ตอนที่ 146 บ้านลึกลับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาจากการอ่านชีวประวัติของฆาตกรที่ชื่อเฟรดดี้
ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้แล้ว คาถาเวทที่เขาชำนาญมากที่สุดก็คือเวทแรงโน้มถ่วงที่สามารถบังคับสิ่งของให้ลอยไปไหนมาไหนได้ ทั้งนี้เขายังมีความสามารถที่คล้ายกันอย่างพลังจิต นี่ไม่เท่ากับว่ามันเป็นทักษะการโจมตีที่เหมาะกับเขาอย่างนั้นหรอ?
“ผู้ใช้พลังจิตคนอื่นอาจจะเลียนแบบเฟรดดี้ไม่ได้ แต่ฉันต้องทำได้อย่างแน่นอน”
เมอร์ลินเชื่อมั่นในมันสมองของเขา เขาเชื่อว่าตนเองจะสามารถหาเคล็ดลับในการควบคุมวัตถุให้เจาะทะลวงทุกสิ่งได้
ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลหรือคาถาเวทย์ ยังไงเขาก็เป็นนักวิชาการคนหนึ่ง มันย่อมไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่จะทำเรื่องพวกนี้
“เอาล่ะ ยังไงตอนนี้ฉันก็ต้องหาวิธีการฝึกพลังจิตไม่ให้ส่งผลกระทบต่อร่างกายก่อน”
เมอร์ลินยังคงอ่านหนังสือเกี่ยวกับพลังจิตไปเรื่อยๆ
ด้วยความมุ่งมั่นของเขา นั่นทำให้เวลาเพียงแค่วันเดียวเขาก็อ่านหนังสือพลังจิตเกือบหมื่นเล่มจนหมดทั้งห้องสมุด รวมทั้งรายงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับพลังจิตอีกด้วย
หลังจากกลับบ้านเขาก็ทำการเรียบเรียงข้อมูลที่ได้รับมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ลืมที่จะจารึกอักขระบนดวงวิญญาณไปด้วย
นั่นเพราะเขารู้ว่าการทำเช่นนี้จะเป็นการขัดเกลาพลังจิตของเขาไปในตัว นั่นทำให้พลังจิตของเขาแหลมคมและมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
“จุดอ่อนของนักเวทและผู้ใช้พลังจิตล้วนอยู่ที่ร่างกาย ส่วนการบ่มเพาะที่จะเสริมศักยภาพทางด้านร่างกายที่ดีที่สุด นอกจากพลังปีศาจและพลังอสูรที่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงแล้ว ก็ยังมีพลังเจตจำนงของอัศวิน”
เมอร์ลินคิดถึงความจริงตรงนี้ก็ได้แต่ยิ้มและส่ายศีรษะไปมา
“ดูเหมือนว่าฉันจะโลภมากเกินไปแล้ว ไม่มีทางที่ฉันจะฝึกฝนทุกๆ อย่างไปพร้อมๆ กันได้ โดยเฉพาะพลังเจตจำนงของอัศวิน”
มีงานวิจัยหลายชิ้นรายงานออกมาว่าพลังเจตจำนงกับพลังเวทนั้นเหมือนน้ำกับไฟ เมื่อฝึกฝนพลังลี้ลับประเภทใดประเภทหนึ่งแล้วจะไม่สามารถฝึกฝนพลังอีกอย่างได้ จึงเลือกฝึกฝนแค่พลังประเภทเดียวเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีอัศวินที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้
ตรงกันข้ามพลังเจตจำนงกลับมีความเข้ากันได้ดีกับพลังศรัทธา
นอกจากพลังเจตจำนงจะเข้ากันได้ดีกับพลังศรัทธาแล้ว พลังเวทก็เข้ากันได้ดีกับพลังศรัทธาเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ศาสนจักรจึงมีกองกำลังที่ถูกเรียกว่านักรบศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นกองกำลังที่มีทั้งอัศวินศักดิ์สิทธิ์และนักเวทศักดิ์สิทธิ์
พลังเวทที่รวมเข้ากับพลังศรัทธาจะกลายเป็นเวทแสงที่มีความบริสุทธิ์ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านการโจมตีโดยเฉพาะ ส่วนอัศวินศักดิ์สิทธิ์กลับตรงกันข้ามพลังกายธาตุแสงของพวกเขาได้เพิ่มพลังป้องกันและพลังรักษาของร่างกายอันเป็นที่สุด สามารถกำราบพลังปีศาจได้ด้วยกล้ามเนื้อของพวกเขา
สายเลือดราชวงศ์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงมักจะเข้าร่วมและศึกษากับศาสนจักร นั่นทำให้อาณาจักรต่างๆ ต่างอยู่ในการควบคุมของศาสนจักร จนทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สามารถดำรงอยู่อย่างสงบสุขปราศจากมหาสงครามที่ล้างผลาญผู้คนเป็นจำนวนมากระหว่างอาณาจักรด้วยกันได้
แต่ถึงอย่างนั้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งสงคราม แต่มันมักจะเกิดขึ้นในขอบเขตที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ไม่เช่นนั้นศาสนจักรจะต้องยื่นมือเข้ามาอย่างแน่นอน
เมอร์ลินเรียบเรียงข้อมูลอยู่ในห้องทำงานของตนเอง เมื่อรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็มืดมิดแล้ว
เขาเหลือบไปดูเวลาก็พบว่าตอนนี้ตีสามแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถสงบใจให้นอนได้ เขาโคจรพลังเวทรอบหนึ่งเพื่อชะล้างความเมื่อยล้า ก่อนจะลงไปด้านล่าง
ทั้งบ้านนั้นมืดสนิท มาร์เทลนั้นเข้านอนแล้ว ซึ่งห้องนอนของมาร์เทลนั้นอยู่ทางด้านหน้าติดกับห้องรับแขก
“ความอยากรู้ของคนนั้นน่ากลัวกว่าความมืดพวกนี้เสียอีก” เมอร์ลินเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
ในมือของเขาถือตะเกียงไปที่ห้องครัว
เมอร์ลินดึงพรมออก เผยให้เห็นบานประตูไม้ที่แนบติดอยู่กับพื้น
“ประตูบานนี้สามารถปิดบังสายตาจากเวทตรวจสอบได้ ดูเหมือนว่าข้างล่างนี้จะมีอะไรบางอย่างจริงๆ ก่อนหน้านี้เจ้าของบ้านเป็นใครกันแน่?” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำอย่างสงสัย
เขาไม่ได้ใช้เวทแรงโน้มถ่วงเพื่อดึงประตูขึ้นมา แต่ใช้แรงของตนเองดึงมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
แอ๊ดดดดด ....
ประตูบานนี้ปิดบังเวทตรวจสอบได้ นั่นหมายความว่ามันอาจจะต้านเวทอย่างอื่นได้เช่นกัน
เมอร์ลินจึงใช้กำลังทางกายภาพอย่างที่ควรจะเป็น และเขาก็พบว่ามันสามารถทำได้
สิ่งแรกที่เมอร์ลินเห็นคือแผ่นค่ายกลที่ติดอยู่กับอีกด้านหนึ่งของประตู
“มันเป็นค่ายกลที่ใช้ปกปิดการตรวจสอบจริงๆ ด้วย”
เมอร์ลินอ่านหนังสือเกี่ยวกับค่ายกลมามากมาย แม้เขาจะไม่ได้รู้จักค่ายกลตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง แต่เขาก็สามารถจดจำโครงสร้างค่ายกลประเภทนี้ได้
หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เมื่อได้ตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าค่ายกลพลางตัวนี้อยู่ในระดับสูงน่าดู
“มันอาจเป็นค่ายกลระดับเจ็ดหรือสูงกว่านั้น ทำไมค่ายกลชั้นสูงแบบนี้ถึงได้มาอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้”
บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โต แถมยังอยู่ในเขตชุมชน ไม่ว่ามองยังไงมันก็เป็นแค่บ้านธรรมดาหลังหนึ่งที่ไร้ความโดดเด่น ไม่ได้มีอะไรพิเศษเหมือนบ้านหลังอื่นๆ
เมอร์ลินเคยถามประวัติของบ้านนี้แล้ว มาร์เทลบอกว่าบ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายสิบปีและติดหนี้ธนาคารเอาไว้ มันจึงตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร
แต่ต่อมาธนาคารได้รีโนเวทใหม่ ทำธุรกิจใหม่เป็นแลนลอร์ดปล่อยบ้านให้เช่า ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้เช่าอยู่ที่นี่เช่นกัน แต่พวกเขาก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะมีข่าวลือเรื่องผีที่ตามรังควานผู้เช่า
ทว่าทั้งเมอร์ลินและมาร์เทลที่อยู่ในบ้านหลังนี้มาหลายเดือนแล้วกลับไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนั้นเลย
ภูติผีวิญญาณพวกเขาเคยได้ยินแต่เรื่องเล่าเท่านั้น แต่ไม่เคยเจอพวกมันตัวเป็นๆ
“น่าสนใจ” เมอร์ลินแสยะยิ้มออกมา ในดวงตามีอารมณ์ตื่นเต้นปรากฏขึ้น
เขาถือตะเกียงส่งลงไปยังบันไดทางลงที่มืดมิด แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยทั้งฝุ่นและใยแมงมุม
“น่าเสียดายที่ฉันยังไม่ได้เวทชะล้าง” เมอร์ลินกล่าวด้วยความรังเกียจเล็กน้อย เมื่อเขาลงเหยียบบันไดที่เต็มไปด้วยฝุ่นเหล่านี้
เด็กน้อยไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย แสงจะตะเกียงส่องลงไปในระยะทางที่จำกัด
เขาค่อยๆ ก้าวเดินลงไป โชคดีที่มันเป็นบันไดหินจึงไม่มีเสียงดังในการก้าวเดิน
“บางทีฉันอาจจะพบอะไรดีๆ ที่นี่” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นท่ามกลางความมืด
ซึ่งเขาพบว่าข้างใต้นี้ไม่ได้ดูเหมือนห้องใต้ดินธรรมดา แต่บันไดนี้กลับดูเหมือนบันไดวนที่พาให้เดินลึกลงไป
แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียง
ปัง!
ประตูด้านบนได้ถูกปิดลง ซึ่งเมอร์ลินไม่ได้แปลกใจเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าเขารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
“ช่างเป็นค่ายกลที่ใช้อำนวยความสะดวกได้ดีจริงๆ”
เขายังคงก้าวเดินต่อไป ขณะเดียวกันแสงจากตะเกียงก็เผยให้เห็นบางสิ่งที่อยู่ติดผนัง
“หืม?”
สิ่งที่เมอร์ลินพบก็คือผนังของบันไดทางลงนั้นมันเหมือนกับมีแผ่นหนังของมนุษย์ฝังอยู่
ไม่สิ!
มันดูเหมือนกับร่างทั้งร่างของมนุษย์ถูกตรึงและสผานเข้ากับผนังมากกว่า