บทที่ 30 เฉียวเหอมาเยี่ยมเยือน
โม่เชียนกลับไปที่ห้องของตัวเอง
บรรยากาศอันเงียบงันภายในตระกูลกู้เริ่มกลับมาเป็นปกติ
แต่ไม่ว่าจะกินยังไง กับข้าวมื้อนี้ก็ไม่อร่อยเสียที
และแม้ว่ากู้ซิงกั๋วซึ่งเป็นพ่อจะไม่เชื่อคำพูดของโม่เชียน แต่เขาก็ยังอดที่จะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของตัวเองไม่ได้
ต่อให้คนเป็นลูกสาวจะเติบโตขึ้นแล้ว คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี คอยเป็นห่วงอยู่เสมอ
ท้ายที่สุดแล้วสาเหตุก็ไม่ใช่สิ่งใดไกล แต่เป็นเพราะพวกผู้ชายสมัยนี้หาดีได้ยาก
กู้ซิงกั๋วที่นั่งข้างกู้เซียงเวยคีบอาหารให้และพูดคุยกับเธอว่า
“เซี่ยงเว่ย ลูกอย่าได้ไปคบกับพวกคนเลวเชียวนะ ถ้าลูกจะตกหลุมรักใครสักคน ลูกก็ควรจะตกหลุมรักกับคนดี ๆ ส่วนเรื่องของตระกูลเฉียว พ่อกับพี่ชายของลูกจะหาทางออกให้เอง ไม่ต้องเป็นกังวลไป ก่อนจะถึงกำหนดแต่งงาน พวกเราจะทำให้เฉียวเหอยกเลิกการหมั้นหมายให้ได้”
“ลูกไม่ใช่เด็กจากครอบครัวดาษดื่นทั่วไป พวกผู้ชายตัวเหม็นพวกนั้นอาจจะดูแสนดีกับลูก แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาก็สนใจแค่เงินทองของครอบครัวเราเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าพ่อจะเอาแต่ห่วงเรื่องทรัพย์สมบัติเงินทองหรอกนะ พ่อเพียงกลัวว่าพวกเขาจะสนใจแค่เงินแล้วไม่หันมาสนความรู้สึกของลูก ถ้าลูกรักชอบใคร ก็ขอให้มาบอกกับพ่อและพวกพี่ ๆ ของลูกก่อน พวกเราจะได้ช่วยตรวจสอบให้”
“ลูกเป็นผู้หญิงควรปกป้องตัวเองให้มาก ฝ่ายที่ต้องมาทนทุกข์ตอนท้องน่ะมีแค่ฝ่ายหญิงเท่านั้น ที่สำคัญคือการแต่งงานกับเฉียวเหอยังไม่ถูกยกเลิก หากลูกไปมีคนอื่นนอกจากเขาจริง ๆ ปู่ของลูกและปู่ของเฉียวเหอคงได้พากันมาจุดไฟเผาทั้งครอบครัวของเราแน่ เข้าใจไหม? ”
กู้ซิงกั๋วเต็มไปด้วยความกังวล กลัวว่ากะหล่ำปลีสีทองของเขาจะถูกหมูโง่จากครอบครัวอื่นมาขโมยไป
กู้เซียงเวยพยักหน้า แสดงออกว่าเห็นด้วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าลึก ๆ แล้ว หัวใจของเธอยังคงเต้นรัวอยู่ไม่หยุดหย่อน
ผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่องการที่เธอท้องได้ยังไง?
และในเมื่อถ้ารู้ตั้งแต่แรก ทำไมถึงไม่บอกเรื่องนี้กับคนอื่น ๆ ก่อน?
เป็นไปได้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการสาดน้ำครำใส่เธอเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยทำการบอกความจริงกับครอบครัวของเธอในภายหลัง?
กู้เซียงเวยเต็มไปด้วยความสงสัย ในใจของเธอวุ่นวายบ้าคลั่ง
เธอกำตะเกียบในมือแน่นก่อนจิ้มลงในชิ้นเนื้อ
ไม่! จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้!
ปล่อยไปไม่ได้เลยแม้แต่นาทีเดียว!
…
ยามค่ำคืน กู้เซียงเวยกำลังแกะกล่องพัสดุอยู่ที่ชั้นล่าง
นี่เป็นของขวัญที่ถูกส่งมาจากพี่ชายคนโตของเธอ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ต่างประเทศ
ทั้งหมดเป็นชุดเดรสสั่งตัดโดยดีไซน์เนอร์ ชุดเดรสระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงเสื้อผ้าสำเร็จรูปพร้อมใส่แบรนด์เนม
ความสุขของผู้หญิงนั้นเรียบง่ายมาก
เสื้อผ้าใหม่ รองเท้าใหม่ และกระเป๋าใหม่
กู้เซียงเวยแกะกล่องพัสดุทีละอัน ๆ อย่างมีความสุข และชั่วขณะนั้น เธอก็ลืมเรื่องเกี่ยวกับโม่เชียนผู้น่ารำคาญไปจนหมดสิ้น
กู้ซิงกั๋วและกู้ไป๋เหยี่ยกำลังนั่งอยู่บนโซฟา มองดูหญิงสาวอย่างมีความสุขไม่แตกต่างไปจากตัวเธอนัก
พวกเขาประคบประหงมกู้เซียงเวยมาตั้งแต่วัยแบเบาะจนถึงตอนเข้าไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
พ่อ พี่ชายและน้องสาวกำลังใช้เวลาอย่างสนุกสนานร่วมกัน
แต่กลับมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้นำพาไปกับบรรยากาศอันแสนชื่นมื่นนี้เลย
แถมยังมาเพิ่มความแปลกประหลาดลงไปในบรรยากาศอบอุ่นสุขสงบนี้อีก...
โม่เชียนเดินลงมาจากชั้นบน ในอ้อมแขนอุ้มเสี่ยวเฮยเอาไว้
ไม่ใช่ว่าเธออยากมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหาหรอกนะ แต่ปัจจุบันทั้งคนและแมวต่างยังหิว รู้สึกเหมือนกินอาหารเย็นเข้าไปได้ไม่เพียงพออยู่เลย
ในอดีตที่วัดเต๋า เธอยังสามารถหาข้าวและซาลาเปาได้เพียงพอต่อความต้องการ แต่เมื่อมาถึงบ้านตระกูลกู้ ทั้งหมดที่เธอกินเข้าไปล้วนเป็นของไร้ประโยชน์ซึ่งถูกย่อยภายในระยะเวลาอันสั้น
และเมื่อพวกเขาเห็นหนึ่งคนหนึ่งแมวเดินเข้ามาในอาณาเขตห้อง บนสีหน้าทุกคนล้วนไม่มีสิ่งอื่นใดนอกไปจากความรังเกียจ ซึ่งโม่เชียนก็ไม่ใคร่ใส่ใจนักว่าคนอื่นเขาจะมองเธออย่างไร
เธอตะโกนบอกกู้ไป๋เหยี่ยว่า “คุณหก ฉันหิว ในบ้านยังมีอาหารให้กินอยู่อีกไหม? ”
กู้ไป๋เหยี่ยเม้มริมฝีปาก ก่อนยืนขึ้นด้วยสีหน้ามืดหม่น
“เธอจะเรียกฉันว่าพี่ชายหกหรือนายน้อยหกก็ได้ แต่! อย่าเรียกว่าคุณหกอยู่ตลอดเวลาจะได้ไหม! ”
โม่เชียน “โอ้... คุณหก อาหารอยู่ไหนล่ะ? ”
กู้ไป๋เหยี่ยสิ้นแรงจะพูด “...”
พูดไปก็เท่านั้น เปล่าประโยชน์จริง ๆ
เล่นเปียโนให้วัวฟังมันยังพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่กับสาวน้อยคนนี้ เธอดูจะไม่เคยเข้าใจอะไรสักอย่างเลย
กู้ไป๋เหยี่ยไม่สนใจจะต่อล้อต่อเถียงกับเธออีกต่อไป เขาเดินตรงไปเคาะประตูห้องของพ่อครัวเฉิน ขอให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาทำอาหารให้โม่เชียน
ไม่นานอาหารแสนอร่อยก็พร้อมรับประทาน
พ่อครัวเฉินทำข้าวผัดจากข้างที่หุงเหลือไว้ในหม้อให้โม่เชียนและเสี่ยวเฮย ส่วนเครื่องเคียงในสำรับมีความหลากหลายมากกว่าสิบอย่าง
หญิงสาวถือจานสองใบ จานกระเบื้องใบแรกเป็นของตัวเธอเอง ส่วนจานเหล็กขนาดใหญ่เป็นของเสี่ยวเฮย เอาไว้ใช้งานเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
จากนั้นหนึ่งคนหนึ่งแมวก็นั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น แล้วลงมือสวาปามอาหาร พร้อมเฝ้าดูกู้เซียงเวยลองเสื้อผ้าใหม่ไปพลาง
ผู้ชมทั้งสองทำราวกับไม่ตัวรู้เลยว่าพวกเขาไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับของที่นี่นัก ยังคงกินอาหารอย่างมีความสุขและไม่รู้ทุกข์รู้ร้อนอะไรต่อไป
กู้เซียงเวยเหลือบมองไปยังโม่เชียนที่อยู่ข้าง ๆ กลอกตาไปมาด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็จงใจสวมชุดเดรสไฮแฟชั่นสีทอง ถือกระเป๋าราตรีประดับเพชรไว้ในมือแล้วเดินไปรอบ ๆ พื้นที่เปิดโล่งหน้าโซฟานั้น ท่าทางดูราวกับนางแบบผู้สง่างาม เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
เธอเดินไปมาอยู่อย่างนั้นเพราะมีเจตนาพร้อมแรงผลักดันแฝง นั่นคืออยากจะเห็นสีหน้าอิจฉาริษยาของโม่เชียน แต่สุดท้ายกลับผิดคาด สิ่งที่กู้เซียงเวยมีโอกาสเห็นมีเพียงใบหน้าเปี่ยมสุขเพราะอาหารในจานเท่านั้น
พ่อครัวเฉินเคยเป็นพ่อครัวสำหรับการจัดเลี้ยงของรัฐบาล ฉะนั้นระดับฝีมือของเขาย่อมไม่ธรรมดาเลย
โม่เชียนไม่เคยลิ้มรสอาหารที่อร่อยถึงขนาดนี้มาก่อน เธอและเสี่ยวเฮยจึงกินมันอย่างมีความสุขมากกว่าคนอื่น ๆ เสี่ยวเฮยถึงกับฝังทั้งหน้าของมันลงไปในชามข้าวเลยทีเดียว
ในตอนนี้ทั้งแมวทั้งเจ้าของจึงทำตัวไม่ต่างอะไรไปจากหมูเลย!
กู้เซียงเวยเบือนหน้าออกไปด้วยความรังเกียจ
เธอสบถเรียกกลุ่มคนตรงหน้าในใจว่า ‘ไอ้พวกบ้า’
สิ่งที่หญิงสาวอยากจะเห็นคือดวงตาอันเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาของโม่เชียน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ดั่งใจนึกเลยแม้แต่นิดเดียว กู้เซียงเวยแทบจะสำลักลมหายใจตัวเอง
ขณะนั้นเอง แม่บ้านก็จางวิ่งเข้ามาพร้อมรายงาน “คุณท่านคะ นายน้อยรองตระกูลเฉียวมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนค่ะ”
“เฉียวเหอ? ” กู้ซิงกั๋วตกตะลึง “เขามาที่นี่ทำไม? ”
เฉียวเหอคนนี้เพิ่งมาบ้านของเขาเพื่ออวยพรปีใหม่ไปเมื่อช่วงตรุษจีน วันนี้ลมร้ายอะไรพัดพาเขามาที่นี่อีก?
กู้ซิงกั๋วลังเลใจอยู่นานก่อนตอบกลับไป “เชิญเขาเข้ามา”
ผู้เฒ่าของตระกูลเฉียวและผู้เฒ่าของตระกูลกู้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และแม้ทายาทรุ่นต่อมาจะมีความเกลียดชังต่อกันอยู่มาก แต่พวกเขาก็ยังอดทน อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อรักษาภาพความสามัคคีในระดับผิวเผินเอาไว้
ทั้งหมดนั่นมันก็เป็นแค่ความรักแบบปลอม ๆ เท่านั้นแหละ
ไม่นานหลังจากนั้นเฉียวเหอก็เข้ามา
กู้ซิงกั๋วสะดุ้ง มองเฉียวเหอด้วยความประหลาดใจ ด้วยไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาด้วยการ ‘เดิน’
เขาชี้ไปที่ขาของเฉียวเหอ ถามด้วยความประหลาดใจ