บทที่33
เจ้าสำนักคุ้มภัย
เดินทางมาถึงงานพิธีที่ตั้งอยู่บริเวณชายป่าภายในสถานที่แห่งนี้ถูกจัดเอาไว้อย่างเพียบพร้อมงานพิธีขนาดใหญ่ที่เป็นพิธีล่าสัตว์ผู้คนมากมายมารวมตัวกันภายในสถานที่แห่งนี้ตามคำเชิญ
ผู้ที่มารวมตัวในงานพิธีแห่งนี้ตามคำเชิญมีพวกเหล่าขุนนางรวมไปถึงตระกูลของขุนนางมากมายสำนักต่างๆภายในเมืองแห่งนี้ที่มารวมตัวกันทั้งหมด
หลี่หยุนยืนอยู่บริเวณด้านนอกเข้าใช้ดวงตามองตรงเข้าไปบริเวณด้านในเห็นงานอันใหญ่โตที่ถูกจัดขึ้นร่างกายของเขายืนมองมันอยู่ไกลๆสักพักหนึ่ง
ประเมินดูว่าภายในงานแห่งนั้นมีอันใดบ้างใช้ดวงตาของตนมองดูแล้วพบเห็นว่าภายในงานที่ใหญ่โตมีผู้คนมากมายที่มารวมตัวกัน
ไปเลยนั้นจำนวนคนมากมายมากหน้าหลายตาเริ่มนับด้วยสายตาแทบจะไม่หมดในขณะที่กำลังยืนมองอยู่ใกล้ๆบริเวณด้านหลังเสียงฝีเท้าหนึ่งย่างกายเข้ามา
หลี่หยุนหันใบหน้าของตนเองไปมองอย่างรวดเร็วพบเห็นเข้ากับเจียนเจี๋ยปรากฏกายมาบริเวณด้านหลัง
คนผู้นี้อันที่จริงเดินทางมาถึงงานพิธีแห่งนี้นานแล้วแต่ไม่กล้าจะเดินเข้าไปได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่ภายในบริเวณนี้
หลี่หยุนก็เห็นอีกฝ่ายก็แสดงรอยยิ้มจากนั้นก็ทักทายอย่างเป็นมิตร“ อะไรกันยังไม่ได้เดินทางเข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ? คิดว่าเจ้าเดินเข้าไปบริเวณด้านในแล้วเสียอีก?”
เขาถามออกมาอย่างสงสัยในขณะที่อีกฝ่ายเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็แสดงใบหน้าที่หนักใจ
มันส่ายใบหน้าของตนเองไปมาพลางถอนหายใจอย่างหนัก
“ ไปอันใดกันเล่าในสถานการณ์เช่นนี้จะเข้าไปได้อย่างไร ตอนนี้สำนักของพวกเราเหลืออยู่เพียงแค่นี้ถ้าจะให้เดินเข้าไปข้าเขารู้สึกอับอาย… ”
“ ไปตอนนี้เดินวนไปมาอยู่บริเวณรอบๆ อีกอย่างภายในงานแห่งนั้นมีเหล่าศิษย์มากมายของสำนักเทพปฐพีในอดีตที่ไปเข้าร่วมกับสำนักคุ้มภัยหมดแล้ว..”
“ สภาพอากาศในตอนนี้ผู้คนภายในเมืองต่างรู้ดีว่าสำนักของพวกเรามีคนเหลืออยู่เพียงแค่หยิบมือเดียวตอนแรกข้าคิดว่าจะไม่ได้เดินทางมาที่งานนี้ด้วยซ้ำแต่เพราะว่าท่านบอกว่าอยากจะเดินทางมาให้ได้”
ฝ่ายแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจในขณะที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องลำบากใจอยู่แล้ว
การที่เดินเข้าไปภายในงานนั้นเทียบเท่ากับว่าตนเองเดินเข้าไปให้ผู้คนนั้นดูถูกเพราะแบบนั้นก็ไม่แปลกที่ชายพรุ่งนี้จะแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ
ผู้คนมากมายที่รออยู่ภายในนั้นเมื่อเห็นว่าภายในสำนักมีคนเหลืออยู่เพียงแค่นี้คงจะพากันหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน
เพราะว่าสำนักเทพปฐพีเคยเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ภายในอดีต
หลี่หยุนก็เห็นคนผู้นั้นแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจเขายกไหล่ทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นพลางกลับกล่าว “ จะอย่างไรก็ช่างในเมื่อเจ้าไม่อยากจะเดินทางเข้าไปถ้าเช่นนั้นก็ไปหาที่นั่งพิเศษดีกว่า… ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าแสดงใบน่าประหลาดใจ
ใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความฉงนจ้องมองมาก่อนที่ปากของมันจะเปิดปากถาม“ คำว่าอย่างไรไม่ใช่ว่าท่านอยากจะเข้าไปภายในงานเพื่อเข้าร่วมงานพิธีหลอกงั้นรึ?”
หลี่หยุนฉีกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้น“เป้าหมายของข้าไม่ใช่เช่นนั้นหรอกไม่ได้ตั้งใจจะเดินทางเข้าไปภายในงานเพื่ออยากไปเสนอหน้าให้ผู้ค้นพบเห็นอยู่แล้ว…”
“ มาเช่นนั้นท่านเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้หมายความว่าอย่างไรมีจุดประสงค์อะไรอย่างนั้นหรือถึงเดินทางมา? ”
คนผู้นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลี่หยุนแสยะยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากแต่ว่าก็ไม่ได้ตอบกลับอะไรไป
ก่อนที่เขาจะเดินนำมุ่งตรงไปยังเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่ทางเดินตรงเข้าไปภายในงาน
คนสุดท้ายแล้วเขาแนะนำพาคนผู้นั้นมาที่บริเวณภายในป่าที่อยู่ห่างไกลจากตัวงานที่ถูกจัดขึ้นไม่มากนัก
หลี่หยุนใช้ร่างกายของตนเองกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้อย่างง่ายดายวิชาตัวเบาเพียงแค่นี้เป็นขั้นพื้นฐานเขาสามารถกระโดดขึ้นไปยืนบนต้นไม้ที่สูงกว่าห้าเมตรได้
เขาขึ้นไปบนนั้นเรียบร้อยเท้าทั้งสองข้างเหยียบลงที่กิ่งไม้ขนาดใหญ่ก่อนที่จะหย่อนก้นนั่งลงไป
ศิษย์ของสำนักเทพปฐพีก็กระโดดขึ้นตามมาเช่นเดียวกันไปยืนอยู่บริเวณกิ่งไม้อีกกิ่งหนึ่ง
บริเวณจุดนี้เป็นจุดที่สูงพอแล้วก็มีช่องว่างที่สามารถมองเห็นไปถึงภายในงานได้อย่างชัดเจนจากมุมสูง
หลี่หยุนขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนเรียบร้อยร่างกายของเขานั่งลงไปพร้อมกับแสดงท่าทางสบายๆ
ในขณะเดียวกันมันก็สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่อยู่บริเวณข้างกายยิ่งนักดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามออกไปได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ภายในใจ
หลี่หยุนมองตรงเข้าไปภายในงาน
ในตอนนี้บริเวณภายในงานเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังรวมตัวขุนนางภายในเมืองที่รับใช้ราชสำนักก็มารวมตัวภายในสถานที่แห่งนี้
พวกมันมีจำนวนมากมายแต่ว่าก็ยังไม่มากมายเทียบเท่ากับพวกสำนักที่มารวมตัวกัน
สำนักที่รวมตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มีประมาณทั้งหมด4 สำนักโดยสำนักส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีจำนวนคนที่มากมายอันใดยกเว้นสำนักเดียวที่เป็นเป้าสายตาของเขา
นั่นก็คือสำนักคุ้มภัยสำนักงานใหญ่อีกประมาณ 2-3 สำนักล้วนแล้วเป็นสำนักขนาดกลางไม่ได้มีความใหญ่โตจำนวนคนและสามารถของเหล่าศิษย์ภายในสำนักก็ไม่ได้มากมาย
สำนักคุ้มภัยในตอนนี้ที่เขากำลังนั่งอยู่ด้านบนแล้วใช้ดวงตามองอยู่มองเห็นได้อย่างชัดเจนสำนักนั้นมีผู้คนจำนวนมาก
เพียงแค่บริเวณที่นั่งเหล่าศิษย์ที่กำลังนั่งอยู่ก็มีจำนวนคนมากกว่าสองร้อยถึงสามร้อยคนแล้ว
คือความแตกต่างทางด้านจำนวนอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่เขาลองสืบดูมันก็ทำให้เขารู้ว่าในช่วงหลายปีหลังสำนักคุ้มภัยเมื่อได้รับการสนับสนุนจากการประจบประแจงอ๋องน้อย
เลยทำให้สำนักนี้มีทรัพยากรในการฝึกฝนเป็นจำนวนมากก็เลยสามารถพัฒนาความสามารถของสำนักได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันมันเองก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากอยากจะเข้าร่วมสำนักนี้ขนาดเพียงแค่นั้นมันยังไม่รู้จักพอลล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องสัญญาที่ปรากฏขึ้นยังทำการกดพวกสำนักภายในเมืองเพื่อที่จะมาเร่งการเจริญเติบโตของสำนักตน
หลี่หยุนเขาเป็นผู้ที่เขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาเขาตระหนักรู้ดีถึงสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์
ส่วนประกอบของมนุษย์มีทั้งความดีและความชั่วแม้ว่าพวกที่อยู่บริเวณด้านหน้าจะอ้างตนเองว่าเป็นฝ่ายคุณธรรมแต่การกระทำนั้นช่างเน่าเฟะ
เพราะว่าอย่างไรเสียมนุษย์ก็คือมนุษย์ไม่แบ่งแยกคุณธรรมความชั่วล้วนแล้วแต่มีภายในร่างกายทั้งสิ้นเพียงแต่ว่าจะแสดงออกมามากน้อยเท่าใด
มองและประเมินพวกศิษย์ของสำนักคุ้มภัยที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าพวกมันมีจำนวนมากมายแต่ว่าในระดับความแข็งแกร่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับประมาณต้นปราณอันที่สองถึงสาม
แต่ก็มีบางคนที่เป็นยอดฝีมือที่มีระดับสูงกว่านั้นส่วนคนที่อยู่ในระดับก่อจิตเขาเองก็เห็นอยู่แต่ว่ามันเป็นระดับผู้อาวุโสของสำนัก
เขามองดูพวกมันแล้วก็ลองประเมินความแข็งแกร่งมีหลายคนที่ดูแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ขณะที่เขากำลังนั่งมองอยู่นั้นดวงตาของเขาไปสะดุดพบเจอเข้ากับคนผู้หนึ่งมันเป็นชายผู้ที่นั่งอยู่บริเวณด้านหน้าสุดของสำนักคุ้มภัยมองดูแล้วน่าจะเป็นเจ้าสำนัก
ชายผู้นั้นเป็นชายวัยประมาณ50 ปีสวมใส่ด้วยชุตาภรณ์สีขาวของสำนักมีรูปร่างกำยำล่ำสันสมบุกสมบันร่างกายดูใหญ่โตมัดกล้ามที่ประดับอยู่บนร่างกายของมันช่างแตกต่างกับช่วงอายุ
เรือนผมบริเวณด้านบนก็เป็นสีดำสลับกับขาวตามช่วงอายุที่ใกล้เข้าสู่วัยเลขหก
ชายผู้นั้นมีใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมจริงจังบนใบหน้ามีหนวดเคราเล็กน้อยกำลังนั่งอยู่ด้วยท่าทางกอดอกที่ดูองอาจ
ขณะที่กำลังนั่งอยู่ดวงตาทั้งสองข้างพับปิดอยู่ตลอดเวลาหลี่หยุนสังเกตเห็นถึงคนผู้นั้นมันเองก็เป็นเพราะว่าเขานั้นมองเห็น ลมปราณภายในร่างกายของมันที่แผ่ซ่านออกมาเป็นจำนวนมาก
หลี่หยุนแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังแข็งแกร่งของคนผู้นั้นอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา
ก่อนที่เขาจะแสดงใบหน้านึกคิดแล้วก็คิดภายในใจของตนเองว่า“ รู้สึกว่าเจ้าสำนักของสำนักคุ้มภัยภายในเมืองล่องนภาจะมีนามว่าซ่งซือฉี กระมัง ”
หลี่หยุนใช้โอกาสนี้ในการรวบรวมลมปราณจำนวนมหาศาลกักเก็บเอาไว้ที่ดวงตาแล้วเขาเองก็แปรเปลี่ยนดวงตาของตนเองกลายเป็นเนตรหยั่งรู้ “ หยั่งรู้!!!! ”
เขามองไปที่ร่างกายของอีกฝ่ายปรากฏให้เห็นความแข็งแกร่งที่อยู่ในระดับสูง
[ชื่อ ซ่งซือฉี]
[ความสามารถพรสวรรค์ - เรียนรู้รวดเร็วระดับสองดาว พลังกำลังระดับสองดาว ]
[ขอบเขตบ่มเพาะปราณ ก่อจิตขั้นแปด ]
“ ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับก่อจิตขั้นที่แปดถือว่าไม่ธรรมดาไปในเมืองล่องนภาแห่งนี้แทบจะไม่มีผู้ใดที่สามารถทำลายกำแพงระดับจิตได้เลย ”
“ ก็อย่างว่าแหละอย่างไรเสียภายในอาณาจักรฟ้าครามก็ถือว่าเป็นอาณาจักรที่กำเนิดอัจฉริยะน้อยที่สุดมีน้อยคนยิ่งนักที่จะสามารถคนขึ้นไปอยู่ในระดับสูง "
“ แบบนั้นเจ้าสำนักผู้นี้อยู่ในระดับก่อจิตขั้นที่แปดก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงที่สุดภายในเมืองแล้วไม่แปลกเลยที่ผู้คนมากมายจะให้ความเกรงกลัว ”หลี่หยุนคิดกับตนเองภายในใจเมื่อเห็นความแข็งแกร่งของผู้ที่อยู่ด้านหน้า
กำแพงอันสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าผู้คนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธเป็นนักสู้ภายในสถานที่แห่งนี้นับสิบปีที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดทำลายกำแพงระดับก่อจิตได้เลย
ในขณะที่กำลังมองความสามารถของคนผู้นั้นอยู่บริเวณภายในงานที่กำลังมีงานเลี้ยงจัดขึ้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ทหารคุ้มกันดังขึ้นมาจากอีกทิศทางหนึ่ง“ ท่านอ๋องและพระชายาเดินทางมาถึงแล้ว!!! ”
หลี่หยุนดวงตาของตนมองไปยังบริเวณด้านหน้างานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับจุดที่เขาอยู่มองหาร่างของผู้ที่เป็นผู้ปกครองเมืองแถบนี้
และแล้วก็มีร่างของคนพูดถึงปรากฏกายขึ้นมาจริงๆก้าวเดินเข้ามาภายในงานด้วยท่าทางที่ดูสง่างาม
….