ทางด้านผู้าุโในสำนักที่ได้จ้องมองเหล่าศิษย์ใหม่ที่อยู่ภายในป่าอสูรเทวะ ผ่านกระจกเซียน และพอกระจกเซียนส่องผ่านไปยังกลุ่มของไป๋ชิง ทุกคนต่างพากันใเป็อย่างมาก ที่ได้มองเห็นไป๋ชิงที่กำลังยืนเอามือเท้าสะเอวพร้อมกับอีกมือหนึ่งชี้ไปที่สัตว์อสูรระดับราชันโดยไม่ได้เกรงกลัวอะไรเลย มีเพียงแต่ผู้าุโ 5 ที่ได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ยิ้มแห้งๆ ออกมา
" น่ะนี้ มัน อะไรกัน ทำไมศิษย์ใหม่คนนั้นถึงได้ ไม่กลัวสัตว์อสูรระดับราชันพวกนั้นเลย " ผู้าุโท่านหนึ่งอุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง
" นั้นมันอสูรระดับราชันย์เลยนะ ทะทำไม เขาถึงไม่ได้กลัวอะไรเลย "
ผู้าุโหญิงท่านหนึ่งพูดขึ้นอย่างตกตะลึงเช่นกันตอนแรกที่นางได้เห็นไป๋ชิงชี้มือไปทางสัตว์อสูรงูตัวนั้นนางถึงกับเอามือขึ้นปิดหน้าด้วยความใหวาดกลัวภาพที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น แต่เมื่อเอามือออกก็ต้องพบกับภาพที่น่าใกว่าก็คือภาพที่นางได้เห็นอยู่ในขณะนี้
แต่พอดูได้สักพักผู้าุโทุกคนในนั้นต่างก็ได้แต่นั่งอึ้งเมื่อได้ยินคำพูดที่ไป๋ชิงได้พูดกับอสูรงูตัวนั้นจนสัตว์อสูรงูระดับราชันย์ตัวนั้นถึงกับเลื้อยหนีไป
" ห๊ะ!? " ผู้าุโทุกคนต่างอุทานคำนี้ขึ้นมาพร้อมกัน
ส่วนทางฉีินั้นในใจแม้จะเป็ห่วงกลัวว่าอสูรงูระดับราชันย์ตัวนั้นจะเข้าไปทำร้ายร่างกายแต่ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ที่เห็นท่าทางของร่างบางกำลังยืนชี้นิ้วด่าสัตว์อสูรราชันย์ตัวนั้นอยู่ยังไม่เกรงกลัวอะไร
" ช่างไม่กลัวอันตรายอะไรเลยจริงๆ มันน่าจับมาตีก้นนัก" ฉีิคิดในใจ
ส่วนทางผู้าุโ 5 นั้นทำได้แค่ส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้กับทุกคนก่อนจะหันไปสบตากับประมุขพรรคดาราทมิฬด้วยสีหน้าเหย่เกแต่แล้วต่อมาทุกคนก็ได้ใถึงขนาดต้องผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกับจ้องมองไปที่กระจกเซียนเป็ตาเดียวกันเมื่อได้เห็นว่าทั้ง 4 คนกำลังเจอกับอสูรระดับราชันย์อีกตัวหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งกว่า นั่นคือสัตว์อสูรจิ้งจอกมายาทมิฬระดับราชันย์ จนผู้าุโคนหนึ่งได้ร้องขึ้นมาว่า
" 4 คนนี้นี่มันยังไงกันั้แ่ที่ก้าวเข้ามาในป่าอสูรเทวะถึงได้เจอแต่เื่ใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลยทั้งเจอพวกคนของพรรคมารไหนจะมาเจอสัตว์อสูรระดับราชันย์ตั้ง 2 ตัวอีกมันจะดวงซวยเกินไปแล้วนะ "
ซึ่งคำพูดของพวกาุโคนนั้นก็ตรงกับความคิดของพวกาุโทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นเช่นเดียวกัน4 คนนี้ดวงสมพงษ์กับเื่ใหญ่ๆ พวกนี้จริงๆ
ทางด้านฉีิที่ได้เห็นว่าร่างบางของเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับราชันย์อีกตัวหนึ่งและมีความแข็งแกร่งกว่าตัวก่อนหน้าเป็อย่างมากถึงกับทำให้เขาผุดลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีด้วยความเป็ห่วง เพราะความเคยชินแต่พอคิดได้จึงได้นั่งลงที่เดิม
แต่พอถึงตอนที่ไป๋ชิงได้แสดงทักษะของหอแก้ว9สมบัติผู้าุโทุกคน ยกเว้นผู้าุโ 5 และฉีิต่างพากันลุกขึ้นพร้อมกันอีกครั้งในทันทีพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง
" นั่นมันพลังอะไรกัน " เสียงเหล่าผู้าุโะโขึ้นพร้อมกันด้วยความตื่นใ
และเมื่อได้ยินไป๋ชิงพูดถึงคุณสมบัติของพลังที่ใช้ออกไปนั้นจึงกลับทำให้ผู้าุโทั้งหมดทั้งกลับถอนหายใจแรงทันทีเพื่อความใ นี่วันนี้พวกข้าจะต้องใอีกกี่รอบกันผู้าุโทุกคนต่างคิดขึ้นในใจ
" นะนี้ ศิษย์ใหม่คนนั้นเป็ใครกัน ทะทำไมถึงได้ "
ผู้าุโคนหนึ่งพึมพำขึ้นมาได้แล้วก็ได้มีผู้าุโหญิงคนเดิมที่เคยทักท้วงท่านาุโ 5 เื่เพลงกระบี่ของไป๋ชิงได้หันไปหาผู้าุโ 5 และประมุขพรรคดาราทมิฬก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า
" เื่นี้พวกท่านทั้งสองก็รู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ "
สิ้นเสียงผู้าุโหญิงคนนั้นเหล่าผู้าุโรวมทั้งเ้าสำนักต่างหันไปมองทั้งสองคนเป็ตาเดียวจนทำให้ทั้งผู้าุโ 5 และประมุขพรรคดาราทมิฬถึงกับสะดุ้ง
" เป็ความจริงหรือท่านผู้าุโ 5 " ประมุขเอ่ยถามขึ้น
" จะจริง ขะขอรับ ท่านประมุข "
ผู้าุโ 5 ตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก
" เขาเป็ใครกันทำไมถึงได้มีพลังแปลกประหลาดแบบนี้"
ท่านเ้าสำนักถามขึ้นมาอีก
" ท่านเ้าสำนักท่านคงจะทราบเื่ของท่านผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองหลวงของแคว้นฉีแล้วใช่หรือไม่ "
ผู้าุโ 5 เอ่ยถามเ้าสำนักออกไป
" ใช่ข้ารู้แล้วมันเกี่ยวอันใดกะ หือ หรือว่าผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นกะก็คือศะศิษย์ใหม่ผู้นั้น "
" ใช่แล้วท่านเ้าสำนัก ท่านผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นก็คือศิษย์ใหม่คนนี้นั่นแหละ และยังเป็คนคนเดียวกันกับเซียนในป่าเทวะทมิฬของแคว้นฉู่ " ผู้าุโ 5 ตอบออกไปเสียงอ้อมแอ้ม
" ว่ายังไงนะ! " เสียงร้องของผู้าุโทุกคนรวมถึงเ้าสำนักะโขึ้นพร้อมกัน
" เหตุใดท่านไม่บอกข้าเล่าผู้าุโ 5 " เ้าสำนักพูดขึ้นพร้อมกับผุดลุกจากที่นั่ง
" อะเอ่อ คือว่า ข้าคิดว่าท่านไป๋ชิงไม่อยากจะให้ใครรู้ข้าก็เลยไม่ได้บอกน่ะท่านเ้าสำนัก "
ผู้าุโ 5 ตอบออกไปพร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้กับเ้าสำนัก
" ท่านผู้าุโ5 นี้ท่าน หื่มม ข้าไม่รู้จะทำยังไงกับท่านดี "
ประมุขสำนักเทพกระบี่พูดขึ้นอย่างเคืองๆ
ทางฝั่งเซียนเจ๋อ ที่เป็บรรพบุรุษของสำนักเทพกระบี่ที่พึ่งว่างจากงานได้มานั่งดื่มชามองดูการสอบรอบที่ 2 ของเหล่าลูกศิษย์ใหม่ ผ่านทางกระจกเซียน จนภาพได้ฉายไปเจอกับร่างของคนคนหนึ่งที่คุ้นตาเป็อย่างมาก ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนั้นก็คือ ไป๋ชิง นั่นเอง เป็ภาพฉากที่ร่างบางกำลังยืนเอามือเท้าสะเอวพร้อมกับชี้นิ้วด่าสัตว์อสูรระดับราชันด้วยความโมโห เหมือนกับว่าสัตว์อสูรตัวนั้นมันเป็ทำอะไรให้ร่างบางไม่พอใจสักอย่างเข้า ทำเอาเซียนเจ๋อที่ได้เห็นแบบนั้นถึงกับพ่นน้ำชาที่กำลังดื่มอยู่ออกมาทันที
" ฮึก พรวด แค่ก แค่ก ๆ นะนี้ เ้านั้น มาได้ยังไงกัน "
" ท่านบรรพบุรุษท่านเป็อันใดหรือขอรับ " าุโสูงสุดที่นั่งอยู่ด้วยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
" ไม่เป็ไรข้าไม่ได้เป็อะไร "
เซียนเจ๋อตอบออกไปก่อนที่จะหันกลับไปดูภาพภายในกระจกเซียนนั้นต่อ จนกระทั่งถึงตอนที่ไป๋ชิงใช้ทักษะของหอแก้ว 9 สมบัตินั่นสร้างความตื่นตะลึงให้กับเซียนเจ๋อเป็อย่างมาก ยิ่งได้ยินตอนที่ไป๋ชิงได้บอกเื่ความสามารถเกี่ยวกับพลังนั้นให้กับสหายของเขาฟังยิ่งทำให้เซียนเจ๋อถึงกับต้องใเป็อย่างมาก
" นี้ข้ามีสหายเป็ใครกันถึงได้มีพลังที่น่าทึ่งแบบนี้
ความสามารถนี้ไม่ใช่ความสามารถของบุคคลธรรมดาสามัญเป็แน่ เขาเป็ใครกันแน่นะ "
เซียนเจ๋อบ่นพึมพำออกมาอยู่คนเดียว
ทางด้านผู้าุโสูงสุดเองที่ได้เห็นพลังของไป๋ชิงก็ได้ใเช่นเดียวกัน
กลับมาทางด้านของไป๋ชิงและเพื่อนๆ หลังจากที่ได้ออกเดินทางมาได้สักพักใหญ่ๆ จินหวงก็ได้ถามขึ้นมาว่า
" นี่ยังเหลืออีกไกลไหมกว่าจะถึงสำนักเทพกระบี่เนี่ยข้าเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว " จินหวงพูดพลางทำท่างอแง
" อะไรกันนักหนาเ้าอ้วนเดินๆ ไปเดี๋ยวก็ถึงเองหรอก "
ผมพูดแขวะออกไป
" ชิ~เ้าไม่ได้อ้วนเหมือนข้านี่จะไปรู้ได้ยังไงว่าคนอ้วนเวลาเดิมมันเหนื่อยขนาดไหน " จินหวงพูดเถียงออกมาอย่างเคืองๆ
" งั้นพวกเราก็พักกันสักหน่อยเถอะ เพราะเราก็เดินกันมากนานมากแล้ว" เป็เย่หลิงที่พูดขึ้นมาพลางหันมามองหน้าทุกคน
" อืมเอาอย่างนั้นก็ได้ เราจะได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนออกเดินทางเพื่อสดความเสี่ยงเพราะว่าถ้าเราเดินผ่านป่าไม้มายาทมิฬตรงหน้านี้ไปก็สามารถไปถึงสำนักเทพกระบี่เเล้ว"
อี้เซียวพูดขึ้นมา
" ป่าไม้มายาทมิฬงั้นรึ! " ทุกคนถามขึ้นพร้อมกันพร้อมกับหันไปมองป่าตรงหน้าทันที
" ใช่ ป่าไม้มายาทมิฬ เป็ป่าไม้ชั้นในสุดของป่าอสูรเทวะก่อนจะถึงสำนักเทพกระบี่และเป็ป่าที่อันตรายที่สุดเช่นกันคนที่เข้ามาโดยไม่รู้หรือเข้ามาโดยไม่ระมัดระวังตัวต่อให้มีการฝึกฝนอยู่ในระดับเซียนก็ยากที่จะเอาชีวิตรอดจากป่านี้"
" และป่าไม้มายาทมิฬนี้ก็เต็มไปด้วย พืชมีพิษมากมายพิษของพวกมันมีฤทธิ์ประเภทภาพมายา หากใครโดนเข้าไปแล้วหากไม่ได้รับการช่วยเหลือให้ทันเวลา ก็จะตกอยู่ภายใต้ภาพมายาของมันจนกระทั้งโดนพวกมันกลืนกินจิตใจไปในที่สุด " อี้เซียวพูดขึ้นอย่างยืดยาว
" นี้มันจะอันตรายเกินไปแล้ว ไม่คิดว่าสำนักเทพกระบี่จะมีการทดสอบที่โหดแบบนี้ " จินหวงอุทานขึ้นมา
" แล้วเ้าน่ะอยากหายอ้วนไหมล่ะ " ผมถามออกไปอย่างไม่ได้ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่อี้เซียงพูดออกมาเมื่อกี้เลยสักนิด
" นี้เ้าช่วยทำตัวให้อยู่ในสถานะการเดียวกันกับข้าหน่อยได้ไหมเล่า นี้ข้ากำลังใอยู่นะป่านั้นมันอันตรายจริงนะ"
จินหวงพูดอย่างเหนื่อยหน่ายกับนิสัยของไป๋ชิง
" ชิ~ข้าก็ถึงได้ถามอยู่นี้ไง ว่าเ้าอยากหายอ้วนไหม เวลาเข้าไปในป่ามายาทมิฬจะได้วิ่งสะดวกฮ่าๆ "
ผมพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะอย่างล้อเลียน
" นี้เ้า! หึ แล้วเ้าจะทำยังไง นี้มันความอ้วนเลยนะไม่ใช่ว่าอยากจะลดยังไงก็ลดได้เลย "
จินหวงถามออกมาอย่างเคืองๆ ที่โดนล้อ
" เ้าไม่ต้องห่วง แต่เ้ากินสิ่งนี้เข้าไป มันจะช่วยเ้าได้ "
ผมว่าแล้วก็เรียกสมุนไพรชนิดหนึ่งจากมิติ มันเรียกว่า ดอกเพลิงัจักพรรดิ เป็สมุนไพรระดับเทพ มีคุณสมบัติเหมาะสมกับคนที่มีพลังธาตุทอง หากดูดซับเข้าไปจะสามารถพัฒนาพลังธาตุได้และเลื่อนระดับการบ่มเพาะได้ด้วยเช่นกัน
และผมก็ตั้งใจที่จะมอบสมุนไพรและอยากจะมอบอาวุธให้กับทั้งสามคนนี้อยู่แล้ว เพราะว่าั้แ่ที่ผมมาอยู่ในโลกนี้ทั้งสามคนถือว่าเป็เพื่อนของผมถ้าไม่นับรวมอิตาบรรพบุรุษนั้นน่ะนะ
" น่ะนี้มันสมุนไพรอันใดกัน " จินหวงถามออกมาอย่างสงสัย
" มันเรียกว่าดอกเพลิงัจักพรรดิ มันเหมาะสมกับพลังธาตุของเ้า ส่วนสรรพคุณของมันเ้าดูดซับมันเข้าไปเดี๋ยวเ้าก็จะรู้เอง "
ผมพูดออกไปก่อนจะหันไปหา เย่หลิง และอี้เซียว พร้อมพูดขึ้นว่า
" ของพวกเ้าข้าก็มีให้เช่นเดียวกัน "
ผมพูดพร้อมกับเรียกเอาสมุนไพรสองชนิดออกมาแล้วยื่นให้ทั้งสองคน
" ของเย่หลิงนั้นเรียกว่าดอกบัว9ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนของเ้าอี้เซียว นี้เรียกว่า ดอกเพลิงอัคคีเทวะ ส่วนสรรพคุณของมันนั้นไว้พวกเ้าดูดซับพวกเ้าจะรู้เอง เอาล่ะในเมื่อพวกเ้าได้สมุนไพรแล้วก็รีบดูดซับได้แล้ว ข้าจะเฝ้าระวังให้พวกเ้าเอง "
ผมพูดออกไปตัดบทอย่างี้เีอธิบาย เมื่อทั้งสามคนได้ยินเช่นนั้นจึงได้เริ่มดูดซับสมุนไพรทันที เพราะพวกเขาทุกคนต่างก็เชื่อใจไป๋ชิงและพวกเขาก็ยังเชื่อว่าไป๋ชิงนั้นจะต้องเเข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาเห็นเป็แน่
ผ่านไป1ชั่วยามทั้งสามคนจึงได้ดูดซับสมุนไพรเสร็จและจากการดูดซับนั้นทำให้ระดับพลังและพลังธาตุของทั้งสามคนพัฒนาขึ้นเป็อย่างมาก
" นะนี้มัน อะไรกัน พวกเ้าๆ พวกเ้าเห็นไหมระดับพลังข้าเพิ่มขึ้นถึง8ระดับ ทั้งพลังธาตุของข้าก็ได้พัฒนาขึ้นอีกด้วย"
จินหวงร้องออกมาด้วยความดีใจ พร้อมกับเรียกพลังธาตุของตนออกมา พลังธาตุของจินหวงนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปเป็อย่างมากหลังจากที่ได้ดูดซับ ดอกเพลิงัจักรพรรดิ ลักษณะของพลังธาตุของจินหวงมีลักษณะเป็เปลวเพลิงสีทองส้ม และก็มีกลิ่นอายของัออกมาด้วย
" ต่อไปข้าขอเรียกมันว่า เพลิงัทองจักรพรรดิ ฮ่าๆๆ"
จินหวงพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างดีใจเพราะตอนนี้ระดับ
พลังของเขานั้นอยู่ที่ ระดับราชันย์ขั้น1 เป็ที่เรียบร้อยและด้วยความดีใจกับการเลื่อนระดับทำให้จินหวงไม่ได้สังเกตรูปลักษณ์ของตนที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย