กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 82 สมบัติแห่งภูตไพร

          การกระทำทั้งหมดของแอเรียสต่างอยู่ในสายตาของสองดวงวิญญาณที่สถิตอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์ ทั้งคู่อดที่จะรู้สึกทึ่งในฉลาดเฉลียวของแอเรียสไม่ได้ที่เขาสามารถมองออกในที่สุดว่าตนเองหลงอยู่ในภาพลวงตา  แต่การจะทำลายภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาจากภูตที่แข็งแกร่งในอดีตก็นับว่าเป็นเรื่องยาก ยามเมื่อเห็นแอเรียสนำดาบระดับสูงออกมาอีธานก็ได้แต่ส่ายหัวเพราะคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องที่โง่เขลาเท่านั้น แต่เขาไม่คิดเลยว่าดาบในมือของแอเรียสจะมีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้  พลังที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวดาบนั้นช่างคล้ายคลึงกับพลังเวทมายานัก อาวุธเวทที่มีพลังธาตุมายานับว่าเป็นอาวุธที่หายากอย่างแท้จริง  ยามเมื่อเห็นดาบเล่มนั้นสามารถทำลายหมอกมายาลงได้มันทำให้อีธานมั่นใจได้กว่าเก้าส่วนเลยว่าอาวุธในมือของแอเรียสต้องมีพลังเกี่ยวข้องกับภาพมายาอย่างแน่นอน

     

         แต่ไม่มีเวลาให้คิดชื่นชมในความแข็งแกร่งของแอเรียส ดวงวิญญาณทั้งสองดวงต่างหันหน้าเขาสบตากันโดยพร้อมเพรียง  ภายในดวงตาที่ประสานกันอยู่นั้นเต็มไปด้วยความกังวล

     

         “ ข้าจัดการกับเจ้าเด็กนั่นซะ! “

     

          อีธานเต็มไปด้วยความร้อนรน ยามเมื่อมองเห็นแอเรียสเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่กำลังส่องประกายสีเขียวอ่อนต้นนั้นยิ่งทำให้เขาเต็มไปด้วยความกังวลที่เพิ่มมากขึ้น

     

         “ ข้ารู้ดีว่าท่านร้อนใจ  ข้าเองก็ร้อนใจไม่ต่างจากท่าน แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ยังไม่ทันได้ทำอันตรายกับนางเลย  ถึงเขาจะพบเจอนางแต่เขาก็ไม่อาจจะล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี“

     

         ฟาร์เมียใช้มือน้อยๆของนางรั้งแขนของอีธานเอาไว้ แม้นางจะร้อนใจเช่นเดียวกับอีธานแต่นางก็ไม่อยากให้เขากระทำรุนแรงจนเกินกว่าสมควรด้วยการสังหารผู้ที่ไม่ได้ทำผิดเช่นแอเรียส 

     

          “ หากเกิดอันตรายขึ้นกับนางเจ้าจะทำอย่างไร!? “

     

          อีธานพูดขึ้นด้วยท่าทีขึงขัง

     

         “ แต่เขายังไม่ได้ทำสิ่งใดผิด  ได้โปรดเชื่อข้าสักครั้ง  ข้ามีความรู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อาจจะเป็นผู้ที่เรารอคอยมาเนิ่นนาน“

     

         “ เจ้ามั่นใจได้อย่างไร“

     

         “ มันก็แค่สัญชาตญาณจากส่วนลึก  ข้าว่าพวกเราเฝ้ามองเขาอยู่ใกล้ๆก็พอแล้ว  หากเขามีความคิดชั่วร้ายแม้เพียงเล็กน้อย  ยามนั้นข้าจะเป็นคนจัดการสังหารเขาด้วยตัวข้าเอง“  

     

         ฟาร์เมียอธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน 

     

         “ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะเชื่อเจ้าสักครั้ง“

     

          ในที่สุดอีธานก็ยอมถูกโน้มน้าวด้วยคำพูดของฟาร์เมีย ดวงวิญญาณอันเลือนรางของทั้งคู่ค่อยๆเลือนหายไปจากบริเวณรูปปั้นที่บริเวณวิหารอย่างรวดเร็ว  เพียงไม่นานดวงวิญญาณของทั้งคู่ก็มาปรากฏอยู่บริเวณป่าหมอกมายา ใช่ว่าดวงวิญญาณทั่วไปจะมีพลังเหมือนกับอีธานและฟาร์เมีย มันเป็นเพราะเงื่อนไขในการแตกดับของชีวิตที่แตกต่างออกไปทำให้ทั้งคู่มีพลังที่แข็งแกร่งอยู่ในดินแดนแห่งนี้ 

     

        แม้จะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเฝ้ามองดูอยู่แต่แอเรียสก็หาได้ใส่ใจมากนัก เขามาหยุดยืนอยู่ที่ต้นไม้ที่เรืองแสงสีเขียวอ่อนออกมา เพียงแค่หยุดยืนอยู่ห่างกับต้นไม้ต้นนี้แอเรียสก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของพลังชีวิตที่แผ่กระจายออกมา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการสูญเสียพลังเวทกลับค่อยๆคลายลงอย่างช้าๆ           

     

          ต้นไม้ที่กำลังเรืองแสงสีเขียวอ่อนต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่แอเรียสเข้ามาในดินแดนภูตสวรรค์ และมันยังเป็นต้นไม้ที่งดงามอันดับต้นๆตั้งแต่เขาเคยพบเจอต้นไม้นานาพรรณมา  ใบของมันเรียงตัวอย่างงดงาม  กิ่งก้านแผ่กระจายออกอย่างเป็นระเบียบ  ดอกสีขาวเล็กๆส่งกลิ่นหอมเย็นกระจายไปทั่วบริเวณ เขาไม่เคยเห็นต้นไม่เคยเห็นต้นไม้ใดที่มีองค์ประกอบที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน บริเวณรอบๆต้นไม้แห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ  พวกมันส่งกลิ่นหอมออกมาอบอวบไปทั่ว เพียงแค่สูดดมเข้าไปก็ทำให้รู้สึกสดชื่นไปจนถึงข้างในแล้ว  บริเวณรอบๆต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นนี้  มันราวสวนสวรรค์ที่ออกแบบโดยศิลปินฝีมือดีผู้หนึ่ง

     

          แต่ที่น่าแปลกใจคือที่กลางลำต้นของมันกลับมีโพรงขนาดใหญ่ราวกับถ้ำ  โพรงแห่งนั้นกว้างพอที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งจะสามารถเดินเข้าออกได้อย่างสบาย  แต่โพรงนั้นไม่ได้เป็นโพรงที่มืดมิดเหมือนกับถ้ำทั่วไปมันมีละอองแสงมากมายส่องประกายอยู่ภายในนั้น มันเป็นแสงสว่างที่มากพอจะส่องให้เห็นบางสิ่งที่ถูกวางเอาไว้  

     

          โลงแก้วอันแสนงดงามส่องประกายยามเมื่อสะท้อนกับละอองแสงเหล่านั้น  มันเป็นโลงแก้วที่งดงามราวกับคริสตัลชั้นดีที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยฝีมือของช่างอัญมณีชั้นยอด  มันงดงามจนทำให้แม้แต่แอเรียสเองก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมอยู่ภายในใจ ภายในโลงแก้วนั้นมีร่างของเด็กหญิงผู้หนึ่งทอดกายอยู่  แม้นางจะเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ  แต่กลับดูไม่คล้ายกับผู้ที่ไร้ชีวิตเลยแม้แต่น้อย  ลักษณะของนางมองดูคล้ายกับผู้ที่หลับใหลในห้วงนิทราเท่านั้น

     

         “ ไม่คิดเลยว่าการพบเจอกับพวกภูตอีกครั้งกลับต้องมาพบเจอกับภูตที่ไร้ดวงวิญญาณ  นางยังเด็กอยู่แท้ๆเหตุใดจึงได้ตกตายไปเช่นนี้ “        

     

        แอเรียสจ้องมองไปยังร่างของภูตสาวที่มีขนาดตัวประมาณหนึ่งฟุตด้วยความสงสาร  แต่แอเรียสก็รู้สึกแปลกใจเล็กๆกับขนาดตัวของนางที่ดูเติบโตมากกว่าพวกภูตวัยผู้ใหญ่เสียอีก ซึ่งเมื่อดูจากใบหน้าของนางแล้วก็น่าจะมีอายุเพียงประมาณสิบขวบ ลักษณะของนางราวกับเด็กหญิงตัวน้อยๆที่ถูกย่อส่วนลงมา ดวงตาที่ปิดสนิทกับใบหน้าจิ้มลิ้มของนางทำให้มองเห็นถึงความน่ารักของนาง หากนางยังมีชีวิตอยู่คงกลายเป็นภูตสาวที่งดงามในสักวันหนึ่ง

     

         “ นางคงจะเป็นองค์หญิงของพวกภูต เมื่อตายลงจึงได้ถูกนำร่างไว้ในที่สำคัญเช่นนี้ ทั้งยังมีการป้องกันไว้ด้วยเวทมายาอย่างแน่นหนา  ที่แท้คำว่า ‘สมบัติแห่งภูตไพร’ ก็หมายถึงองค์หญิงของเหล่าภูตนี่เอง “

     

         แอเรียสถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็รู้ความจริงว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาคิดเอาไว้ สมบัติที่เขียนเอาไว้บนแผ่นหนังสัตว์มันไม่ใช่สิ่งมีค่าหรืออาวุธเวทอันแข็งแกร่ง แต่มันคือสมบัติที่มีคุณค่าต่อจิตใจของเหล่าภูต  แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาผิดหวัง  แต่เขาก็ไม่ได้เสียใจอะไร อย่างน้อยเขาก็ได้พบภูตสาวหนึ่งตนหนำซ้ำยังได้รับชมธรรมชาติที่งดงามในที่แห่งนี้เป็นของแถมเสียอีก  แม้มันจะเป็นการมองดูจากความห่างไกลเกือบสิบเมตรก็ตาม

     

         ความจริงแอเรียสก็อยากจะมองดูร่างของภูตน้อยตนนั้นให้ใกล้ชิดกว่านี้เพียงแต่ว่ามันมีกำแพงเวทมนตร์สีเขียวที่ขวางกั้นเอาไว้ แท้จริงแล้วแสงที่เขียวที่ส่องประกายออกมาจากต้นไม้นั้นกลับเป็นเกราะมนตราที่ถูกสร้างเอาไว้ขวางกั้นไม่ให้สิ่งใดย่างกรายเข้าไปใกล้กับนาง นี่ทำให้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่านางคือบุคคลที่มีความสำคัญกับเหล่าภูตเป็นอย่างมาก

     

         แอเรียสบรรจงเด็ดดอกไม้ที่ผลิดอกงดงามอยู่บริเวณนั้นมาหนึ่งกำมือก่อนที่จะนำมันมามัดรวมกันเป็นช่อดอกไม้ช่อหนึ่ง แม้มันจะเป็นเพียงช่อดอกไม้ที่ทำอย่างลวกๆแต่ความงามของดอกไม้ก็ทำให้มันกลายเป็นช่อดอกไม้ที่สวยงามช่อหนึ่ง 

     

         “ ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าภูตในดินแดนนี้หนีหายไปที่ใดกันหมด ในคราแรกข้าก็คิดว่าคงหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ดูเหมือนพวกภูตจะจากไปแล้วจริงๆ  ข้ารู้ว่ามันคงเศร้าที่เจ้าต้องถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายเช่นนี้  ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าธรรมเนียมของพวกภูตเขาแสดงความเคารพต่อภูตที่ตายไปแล้วเช่นไร แต่ธรรมเนียมของเมืองเบอเนียร์ที่ข้าจากมาเขาทำกันเช่นนี้  หวังว่าเจ้าคงจะไปสู่ภพภูมิที่ดีนะภูตตัวน้อย “

     

         แอเรียสย่อตัวลงก่อนที่จะนำช่อดอกไม้ช่อนั้นวางลงเพื่อแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของภูตสาวตนนั้น  มันพาให้รู้สึกเห็นใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าเด็กสาวตัวเล็กๆกลับต้องมาตายอย่างเดียวดายท่ามกลางดินแดนอันรกร้างแห่งนี้ เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าความโดดเดี่ยวของชีวิตมันน่ากลัวเพียงใด 

     

         เมื่อไม่มีสมบัติที่เขาเฝ้าตามหาก็ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งอยู่ในที่แห่งนี้  หากอยู่ภายในนี้ต่อไปเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปยังเมืองเบอเนียร์เหมือนกับนักเวทหลายๆคนที่ทิ้งชีวิตเอาไว้ในป่าหมอกมายาแห่งนี้ แต่ในตอนที่แอเรียสกำลังจะจากไปนั่นเองมันก็มีเสียงของบางอย่างที่ทำให้เขาต้องหันหลังกลับมาอีกครั้ง

     

          “ ข้าคงคิดมากไปเอง“

     

         แอเรียสได้แต่ส่ายหัวออกมาเมื่อพบว่าด้านหลังของเขามีแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น มันคงเป็นการเหน็ดเหนื่อยที่มากเกินไปจึงทำให้เขาหูของเขาได้ยินเสียงแว่วไปเอง

     

         “ ได้..โปรดช่วยข้าด้วย..! “

     

         เสียงเล็กคล้ายกับเสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาในห้วงจิตของแอเรียส มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความทุกทรมาน เสียงราวกับผู้ที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัวเดิน  ทุกคำที่เปล่งออกมานั้นราวกับการบีบเค้นทุกพลังที่มีอยู่ในร่างเพื่อเปล่งมันออกมา 

     

          “ หรือว่านาง…ยังมีชีวิตอยู่!? “

     

          แอเรียสหันหน้าจ้องมองไปยังร่างของภูตน้อยตนนั้นด้วยความตกตะลึง แม้ไม่อยากจะเชื่อว่านางยังมีชีวิตอยู่แต่ในเมื่อที่แห่งนี้มีเพียงแค่เขากับร่างของภูตตนนั้นเท่านั้น  เสียงที่ร้องขอความช่วยเหลือก็คงมีเพียงนางเท่านั้นที่จะเปล่งออกมาได้  

     

         

     

        

     

           

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน