“นี่มันอะไรกัน” มาดามแคทเธอรีนฟาดแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะดังโครมก่อนจะหันไปตวาดใส่ผู้พันวาซีลี
“ฉันบอกคุณแล้วใช่มั้ยว่าอย่าให้เกิดเื่ผิดพลาดขึ้นมาได้ แล้วนี่อะไรกัน”
“ผมไม่เข้าใจครับมันเกิดอะไรขึ้น” ดูเหมือนผู้พันจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“นี่ ดูนี่สิ มีคนเห็นไอ้เด็กผมทองนั่นเดินเตร่อยู่ข้างนอกกำแพง” มาดามตอบทันที
“เป็ไปไม่ได้ ก็ผมสั่งให้ะเิยานนั่นทิ้งไปแล้ว” ผู้พันยังยืนกรานตามเดิม
“คุณก็เอาแต่พูดว่าเป็ไปไม่ได้อยู่นั่นแหละ รีบไปจัดการซะเดี๋ยวนี้เลย อย่าปล่อยให้มันเดินเพ่นพ่านอยู่แบบนั้นเข้าใจมั้ย”
“หรือว่าที่คนของเรารายงานว่ามีการวิ่งไล่จับกันกลางเมืองเมื่อวานเป็เพราะเหตุนี้” ผู้พันตั้งข้อสังเกต
“จะยังไงก็ช่างคุณต้องเอาตัวมันมาให้ได้ ก่อนที่พวกนั้นจะได้ไป เข้าใจมั้ย”
“ครับ มาดาม”ผู้พันรับคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่คิดมาก่อนว่า เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น
หลายครั้งแล้วที่การปฏิบัติภารกิจไม่ได้เป็ไปตามที่คาดหวัง ทองคำจำนวนมากมักจะล่อตาล่อใจให้กับนักบินมานักต่อนักแต่ก็ไม่เคยมีใครรอดกลับมาได้สักราย ความผิดพลาดในครั้งนี้ ทำให้เขาต้องระมัดระวังให้มากขึ้นในการบินครั้งต่อไป
“พรุ่งนี้เราจะยังขึ้นบินตามเดิมมั้ยครับ” ผู้พันถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายอารมณ์สงบลงมาบ้างแล้ว
“เรามีทางเลือกอื่นด้วยเหรอ”
“ครับ”
“มีอะไรอีกมั้ย”
“เราจะตามเค้ากลับมาดีมั้ยครับ” ผู้พันวาซีลีถาม
“มันยังคงไม่ถึงเวลา แต่ถ้าจำเป็ฉันจะตามเค้ากลับมาเอง คุณไปได้ละ”
เมื่อเห็นว่าผู้พันวาซีลีเดินออกจากห้องไปแล้วมาดามก้มหน้าเปิดหารายชื่อสนทนาในโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะพิมพ์ข้อความลง
“ขอพิกัดด้วย พรุ่งนี้เราจะขึ้นบินอีกครั้ง”
.................................................
เกือบเที่ยงแล้วแต่ซีรีสยังคงนอนเอามือเกยหน้าผากอยู่บนที่นอน วันหยุดแบบนี้ เค้าไม่เคยออกไปไหนอยู่แล้วเค้าตื่นแต่เช้าตามปกติ ตอนที่ลงไปทานอาหารเช้า เค้าเห็นพ่อยังคงนั่งอยู่ในห้องทำงาน นานๆสักครั้งที่พ่อจะขลุกตัวอยู่ในนั้น กับเครื่องมือเก่าๆ ของพ่อดูพ่อมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่กับมัน ซีรีสจึงไม่อยากรบกวน ก้มหน้าก้มตาทานอาหารจนหมด แล้วกลับขึ้นมาบนห้องนอน
เื่ของแพทริคยังคงคาอยู่ในหัวของซีรีสมาั้แ่เมื่อวาน มันเป็ไปได้ไง ที่หมอนั่นจะยังอยู่ เค้าเห็นกับตาว่าหมอนั่นเดินขึ้นยานไปแล้วและนิวเวิร์ลก็ออกประกาศให้ทราบกันทั่วว่ายานได้ขาดการติดต่อและหายไปในอวกาศ
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจพอมาผสมเข้ากับคำพูดของไอรีนเกี่ยวกับศาสตราจารย์เข้าไปอีกทำให้สมองของเขาแทบจะะเิขึ้นมาทันที
ถ้าศาสตราจารย์พูดถูกว่ายานเฮลีออสไม่ได้ไปที่ดาวซีรีสแล้วพวกเค้าไปไหน ไปทำไม แล้วทำไมต้องพาคนไปด้วยแล้วทำไมศาสตราจารย์ต้องบอกว่ายานะเิ ถ้ายานะเิแล้วแพทริครอดมาได้ยังไง
“โอ้ยย คิดไม่ออกเลยวุ่ย” ซีรีสอุทานออกมาดังๆ
ก่อนที่สติจะเตลิดไปมากกว่านี้ซีรีสได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ปกติพ่อจะเป็คนรับสาย แต่วันนี้เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นานผิดปกติ แสดงว่าพ่อของเขาไม่อยู่บ้านอีกแล้ว ซีรีสรีบวิ่งลงมารับสาย
“ฮัลโหล” ซีรีสกรอกเสียงลงไป
ไม่มีการตอบรับจากปลายสายมีแต่เสียงอื้ออึงดังก้องอยู่ในหูฟัง
“ฮัลโหล บ้านดอกเตอร์เบนจามินฮอบส์ มีธุระไรหรือเปล่าครับ” ซีรีสพูดลงไปอีกที
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ..... แล้วอีกฝั่งก็วางสายไป
“คนบ้าอะไร โทรมาแล้วไม่ยอมพูด”ซีรีสสบถออกมา เขาวางหูแล้วเดินหาพ่อ ทุกซอกทุกมุมของบ้านก็ไม่พบ
“หรือพ่อจะไปที่อุโมงค์” ซีรีสคิด
คุณนายมิลินวางหูโทรศัพท์ลงพลางนั่งกังวลใจ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร้าน เช้าวันนี้มีคนมาที่ร้านเธอมากผิดปกติ หลายคนสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเหมือนตั้งใจจะมาสับเปลี่ยนเวรยามกัน
เธอเชื่อว่าการที่เบนมาที่ร้านของเธอ เื่นี้คงไปถึงพวกนิวเวิร์ลแน่ พวกนั้นถึงได้ส่งคนมาประจำการที่ร้าน ปกติพวกนั้นก็มากันทุกวันอยู่แล้วแต่ไม่มากจนผิดปกติแบบนี้
เธอห่วงว่าเบนจะได้รับอันตรายแต่เมื่อคนรับสายไม่ใช่เบน เธอเกรงว่าลูกชายของเค้าจะจำเสียงเธอได้เธอไม่อยากให้ใครรู้ว่า เธอกับเบน เคยเป็อะไรกันมาก่อน
เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เช้านี้เธอยังไม่เห็นไอรีนเลย ปกติวันหยุดแบบนี้ ลูกสาวคนเก่งจะออกมาช่วยงานเป็ประจำแต่ทำไมเช้านี้ถึงไม่ยอมออกมา
เธอรีบเดินกลับเข้าหลังร้านไปยังห้องนอนของลูกสาว เคาะประตูพลางเรียกดังๆ
“ไอรีน เป็อะไรไปลูกเช้านี้แม่ไม่เห็นลูกเลย ลูกไม่สบายหรือเปล่า แม่เข้าไปได้มั้ย”
“หนูไม่เป็ไรค่ะแม่แม่เข้ามาสิคะ” เสียงไอรีนตอนกลับมา
คุณนายมิลินเปิดประตูเข้าไปเห็นลูกสาวนั่งหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ท่าทางแบบนี้ทำให้นางเข้าใจได้ในทันทีว่าลูกสาวคงจะต้องมีเื่อะไรมาแน่ๆ
“เป็ไรไปจ๊ะคนสวยของแม่” นางกล่าวพลางนั่งลงข้างๆ ลูก
“หนูไม่รู้ว่าจะบอกแม่ดีหรือเปล่าแต่แม่สัญญาก่อนนะว่าจะไม่โกรธหนู” ไอรีนเอ่ยเสียงออดอ้อน
“แม่จะโกรธลูกทำไมละจ๊ะ ไหนมีอะไรบอกแม่มาสิจ๊ะ”
ไอรีนนิ่งเงียบอยู่นานไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาก่อนจะถอนหายใจเสียงดังแล้วเริ่มเล่าสิ่งที่ทำมาให้แม่ฟัง
“แม่คะหนูแอบหนีออกไปข้างนอกกำแพงมาค่ะแม่”
“อะไรนะลูก” คุณมิลินใอุทานออกมาเสียงดัง
“เดี๋ยวๆๆ ลูกบอกแม่ว่างนะหนูแอบหนีไปข้างนอกเหรอ หนีไปได้ยังไง แล้วไปกับใคร แล้ว โอ้ยยย มันเป็ไปได้ยังไงลูก” เธอยังใไม่หาย
“นั่นสิแม่หนูเองก็ยังใอยู่เลยแต่มันผ่านไปเร็วมาก เหมือนกับฝันไป สองวันแล้วที่หนูครุ่นคิดถึงเื่นี้หนูไม่สบายใจเลยค่ะแม่” ไอรีนพูดเสียงเศร้า
“ใจเย็นๆ จ๊ะ ลูกค่อยๆเล่าให้แม่ฟังมาสิว่ามันไปมายังไงกัน” คุณมิลินพูดปลอบใจ
“มันก็เริ่มมาจากพวกเราสงสัยเกี่ยวกับการปล่อยยานในวันนั้นแล้วพวกเราก็ไปหาศาสตราจารย์ แต่หนูไม่คิดว่าซีรีสเค้าจะรู้เื่ที่พ่อของเขาแอบหนีไปข้างนอกเขาจึงพาพวกเราไปที่นั่น”
ไอรีนหยุดพักนิดนึงก่อนจะหันไปสบตากับแม่ของเธอ คุณนายมิลินยังมีท่าทางใอยู่เธอจ้องมองมาที่ไอรีนตาไม่กระพริบ
“เล่าต่อสิลูก”
“แม่คะข้างนอกนั่นไม่ได้เป็อย่างที่พวกเขาบอกเราเลยค่ะแม่ มันสวยงามมากบ้านเรือนอยู่กันอย่างสบาย ผู้คนดูยิ้มแย้มมีความ หนูยังไปนั่งกินไอศกรีมในร้านข้างนอกนั่นเลย มันอร่อยมาก”
“แล้วลูกเจออะไรอีก”
“ดูเหมือนพวกเราจะทำผิดพลาดบางอย่างที่ร้านไอศกรีมนั่น วิลจ่ายเงินด้วยเงินที่เค้าพกติดตัวไปจากนั้น คนพวกนั้นก็ไล่จับพวกเรา หนูวิ่งหนีสุดชีวิต จนมากับ”
“พบกับใครลูก”
“แม่ต้องไม่เชื่อแน่เลยแพทริคมาช่วยพวกเราไว้”
“แพทริคไหนเหรอลูก”
“แพทริครุ่นพี่หนูที่ขึ้นไปกับยานเฮลีออสไงแม่”
“หา.........” คุณนายมิลินอุทานเสียงหลง
“ใช่ค่ะแม่ พวกเราใมากเลยมันเป็ไปได้ยังไง ที่คนที่นิวเวิร์ลบอกว่าตายไปแล้ว อยู่ดีดีก็โผล่ออกมาแบบนั้นมันน่าเหลือเชื่อมาก หนูใมากเลยค่ะ ทีแรกหนูยังคิดว่าตาฝาดไปแต่เค้าก็จำพวกเราได้ และพวกเราทั้งสามคนก็จำได้ไม่ผิดแน่”
“เป็ไปได้ยังไงนี่มันอะไรกัน”
“มันยังไม่จบแค่นั้นค่ะแม่”
“แม่รอฟังอยู่จ๊ะ”
“พอพวกเราหนีมาได้ จากนั้นเมื่อวานหนูก็ไปหาศาสตราจารย์ เราเล่าเื่นี้ให้ฟังหนูสังเกตเห็นว่าเค้ามีอาการแปลกๆ แถมยังบอกด้วยว่า ยานเฮลีออสะเิไปแล้ว แต่ไม่เคยมีใครพูดเลยใช่มั้ยค่ะแม่ว่ายานนั่นะเิ ทำไมศาสตราจารย์พูดแบบนั้น”
ไอรีนพูดจบก็หันมามองหน้าแม่ของเธอที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไร้ความรู้สึก เหมือนกำลังใจลอยคิดอะไรอยู่ จนไอรีนต้องถามซ้ำไปอีกครั้งเธอจึงได้สติแล้วจับลูกสาวมาสวมกอดพร้อมกับเอ่ยคำขอโทษออกมา
“แม่ขอโทษลูกแม่ไม่น่าจะให้ลูกไปรู้จักกับคนแบบนั้นเลย แม่ขอโทษ” จากนั้นเธอก็ปล่อยโฮออกมาท่ามกลางความสงสัยของลูกสาว ว่ามันคืออะไรกันแน่
...............................................
โดมินิครีบวิ่งเข้ามาในห้องด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นอเล็กซ์กำลังยืนคุยอยู่กับแพทริค เขาพยักหน้าเชิงเรียกให้อเล็กซ์ออกไป อีกฝ่ายเห็นดังนั้นก็รีบออกไปโดยเร็ว
“มีอะไรเหรอ” อเล็กซ์ถามขึ้นเมื่อออกมาอยู่กันตามลำพัง
“สายของเรารายงานมาว่าพวกนั้นจะไปขนทองอีกครั้งในวันพรุ่งนี้” โดมินิคกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“นับว่าเป็ข่าวที่ดี คนของคุณพร้อมใช่มั้ย”
“พร้อมเสมอตอนนี้เป็หน้าที่ของคุณที่จะพาพวกเราดูเส้นทางการขนทองของพวกนั้น”
“ไปกันเลย”
ทั้งสองรีบออกไปในทันทีโดยไม่ทันได้สังเกตว่า แพทริคเฝ้าจับตามองและแอบฟังพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่อเล็กซ์และโดมินิคกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมความพร้อมในการลงมือปล้นรถขนทองอยู่นั้น จึงเป็โอกาสดีที่แพทริคจะใช้เวลา่นี้ออกตระเวนรอบเมืองอีกครั้ง มันจะสนุกขึ้นไปอีกถ้าเขาได้เดินเตร่แบบตัวคนเดียว ไม่ต้องมีคนอื่นคอยเฝ้าติดตาม
อากาศที่ร้อนระอุของเวลาเที่ยงๆแบบนี้ ไม่มีที่ไหนที่จะเหาะให้ไปเยือนมากไปว่าบาร์แห่งนั้น เค้ายังคงคิดถึงรสชาติของเบียร์เย็นๆที่ได้ลิ้มรสเป็ครั้งแรก มันช่างเหมาะสมกันดีกับชายชาตรีอย่างเขา เขาตรงเข้าไปที่เค้าน์เตอร์สั่งเบียร์แก้วใหญ่มาดับกระหาย ยกซดทีเดียวเกือบหมดแก้ว มันช่างมีความสุขซะจริงๆ
แพทริคล้วงกระเป๋าไปหยิบเศษเหรียญหวังจะจ่ายเงินเป็่เวลาเดียวกันกับชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามานั่งๆ ขนาบข้าง พลางโบกมือห้ามไว้
“ไอ้หนุ่ม ไม่ต้องจ่ายแก้วนี้พวกเราเลี้ยงเอง” ชายคนหนึ่งกล่าวพลางหยิบเงินส่งให้พนักงาน
“โอววววดีจังขอบคุณครับพี่ชาย งั้นผมขออีกแล้ว” แพทริคยังไม่หนำใจสั่งเบียร์มาเพิ่มอีก แต่แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อมีอะไรบางอย่างมากระทบกับบั้นเอวของเขา
“แก้วเดียวก็พอแล้วไอ้หนูถ้ายังไม่อยากตาย อย่าเอะอะโวยวาย เดินตามพวกเราออกมาดีดี”ชายอีกคนที่มาด้วยกันกล่าวพลางกระทุ้งให้แพทริคลุกขึ้น
“ได้เลยลูกพี่” แพทริคว่านอนสอนง่ายก่อนที่จะยกเบียร์ซดจนหมดแก้ว แล้วเดินตามชายแปลกหน้าสองคนออกไป
เมื่อพ้นออกมาจากหน้าร้านชายแปลกหน้าได้บังคับให้แพทริคเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรบางอย่างนั้น แพทริคชิงพูดขึ้นมาก่อน
“พวกคุณไม่สงสัยเลยเหรอว่าทำไมผมถึงไม่ใหรือกลัวพวกคุณเลย”
ชายแปลกหน้าสองคนทำหน้างงแพทริคจึงตอบกลับไป
“ก็เพราะผมรอพวกคุณอยู่ไง ผมรู้ว่านิวเวิร์ลส่งพวกคุณมาจัดการผมแน่แต่เชื่อสิ ถ้าผมตาย พวกคุณจะพลาดข้อมูลเด็ดๆ ไป ฝากไปบอกหัวหน้าคุณด้วยว่าผมมีข้อมูลลับที่สำคัญจะบอกพวกเค้า พวกคุณไม่รู้เหรอว่าผมรอดมาได้ยังไง”
“ไอ้เด็กนี่มันฉลาดใช้ได้กล้าต่อรองกับพวกเรา”
“ถ้าพวกนายอยากได้รางวัลชิ้นโตจากหัวหน้านายจะต้องพาฉันกลับเข้าไปในกำแพง แล้วฉันจะบอกเื่นั้นกับหัวหน้าพวกนายเองแต่ถ้านายไม่เชื่อฉัน ก็ยิงฉันเลย” โดนแพทริคท้าทายออกมาแบบนี้ทำเอาอีกฝ่ายเริ่มจะลังเล
ทั้งสองยืนลังเลอยู่สักพักจากนั้นก็โทรศัพท์หาใครสักคน ก่อนที่จะจับแพทริคมัดมือมัดเท้าโยนขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่
.................................................
อเล็กซ์ขับรถพาโดมินิคมาถึงสนามบินเก่าที่อยู่ห่างจากตัวเมืองมาไกลพอสมควรสนามบินแห่งนี้ถูกปิดร้างไปนานแล้ว มันจึงเป็ที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับนักบินอิสระที่จะใช้สำหรับการขนส่งยานออกไปนอกโลก
ทั้งสองแอบอยู่บนเนินด้านหลังสนามบินภาพที่เห็นจากกล้องส่องทางไกล ทำให้ทั้งสองคนพบว่าวันนี้สนามบินแห่งนี้คึกคักเป็พิเศษ มีรถหลายคันจอดอยู่ ที่สำคัญคือมียานอวกาศลำเล็กๆ อยู่ในฐานปล่อยยานพร้อมกับเ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจเช็ครายละเอียดบางอย่างอยู่
“พวกมันจะขนของออกไปทางนั้น”อเล็กซ์ชี้มือไปตรงด้านข้างของสนามบิน
“ตรงนั้นจะเป็เส้นทางขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือแต่ถูกปิดตายไปแล้ว เมื่อออกจากที่นี่ไปพวกนั้นจะวกกลับเข้ามาทางแนวชายเขาเพื่อหลบหลีกไม่ผ่านในเมือง พวกนั้นจะมีรถขนทองสองคันที่ดัดแปลงเป็รถขนขยะ และรถคุ้มกันอีกสองคันขนาบด้านหน้าและหลังกำลังพวกมันมีไม่มาก เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ถ้าเราจะซุ่มโจมตีพวกนั้นเราจะต้องไปดังซุ่มรอตามแนวชายเขาตรงโน้น ที่นั่นจะลับตาคนและถ้าพวกนั้นขอกำลังเสริม ก็ยากที่จะมาถึงก่อนที่พวกเราจะลงมือสำเร็จ” อเล็กซ์สรุปรายละเอียดให้โดมินิคฟัง
“ถ้าเป็ไปตามนั้น งานของพวกเราคงจะไม่ยาก” โดมินิคพูด
“อย่าประมาท ถึงแม้จะมีคนน้อยแต่พวกนั้นก็ถูกฝึกมาอย่างดี อีกอย่างอาวุธของพวกนั้นก็พร้อมกว่าพวกนายต้องระวังตัวให้ดี”
“คนของฉันถูกฝึกมาอย่างดีไม่ต้องห่วงเื่นั้นหรอก”
“งั้นเราไปดูเส้นทางกัน” อเล็กซ์พูดพลางลุกขึ้นกลับไปที่รถ
ทั้งสองคนกลับไปขึ้นรถขับผ่านเส้นทางที่เคยใช้เป็เส้นทางขนทองภูมิประเทศสองข้างทางเป็ที่โล่งยาวหลายกิโลจนมาถึงแนวหุบเขาใกล้เส้นทางที่จะเชื่อมต่อเข้าไปยังในเขตตัวกับ กับแนวกำแพง ทำเลตรงนี้เหมาะที่จะเป็ซุ่มโจมตี โดมินิคใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ ด้วยความพอใจที่ตรงนี้คงจะพอให้คนของเขาอย่างน้อย 50คน ได้ซุ่มอยู่ตามแนวโขดหินทั้งสองข้างทาง ต่อให้พวกนั้นจะมากันเป็ร้อยคน ก็ไม่อยากที่จะถล่มให้ราบคาบในพริบตา
..............................................
รถตู้สีขาวกระจกดำทึบ ขับด้วยความสูงวิ่งฝ่าใจกลางเมืองเข้ามายังหน้าอาคารสำนักงานของนิวเวิร์ลก่อนจะเจอแผงกั้นที่มียามรักษาการอยู่แ่า คนขับหมุนกระจกลง พร้อมยื่นบัตรประจำตัวให้กับเ้าหน้าที่ ทั้งสองพูดคุยกัน 2-3 ประโยคก่อนที่แผงกั้นจะถูกเลื่อนออก เพื่อให้รถตู้ผ่านเข้าไปได้
ผู้พันวาซิลี ยืนรออยู่ในห้องทำงานด้วยความกระวนกระวายใจเขาแอบมองผ่านกระจกลงไปข้างล่าง เห็นรถตู้ขับผ่านเข้ามาแล้วหายลับเข้าไปใต้ตึกสูงที่เขายืนอยู่
ชั่วอึดใจเดียวชายสามคนก็มาถึงห้องของเขา สองคนคือลูกน้องที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจ อีกคนที่ถูกหิ้วปีกมา จะเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากแพทริค คนที่น่าจะตายไปั้แ่หลายวันก่อน
ชายสองคนโยนแพทริคลงไปกองกับพื้นห้องสภาพของแพทริคในตอนนี้ดูยับเยินมาก
“พวกคุณต้อนรับแขกกันแบบนี้เหรอ” แพทริคกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นมองวาซีลีที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“มันอยู่ที่ว่าคนๆนั้นเป็แขกแบบไหน” วาซีลีตอบด้วยน้ำเสียงที่เ็า
“รับรองได้ว่ามันคุ้มค่าแน่นอนกับข้อมูลที่ผมจะบอกพวกคุณ” แพทริคตอบกลับไปเขาพยายามลุกขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับผู้พันวาซีลีก่อนจะพูดต่อไป
“ผมหวังว่าจะได้เจอกันคนที่ใหญ่กว่านี้แต่ก็ช่างเถอะ บางทีลูกน้องตัวเล็กๆ อย่างคุณก็พูดง่ายดี ก่อนจะให้ข้อมูลผมขอให้คุณสัญญากับผมว่าจะรับรองความปลอดภัยของผม และจะไม่ให้ใครมาทำร้ายผมอีก โดยเฉพาะไอ้สองคนนั้น”แพทริคชี้มือไปยังสองคนที่ลากเขามา
“กับสภาพที่เห็นตอนนี้ถือยังว่าน้อยไปซะด้วยซ้ำ สิ่งที่นายจะพูด ต่อให้นายไม่พูดฉันคงจะใช้เวลาไม่นานหรอก จะไปสืบหามัน นายก็น่าจะรู้ดีคนของนิวเวิร์ลมีอยู่ทั่วทุกที่ มันไม่ยากเลยที่เราจะเค้นความลับของทุกคนออกมา แต่เอาเถอะฉันสัญญาว่าจะไม่ให้ใครทำอะไรนายมีอะไรก็ว่ามา หวังว่ามันคงจะสำคัญจริงๆ นะ”
แพทริคเดินเข้าไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหูผู้พันวาซีลีทำเอาผู้พันถึงใ มือไม้สั่นเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียว