทราบกันถ้วนหน้า”
“วันนี้การค้าในร้านเซียงเยวี่ยไจของพวกเรารุ่งโรจน์จนไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งเอาไว้ได้ทำเอาร้านคู่แข่งอย่างเจียงหนานไจโมโหจนแทบตายแล้ว”
“คราวที่แล้วในเทศกาลแข่งเรือมังกรเจียงหนานไจจู่ๆ ก็ลดราคาบ๊ะจ่างลง หาได้สนกฎเกณฑ์อันใดเลยสักนิด ตั้งแต่ตอนแรกข้าก็รู้สึกแล้วว่าคนของเจียงหนานไจนั้นเกะกะสายตายิ่งฮ่าๆ มาครานี้เซียงเยวี่ยไจของพวกเราออกสินค้าจินอวี๋หม่านถัง พาให้ทั้งอาหารว่างผลไม้แห้งต่างๆ ของเราขายดิบขายดีไปด้วย พวกเจียงหนานไจจะโมโหจนจุกอกตายก็นับว่าสาสมแล้ว!”
“นายท่านลงมือเซียงเยวี่ยไจของพวกเราก็เอาชนะเจียงหนานไจได้ทันที!”
พนักงานในร้านสาขาหลักเหนื่อยยากจากงานที่ยุ่งวุ่นวายมาทั้งวันทว่าเมื่อเห็นว่าพวกเขาสามารถเอาชนะเจียงหนานไจจนขาดลอยได้ในใจกลับรู้สึกปลอดโปร่งยิ่ง ความเคารพยกย่องที่มีต่อหม่าชิงของแต่ละคนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ไข่เค็มชุดแรกกว่าห้าพันฟองถูกนำออกขายสู่ตลาดภายในเวลาไม่ถึงสามวันก็ขายดิบขายดีจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือสักฟองเดียว
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ลาเยว่ (腊月) เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
[2] เกาหมิ่นฮูหยิน“诰命夫人” คำว่า 诰命แปลว่าพระบัญชาขององค์จักรพรรดิที่มีแก่ขุนนาง และสตรีที่ได้รับการแต่งตั้งยศหรือบรรดาศักดิ์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นคำเรียกที่ใช้ยกย่องภรรยาของขุนนาง
[3] จินอวี๋หม่านถังหมายถึง เงินทองมั่งมี เฟิ่งซื่ออวยพรเติ้งซื่อว่า “เงินทองมั่งมีโชคดีศรีสุข”ซึ่งมีคำว่าจินอวี๋หม่านถังรวมอยู่ในนั้น