ในห้วงขาดสติ ั์ตาสีฟ้าของอเล็กซ์ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็ทะเลพิโรธ กลิ่นอายเข่นฆ่าเอาชีวิตแผ่ซ่าน ขบฟันแน่นราวกับ้ากินเืกินเนื้อทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
โดยไม่รอช้า มือข้างหนึ่งเอื้อมเข้าไปในเสื้อคลุม หยิบแคปซูลจักรกลออกมา นิ้วประจำการเตรียมกดปุ่ม เป้าหมายคือกำจัดพวกชั่วช้าที่เห็นดีเห็นงามกับชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพราก ให้พวกมันชดใช้จนต้องร้องขอความตายมากกว่ามีชีวิตอยู่
“เ้าคิดจะทำสิ่งใด หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้!”
ด้วยจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้เป็สหายอยู่แล้ว และเมื่อเห็นท่าไม่ดี เอื้อมมือไปจับแขนอเล็กซ์ไว้แน่น จางเหว่ยร้องห้ามโดยพลัน สุ้มเสียงที่เอ่ยไม่ดังจนดึงดูดความสนใจผู้คนรอบข้าง ทว่าก็หนักแน่นพอให้อเล็กซ์ยอมหยุดการกระทำไว้ชั่วคราว
“ถามมาได้ว่าข้าจะทำสิ่งใด ก็สังหารเ้าแก่พวกนั้นให้หมดน่ะสิ แล้วหากมีทหารคนใดเข้ามาขวาง ข้าก็จะไม่ปรานีพวกมันเช่นกัน” อเล็กซ์หันมากล่าวตอบ ใบหน้ายังคงฉายแววโกรธเกรี้ยวไม่จางหาย
สดับคำ จางเหว่ยไม่สงสัยแม้เพียงนิด เขาเชื่อว่าอเล็กซ์กล้าทำตามที่เขาลั่นวาจาทุกประการ ทว่า หากเหตุการณ์ลุกลามบานปลายถึงขั้นนั้น เกรงว่าจะเป็การหาเื่ใส่ตัวที่ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นหน้าที่เขาในตอนนี้เกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายกล้ำกลืนความเจ็บแค้นลงไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เื่ง่าย
“อเล็กซ์ โปรดฟังข้า ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้าดี แต่เชื่อข้าเถอะว่าตอนนี้จงสงบไว้ก่อน ข่มกลั้นความโกรธไว้ นี่คือหนทางที่ดีที่สุด”
“ข้าว่าเ้าไม่เข้าใจหรอก หากเ้าเข้าใจ เหตุใดจึงยังใจเย็นทนเห็นภาพโหดร้ายเช่นนี้ได้!”
แม้อเล็กซ์พยายามคำรามด้วยเสียงเบา ทว่าผู้ฟังอย่างจางเหว่ยยังคงััได้ถึงโทสะที่พลุ่งพล่าน และเมื่อเหลือบสายตาไปมองที่มือผู้เป็สหาย พบว่านิ้วโป้งขยับไปมาอย่างอยู่ไม่สุข ชัดเจนว่าอเล็กซ์อยากกดปุ่มเต็มแก่แล้ว ซึ่งหากเขายับยั้งไม่สำเร็จ รับประกันความโกลาหลที่จะเกิดขึ้น ณ จัตุรัสย่ำรุ่งแห่งนี้ได้เลย
“สิ่งที่ข้าพูดแม้ฟังดูโหดร้าย แต่เ้าก็ต้องยอมรับความจริงว่าแม่นางหนิงเหมยตายจากไปแล้ว ต่อให้เ้าจะฆ่าทุกคนที่นี่จนหมด นางก็ไม่ฟื้นกลับมา” จางเหว่ยรู้ดีว่าสหายใหม่ผู้นี้ฉลาดเฉลียว เปี่ยมด้วยไหวพริบตรรกะ เขาจึงใช้เหตุผลเกลี้ยกล่อม และพยายามกล่าวทุกพยางค์อย่างชัดถ้อยชัดคำที่สุด
“อย่างน้อยก็ได้ล้างแค้น ดีกว่านิ่งเฉยเช่นนี้!” สวนกลับทันควัน อเล็กซ์ยังคงเืขึ้นหน้า ราวกับโดนสัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำชั่วคราว
“ที่เ้าพูดก็ไม่ผิด ข้าเองก็เจ็บใจเช่นกันที่ต้องทนเห็นความโหดร้ายป่าเถื่อนแบบนี้ แต่หากตัดเื่อารมณ์ออกไปแล้วมาคิดอย่างรอบคอบ การหุนหันพลันแล่นออกไปอาละวาดตอนนี้ไม่มีข้อดีแม้ประการเดียว ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดที่เ้าต้องเผชิญมิใช่ทหารระดับนักรบยุทธ์ไปจนถึงปราชญ์ยุทธ์หลายร้อยคนที่เห็นเรียงราย แต่เป็ชายชราทั้งเจ็ดในชุดราชสำนักเ่าั้”
“ก็เ้าพวกนั้นแหละ เป้าหมายอันดับหนึ่งที่ต้องสังหารเลย!”
“สหาย ใจเย็นแล้วฟังข้าให้จบก่อน ในสายตาเ้าอาจจะเห็นเป็เพียงชายชราไร้พิษสง ทว่าพวกเขาคือ ‘ปรมาจารย์แห่งธาตุทั้งเจ็ด’ นอกจากพลังปราณจะอยู่ในระดับมหาเซียนยุทธ์ขึ้นไปแล้ว ยังมีฐานะเป็ผู้าุโระดับสูงแห่งราชสำนัก ใกล้ชิดกับจักรพรรดิเฟยหลง ดังนั้นแม้ในศึกครั้งนี้เ้าจะเป็ฝ่ายชนะ สังหารทุกคนได้ราบคาบ แต่ผลที่ตามมาคือเ้าจะถูกกองทัพหลวงทั้งกองทัพที่มีจำนวนนับล้าน มีหูตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไล่ล่าตัวเ้ามารับโทษทัณฑ์แห่งความตาย”
เมื่อข้อมูลสำคัญเผยจากปากจางเหว่ย คล้ายว่าจะทำให้เปลวเพลิงที่ลุกโหมของอเล็กซ์เบาลงได้บ้าง ชายหนุ่มมีท่าทางสงบนิ่งลง แต่ในมือยังคงกำแคปซูลจักรกลไว้แน่น
เห็นว่าการเกลี้ยกล่อมเริ่มได้ผล จางเหว่ยไม่รอช้า รีบตอกย้ำด้วยอีกหนึ่งประโยค เพื่อให้มั่นใจว่าอเล็กซ์จะไม่ทำอะไรโดยพลการจริง ๆ “เก็บความโกรธแค้นนี้ไว้ในใจ จำใบหน้าชื่อแซ่ของคนที่เ้าอยากฆ่าไว้ให้แม่น หากเ้าเชื่อเข้า และไม่ผลีผลามลงมือในตอนนี้ ข้าสัญญาว่าสักวันหนึ่ง ในอีกไม่นานเกินรอ เ้าจะได้ล้างแค้นสมใจแน่”
นับั้แ่รู้จักกันมาเกือบสามวัน นี่คือครั้งที่น้ำเสียงจางเหว่ยฟังดูจริงจังหนักแน่นที่สุด เช่นเดียวกับแววตาที่ไม่เหลือเค้าลางความขี้เล่นอันเป็เอกลักษณ์แม้แต่น้อย มีเพียงความแน่วแน่ผสมโกรธเกรี้ยวเท่านั้นที่ฉายแววชัด เป็หลักฐานว่านี่ไม่ใช่คำโกหกพกลม
แม้ฟังดูเป็คำสัญญาเลื่อนลอย ไร้หลักประกันอันใด ทว่าด้วยท่าทีของจางเหว่ย อเล็กซ์ััได้ถึงความแน่วแน่ที่ชายตรงหน้าส่งกระแทกตรงเข้ามาถึงหัวใจ อีกทั้งเมื่อเวลาล่วงผ่าน สติที่ขาดผึงไปเริ่มเข้าที่สมองคิดวิเคราะห์ประมวลผล อเล็กซ์ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่จางเหว่ยพูดถูกต้องทุกประการ และหากเขาอาละวาดไปตอนนี้ย่อมไม่ส่งผลดีกับการหาหนทางกลับโลกมนุษย์เป็แน่
คิดได้เช่นนั้นมือที่เคยกำแคปซูลจักรกลไว้แน่นคลายออกเล็กน้อย
“เ้ากล้าสัญญาด้วยชีวิตหรือไม่?” น้ำเสียงที่เอ่ยถามของอเล็กซ์เยือกเย็นลงชัดเจน
“แน่นอน ข้าขอสัญญาด้วยชีวิต” ไม่วี่แววลังเลเลยแม้แต่น้อย จางเหว่ยตอบกลับทันควัน
“ข้าจะลองเชื่อเ้าดูสักครั้ง หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
จบคำ อเล็กซ์เก็บแคปซูลจักรกลกลับสู่กระเป๋าเสื้อคลุม ส่วนจางเหว่ยพลันระบายยิ้มกว้าง รู้สึกโล่งปานยกแผ่นศิลาที่หนักอึ้งออกจากอก ขณะเดียวกันก็แสดงถึงความเชื่อใจที่อีกฝ่ายมอบให้
เมื่อการเกลี้ยกล่อมจบลง และผลลัพธ์คือจางเหว่ยเป็ผู้ชนะ เป็เวลาเดียวกับที่ชายชราอาภรณ์สีทองมั่นใจแล้วว่าความหวาดกลัวได้ซึมซาบเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจของประชาชนทุกคน ณ จัตุรัสย่ำรุ่ง เขาจึงเริ่มกล่าวต่อ
“กฎเกณฑ์ก็เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา หากเด็กหนุ่มสาวอายุสิบแปดผู้ใดมีพลังปราณอยู่ในระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นแปดขึ้นไปจะถูกคัดเลือกเข้าสู่โรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวง เพื่อฝึกฝนฝีมือ เคี่ยวกรำพร์พลังปราณที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วให้แกร่งกล้าขึ้นอีกเป็เวลาสามปี หลังจากนั้นจะถูกบรรจุเป็ทหารกองทัพหลวงเต็มตัว ส่วนยศที่จะได้รับก็จะแตกต่างกันไปตามระดับพลังปราณ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองร้อย” จบการอธิบายยืดยาว ปรมาจารย์ธาตุผู้นั้นหยุดวาจาลงชั่วครู่ คล้ายเป็การทิ้ง่ให้ผู้ชมทั่วจัตุรัสเข้าใจตรงกัน จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ด้วยเสียงที่ดังกังวานกว่าเดิม
“บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีแห่งเมืองไคชุนเปิดฉากขึ้นได้ หากข้าขานชื่อใครโปรดเดินออกจากขบวนมาเบื้องหน้าอ่างศิลาสถิตปราณ และคนแรกคือ ห่าวซ่วน พลังปราณธาตุลม”
สิ้นวาจาประกาศิต ปรากฏเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาคมคายในชุดคลุมสีไข่ไก่สืบเท้าก้าวออกจากขบวน เดินมุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คนเรือนหมื่นทั่วจัตุรัสย่ำรุ่ง
“ตัวข้าห่าวซ่าน พร้อมแล้วที่จะเข้าพิธีคัดเลือกกองทัพหลวง” ยืนตัวตรงราวกับรูปปั้นหน้าอ่างศิลา เด็กหนุ่มนามห่าวซ่านเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงที่พยายามใส่ความหนักแน่นลงไปเต็มที่ ทว่าก็ไม่อาจกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นได้มิด
“พร้อมก็ดีแล้ว สิ่งที่เ้าต้องทำคือเพียงยื่นมือทั้งสองข้างลงไปใน ‘อ่างศิลาสถิตปราณ’ พึงระลึกไว้ว่าต่อให้เ้าจะพยายามหลบซ่อนพลังปราณก็ไม่มีประโยชน์อันใด ตัวข้าเจียวจ้าน ปรมาจารย์ธาตุลมแห่งราชสำนัก รับรู้ได้ถึงพลังปราณธาตุลมได้ทุกอณู”
ครานี้ผู้พูดเป็ชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีขาว ท่าทางของเขาผู้ดูขึงขังน้อยกว่าปรมาจารย์ธาตุชุดทองอย่างชัดเจน
“ตัวข้ารับทราบ” ห่าวซ่านกล่าวตอบด้วยสุ้มเสียงนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นมือทั้งสองจึงค่อย ๆ ยื่นลงไปในอ่าง เมื่อผ่านม่านควันและของเหลวหลากสีสันที่ไหลเวียนอยู่ภายใน สีหน้าของห่าวซ่านพลันเหยเกเล็กน้อย
ปรมาจารย์ธาตุลมนามเจียวจ้านก็ทำในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่มือที่เขายื่นลงไปเป็เพียงมือขวาข้างเดียว และท่าทางก็สงบนิ่งดุจสายลมแ่พัดโชย ไม่ปรากฏแววเหยเกแม้เพียงนิด
มือจุ่มลึกลงไปในอ่างศิลาสถิตปราณ พร้อมกับั์ตาสองข้างของเจียวจ้านที่ปิดลง จากนั้นทุกอย่างก็เข้าสู่ความนิ่งเงียบ ราวกับโลกหยุดการเคลื่อนไหว ชัดเจนว่าเจียวจ้านกำลังเพ่งสมาธิค้นหาพลังปราณทั้งหมดที่หลบซ่อนอยู่ภายในกายเด็กหนุ่มเบื้องหน้า
ความเงียบงันดำเนินอยู่ชั่วครู่ ั์ตาเจียวจ้านค่อย ๆ เปิดออก เพ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยมวลอารมณ์ที่คาดเดาได้ยาก ก่อนกล่าวเสียงดังฟังชัด
“ระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นหก ไม่ผ่านการคัดเลือก ไปได้”
สิ้นวาจาเจียวจ้าน เด็กหนุ่มนามห่าวซ่านรีบเอามือออกจากอ่างศิลาสถิตปราณโดยพลัน ประหนึ่งคนใกล้จมน้ำแหวกว่ายด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อรับอากาศต่อลมหายใจ
เมื่อมือทั้งสองข้างโผล่พ้นขอบอ่าง สักขีพยานโดยรอบสังเกตเห็นชัดเจนว่าผิวของเด็กหนุ่มที่เคยเรียบเนียนเปลี่ยนเป็แดงซ่าน ซ้ำร้ายยังปรากฏร่องรอยพุพองเป็บางจุด ชัดเจนว่าอ่างศิลาสถิตปราณต้องมอบดีกรีความเ็ปที่สาหัสไม่น้อยแก่เด็กหนุ่มเป็แน่ ทว่าริมฝีปากกลับผุดรอยยิ้มที่ปิดบังไม่มิด ท่าทางดูผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน สืบเท้าเดินออกจากหน้าอ่างศิลาไปอย่างสบายใจราวกับยกูเาลูกหนึ่งออกจากอก
แม้ชื่อจะฟังดูยิ่งใหญ่ ทว่าแท้จริงแล้วพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีมิได้มีสิ่งใดซับซ้อน วัยรุ่นหนุ่มสาววัยสิบแปดที่เข้ารับการคัดเลือกจะถูกแบ่งออกเป็เจ็ดกลุ่ม ตามธาตุพลังปราณทั้งเจ็ด ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ทอง และอัสนี
ส่วนปรมาจารย์ธาตุที่เปรียบเสมือนกรรมการผู้ชี้ขาดการคัดเลือกก็เป็ตัวแทนของธาตุทั้งเจ็ดเช่นเดียวกัน พวกเขาเหล่านี้นอกจากจะควบคุมพลังธาตุในกายได้ดั่งใจนึกคิดแล้ว ยังมีความสามารถพิเศษโดดเด่นด้านการเสาะแสวงหาพลังปราณที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์ จนได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิเฟยหลง แต่งตั้งให้ทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้ พร้อมปรนเปรอด้วยลาภยศเงินทองมากมายให้ได้เสวยสุข
อย่างไรก็ตาม ไม่มีลาภยศใดได้มาฟรี ๆ สัจธรรมข้อนี้กระจ่างกลางใจเหล่าปรมาจารย์ธาตุทั้งเจ็ด พวกเขาทราบดีว่าหากตนทำหน้าที่ผิดพลาด ปล่อยให้อัจฉริยะผู้หนึ่งหลุดรอดสายตา และอัจฉริยะผู้นั้นแว้งมาทำให้องค์จักรพรรดิระคายเคืองกายใจแม้เพียงนิด สิ่งที่ได้รับตอบแทนจะไม่ใช่ลาภยศเงินทองอีกต่อไป แต่เป็ความตายสถานเดียว
ตามวิถีพลังปราณแห่งจักรวรรดิเหลียนหยาง ผู้ที่พลังปราณแกร่งกล้า หรือเชี่ยวชาญด้านพลังปราณถึงระดับหนึ่ง หากอีกฝ่ายปลดปล่อยพลังปราณออกมาอย่างเต็มที่ ก็พอที่จะตรวจจับระดับพลังปราณได้พอสังเขป เช่นผู้นี้อยู่ในระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตน หรือผู้นั้นอยู่ในระดับนักรบยุทธ์ เป็ต้น ทว่าไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าอยู่ในขั้นใดของระดับดังกล่าว
ด้วยเหตุประการนี้ พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปี ที่้าความแม่นยำในการตรวจจับ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอัจฉริยะแม้สักคนหลุดรอดสายตาไปได้ นอกจากความปรีชาสามารถของปรมาจารย์ธาตุทั้งเจ็ดแล้ว ยังจำเป็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าอ่างศิลาสถิตปราณเป็ตัวช่วย ด้วยวัตถุวิเศษชนิดนี้ เพียงแค่สกัดพลังปราณเข้มข้นแต่ละสังกัดธาตุออกมา บีบอัดให้แน่นด้วยวิชายุทธ์ระดับสูง ปล่อยลงสู่อ่างศิลาสถิตปราณ ให้พลังปราณสีรุ้งได้แหวกว่าย ก็จะกลายเป็เครื่องตรวจจับระดับพลังปราณที่แม่นยำที่สุด
เมื่อถึงขั้นตอนการคัดเลือก หนุ่มสาวผู้ใดสังกัดธาตุไหน ก็ต้องเข้ารับการคัดเลือกกับปรมาจารย์ธาตุนั้น โดยใช้มือจุ่มลงในอ่างศิลาสถิตปราณ ฉับพลัน พลังปราณที่ไหลเวียนอัดแน่นอยู่ภายในอ่างพุ่งเข้าเปิดเส้นลมปราณให้ขยาย ราวกับฝูงปลารุมตอดเหยื่อที่หลงทาง ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เข้าคัดเลือก ไม่ว่าจะพยายามหลบเลี่ยงด้วยการรีดเร้นพลังปราณออกมาไม่เต็มที่ ก็มิอาจหลุดรอดการเปิดเส้นลมปราณที่ดุดันเช่นนี้ได้
จากนั้น เมื่อเส้นลมปราณเปิดเต็มที่ ก็เป็หน้าที่ของปรมาจารย์ธาตุ ผู้เชี่ยวชาญการวัดระดับพลังปราณที่สุดในจักรวรรดิเหลียนหยาง พวกเขาเพียงแค่หลับตา เพ่งจิตสมาธิสำรวจเพียงเล็กน้อย ก็สามารถระบุได้อย่างละเอียดแม่นยำว่าพลังปราณของผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอยู่ในระดับขั้นใด
หากผู้นั้นผ่านเกณฑ์คัดเลือกก็ต้องบอกลาครอบครัว เข้าสู่รั้วโรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวงทันที ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านก็ไม่มีสิ่งใดซับซ้อน เพียงกลับไปใช้ชีวิตปกติเฉกเช่นเคย
“คนต่อไปอ้ายเหม่ย พลังปราณธาตุไม้” เสร็จสิ้นการคัดเลือกคนแรก ปรมาจารย์ชุดทองก็ประกาศเรียกอีกชื่ออย่างไม่รอช้า คราวนี้คนที่เดินฝ่าขบวนออกมาเบื้องหน้าเป็เด็กสาวร่างเล็ก ใบหน้าขาวผ่อง เปล่งประกายสดใส ทว่ายามนี้กลับมีวี่แววความกังวลปรากฏอยู่ไม่น้อย
เมื่อเด็กสาวนามอ้ายเหม่ยยืนหยัดเบื้องหน้าอ่างศิลาเป็ที่เรียบร้อย คราวนี้ผู้ที่รับหน้าที่ตัดสินชะตาชีวิตของเด็กสาวคือชายชราผู้สวมอาภรณ์สีเขียวเข้ม สองมือพอจุ่ม ความเ็ปพลันแผ่ซ่านอย่างยากที่จะรับมือ อ้ายเหม่ยถึงกับส่งเสียงร้องแ่เบาผ่านไรฟันออกมาเป็ระยะ คล้อยหลังไม่นาน เมื่อการสำรวจเสร็จสิ้น ชายชราผู้มีฐานะเป็ปรมาจารย์ธาตุไม้ก็ประกาศกร้าว
“ระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นเจ็ด ไม่ผ่านการคัดเลือก ไปได้”