หลังจากที่ทั้งสองทานอาหารกันเสร็จ ตุลธรก็พาภัคธีมาไปที่โรงหนังซึ่งอยู่ตรงมุมๆ หนึ่งของห้าง แต่ระหว่างเดินทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีปาปารัสซีสะกดรอยตามเพื่อเก็บภาพทุกช็อตไปลงโซเชียล เพราะตุลธรเป็เ้าของบริษัทผลิตน้ำหอมชื่อดังของประเทศไทย ทุกคนย่อมให้ความสนใจแน่นอน
“คุณภัคธีมาอยากดูหนังเื่อะไรครับ เลือกได้เลยนะครับ” ตุลธรเอ่ยถามหญิงสาวขณะหยุดยืนอยู่ตรงบอร์ดที่ติดรายชื่อภาพยนตร์ใหม่ๆ
“ให้ฉันเลือกเหรอคะ” เธอชี้ที่ตัวเอง เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ายืนยันเธอจึงหันไปเลือกภาพยนตร์ที่อยากจะดู ก่อนจะจิ้มไปที่เื่ๆ หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เื่นี้แล้วกันค่ะ น่าสนใจดี”
“หนังอีโรติกเนี่ยนะครับ” ชายหนุ่มทำหน้าราวกับไม่เชื่อ
“ใช่ค่ะ หรือว่าคุณดูไม่เป็คะ” ถามเพื่อหยั่งเชิงดู ในขณะที่เขาหัวเราะพรืดออกมา
“ใครว่าล่ะครับ ผมน่ะดูเป็ทุกแนว เอาละ เราไปซื้อตั๋วเข้าดูหนังกันดีกว่านะครับ”
“ค่ะ ไปค่ะ”
จากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินไปที่เคาน์เตอร์หน้าโรงหนัง ก่อนที่ตุลธรจะบอกกับพนักงานว่า
“ซื้อตั๋วสองที่ครับ”
“รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวหันไปกดที่คอมพิวเตอร์
รอไม่นานอีกฝ่ายก็ยื่นตั๋วที่นั่งให้ ๒ ใบ พร้อมกับบอกว่า
“ตั๋วที่นั่งสองใบ ราคาสี่ร้อยบาทค่ะ”
“นี่ครับ” เขายื่นธนบัตรใบละร้อยให้พนักงานสาวจำนวนสี่ใบ ก่อนจะหันไปทางหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับยิ้มอวดฟันขาวสะอาด “ได้ตั๋วมาเรียบร้อยแล้วครับ”
“ระหว่างรอรอบหนังฉาย ฉันว่าเราไปเดินเล่นทางโน้นดีมั้ยคะ” ภัคธีมาชี้ไปยังทางหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้า
“โอเค ได้เลยครับ”
จากนั้นทั้งคู่ก็พาเดินออกไป เดินเล่นเรื่อยๆ เพลินๆ มองดูสิ่งของตามร้านค้าไปพลางๆ กระทั่งมาหยุดตรงโซนเครื่องเล่น ชายหนุ่มจึงบอกกับภัคธีมาว่า
“เดี๋ยวผมจะโชว์ฝีมือคีบตุ๊กตาให้คุณภัคดูครับ”
“ค่ะ เอาสิคะ ภัคจะรอดู” ภัคธีมาฝืนยิ้มนิดๆ
ในใจพูดว่า
'เชอะ! คิดจะโชว์ความเก่งให้ฉันดูละสิท่า บอกเลยว่าฉันไม่ปลื้มนายหรอกย่ะ เพราะนายเป็ฆาตกรที่ขับรถชนพี่ชายฉัน สิ่งที่ฉันให้นายได้คือความเ็ปเท่านั้น จำไว้!’
แล้วตุลธรก็หยอดเหรียญก่อนจะโชว์ฝีมือคีบตุ๊กตาในตู้กระจก ตอนแรกคีบไม่ได้เลยสักตัว แต่พอครั้งที่สองชายหนุ่มคีบได้ตุ๊กตาตัวใหญ่สีชมพูเข้ม เมื่อได้มาเขาก็ยื่นให้ภัคธีมา
“ตุ๊กตาตัวนี้ผมให้คุณครับ”
“ให้ฉันเหรอคะ” เธอแกล้งทำเป็งง
“ครับ ผมให้คุณ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับตุ๊กตามาพร้อมกับลูบศีรษะของมันราวกับชอบมากมาย แล้วยิ้มแป้น “ตุ๊กตาน่ารักดีนะคะ”
“น่ารักเหมือนคุณภัคธีมาครับ” ชายหนุ่มแกล้งหยอดคำหวานให้ภัคธีมา และส่งสายตาพราวระยับให้อีกด้วย ในขณะที่อีกฝ่ายทำเป็เขินอายตัวม้วน
“บ้า! คุณพูดอะไรคะเนี่ย ภัคเขินนะคะ”
“เขินอะไรครับ ผมพูดความจริงนะครับ”
“ฉันว่าเราไปนั่งรอในโรงหนังดีกว่านะคะ ป่านนี้คงใกล้จะถึงรอบฉายหนังที่เรากำลังจะดูค่ะ” เธอแกล้งทำเป็เฉไฉเพราะเขิน ก่อนจะเดินนำออกไปทันที
ตุลธรมองตามพลางอมยิ้มชอบใจ ส่ายศีรษะเบาๆ แล้วเดินฉับๆ ตามหญิงสาวไป
เมื่อทั้งสองเข้าไปในโรงหนัง ตุลธรก็บอกให้ภัคธีมายืนรอ ส่วนตนเองรับอาสาไปซื้อป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม สักพักจึงกลับมาหาหญิงสาวพร้อมของติดไม้ติดมือมาด้วย
“ได้มาแล้วละครับ ป๊อปคอร์นกับเครื่องดื่ม เราไปนั่งตรงโน้นกันดีกว่า” ตุลธรชี้ไปที่โซน VIP ซึ่งเป็ที่นั่งสำหรับคู่รักนั่นเอง
“ค่ะ ไปค่ะ” ภัคธีมาพยักหน้า
แล้วทั้งคู่ก็เดินไปนั่งตรงโซน VIP ที่ที่เหมาะสมสำหรับคู่รักที่้าความเป็ส่วนตัว ไม่อยากให้ใครรบกวน และดูเหมือนว่าตุลธรจะอยากให้มันเป็เช่นนั้นจึงชวนหญิงสาวมานั่งตรงนี้ เขาคงมีแผนบางอย่างในใจอยู่กระมัง
“ตรงนี้เป็ส่วนตัวดีนะคะ” ภัคธีมาแกล้งทำเป็ชวนคุย
“ครับ ส่วนตัวมาก” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับยิ้มพราย หันมองอีกฝ่ายด้วยแววตาหยาดเยิ้มกันเลยทีเดียว ในขณะที่ภัคธีมาทำเป็หลุบตาลงด้วยความเขินอาย ปากก็เอ่ยออกไป
“มองภัคด้วยสายตาแบบนั้น รู้มั้ยคะว่าภัคเขิน”
“ผมชอบเวลาที่คุณภัคเขินครับ เพราะมันทำให้ผมมองได้เพลินๆ มองนานเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ”
“พอเถอะค่ะ ดูหนังดีกว่าค่ะ หนังเริ่มฉายแล้ว” เธอชี้ไปที่จอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ซึ่งกำลังทำหน้าที่ฉายหนังรักให้ทุกคนได้ดู เป็หนังที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
เริ่มต้นด้วยฉากความรักของพระนาง กำลังสวีทหวานด้วยกัน ภัคธีมาดูไปยิ้มไป เธอเผลอเอนศีรษะไปซบไหล่กว้างของตุลธรเพราะอินกับหนัง ในขณะที่อีกฝ่ายหันมาสบตาพลางยิ้มชอบใจ เธอจึงส่งยิ้มแห้งๆ ให้เขาพร้อมกับก้มศีรษะเล็กน้อย
“ขอโทษค่ะบอส”
“เรียกตุลน่าจะดูสนิทกว่านะครับ” เขายิ้มพรายขณะพูด
“อุ๊ย มันจะดีเหรอคะ” เธอแกล้งทำเป็ดัดจริตให้พอหอมปากหอมคอ
“ดีสิครับ เรียกเถอะครับ” ชายหนุ่มคะยั้นคะยอ
“เอ่อ ค่ะคุณตุล” ภัคธีมาเรียกตามทันที
ทว่าในใจกลับไม่วายแอบนินทาเขา
'เชอะ! ทำมาเป็ให้ฉันเรียกชื่อของตัวเอง แหวะ คิดว่าฉันอยากเรียกนักเหรอยะ รอก่อนเถอะ รอให้เสร็จธุระของฉันเมื่อไหร่ละก็…แม้แต่หน้าของแกฉันก็ไม่จำให้รกสมองหรอก ไอ้ฆาตกร!’
“ดีมากครับ” ตุลธรรู้สึกพอใจที่สุด “ดูหนังกันต่อเถอะครับ”
“ค่ะ” ภัคธีมาพยักหน้า ก่อนจะหันไปจับจ้องที่จอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ สักพักหญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบป๊อปคอร์น และเป็จังหวะเดียวกับที่ตุลธรก็เอื้อมมือไปหยิบเช่นกัน เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงจงใจแกล้งจับโดนมือเขา ทำราวกับไม่ได้ตั้งใจ “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ภัคไม่คิดว่าคุณตุลจะหยิบป๊อปคอร์นเหมือนกัน”
“ไม่เป็ไรครับ เชิญคุณภัคก่อน”
“ขอบคุณค่ะ คุณใจดีจริงๆ” ภัคธีมาตอบยิ้มๆ
กำลังดูด้วยกันเพลินๆ ภัคธีมาก็หยิบป๊อปคอร์นมาเข้าปาก ซึ่งบังเอิญมีฉากเลิฟซีนพอดี ตุลธรนั่งดูหนังอยู่ข้างๆ ได้เห็นภัคธีมายกมือขึ้นลูบแขนและนั่งห่อไหล่ ชายหนุ่มจึงเอ่ยถาม
“หนาวเหรอครับ ใส่เสื้อสูทผมก่อนนะครับ” ว่าแล้วเขาได้ถอดเสื้อตนเองออกคลุมไหล่หญิงสาวให้เบาๆ ภัคธีมาจึงแสร้งยิ้มหวานให้เขา ทำให้เขาถึงกับใจเต้นแรง
“ขอบคุณค่ะ คุณตุลช่างใจดีกับทุกคนแบบนี้เหรอคะ”
“ดูหนังต่อเถอะครับ” ตุลธรไม่รู้ตอบยังไงจึงแก้เขินไปแบบนั้น
แต่ภัคธีมากลับคิดในใจว่า
'คิดว่าการที่แกทำแบบนี้แล้วมันจะให้ฉันใจอ่อนงั้นเหรอ ฝันไปเถอะย่ะ เพราะถึงยังไงความแค้นระหว่างฉันกับนายมันไม่มีวันลดทอนลงได้แน่’
รวิสราออกมานั่งทานอาหารชิลล์ๆ ยามดึกที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเ้าพระยา ท่ามกลางบรรยากาศรอบๆ ที่แสนจะดีมาก มีดวงไฟหลากสีถูกประดับเป็ทางเดินทำให้ดูสวยงามมากทีเดียว
อาหารที่หญิงสาวสั่งมานั้นมีเพียงสองถึงสามอย่าง มีกุ้งันึ่งมะนาว ปลาแดดเดียวทอด ต้มยำกุ้งและข้าวสวยร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ
ก่อนจะทานหญิงสาวก็พึมพำกับตนเองว่า
“ป่านนี้ภัคจะเป็ยังไงบ้างนะ ฉันชักจะเป็ห่วงเธอแล้วสิ”
และขณะนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเธอ
“คุณผู้หญิงครับ เอ่อ ไม่ทราบว่าถ้าผมจะขอนั่งตรงนี้ด้วยจะได้มั้ยครับ”
รวิสราหันขวับไปมองตามเสียงอย่างเร็ว ก็เห็นร่างสูงของใครบางคนยืนเก๊กท่าและยิ้มแป้นให้เธอ หญิงสาวทำหน้างงก่อนจะเอ่ยถาม
“เอ่อ เรารู้จักกันด้วยเหรอคะ”
“ก็นี่ไงครับ ผมกำลังทำความรู้จักกับคุณ ก่อนอื่นผมขอให้คุณตอบมาก่อน ว่าถ้าผมจะขอนั่งตรงนี้ด้วยได้มั้ยครับ” ชายหนุ่มถามซ้ำอีกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายยังมีทีท่าลังเลอยู่เสียหน่อย สักพักจึงผงกศีรษะเป็การตกลง
“ค่ะ ได้ค่ะ”
ทันทีที่ได้รับคำตอบภัทรดนัยก็รีบนั่งลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันไปสั่งอาหาร ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้รวิสราและเอ่ยถามขึ้นว่า
“นั่งทานข้าวคนเดียวไม่เหงาเหรอครับ”
“ไม่นะคะ ฉันชินกับการทานข้าวคนเดียวแล้วละค่ะ ว่าแต่คุณเถอะค่ะ คุณเองก็มาคนเดียวใช่มั้ยคะ ถึงได้มาขอนั่งโต๊ะเดียวกับฉัน”
“ใช่ครับ ผมมาคนเดียว และอยากหาเพื่อนนั่งทานข้าวและเพื่อนคุย ไม่ทราบว่าคุณจะเป็หนึ่งในคนนั้นให้ผมได้มั้ยครับ”
“ได้สิคะ” เธอตอบแบบไม่ต้องคิดเลยทีเดียว “ฉันเองก็้าเพื่อนทานข้าวกับเพื่อนคุยเช่นกัน เพราะั้แ่เพื่อนฉันแยกออกไปอยู่ที่อื่นฉันก็รู้สึกเหงามากค่ะ”
“เอ่อ ครับ ว่าแต่ผมขออนุญาตถามชื่อคุณหน่อยนะครับ คุณชื่ออะไรเหรอครับ”
“ฉันชื่อรวิสราค่ะ เรียกสั้นๆ ว่าวิก็ได้”
“ส่วนผมชื่อภัทรดนัย เรียกสั้นๆ ว่าดนัยก็ได้ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“เช่นกันค่ะ”
แล้วทั้งคู่ก็ต้องหยุดสนทนาเมื่อบริกรนำอาหารมาเสิร์ฟ
“อาหารที่คุณผู้ชายสั่งได้แล้วครับ”
“ขอบคุณครับ” ภัทรดนัยเอ่ยยิ้มแย้ม
หลังจากบริกรกลับไปแล้วรวิสราก็พูดกับอีกฝ่ายว่า
“ไม่ยักรู้ว่าคุณดนัยก็ชอบทานกุ้งันึ่งมะนาวเหมือนกัน”
“ของโปรดผมเลยละครับ” ชายหนุ่มตอบ
“จริงเหรอคะ ว้าว! แปลว่าเรามีอะไรที่คล้ายกันนะคะ”
“นั่นสิครับ แบบนี้เราก็น่าจะ…”
“ทานข้าวกันเถอะค่ะ เื่อื่นเราค่อยคุยกันวันหลัง” รวิสราตัดบทเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะพูดอะไร
ภัทรดนัยหุบยิ้มโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเอ่ยถามเธอว่า
“ทำไมล่ะครับ ก็ในเมื่อ…”
“วิหิวข้าวแล้วค่ะ กินข้าวก่อนนะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็ก้มหน้าทานข้าวทันทีโดยไม่หันมองภัทรดนัยอีกเลย ทว่าแอบลอบยิ้มอย่างพอใจอยู่ในที
ที่เธอปฏิเสธไปเพราะกำลังเขินอยู่ จึงจำเป็ต้องทำเฉไฉไปก่อนนั่นเอง
ในขณะที่ภัทรดนัยแอบถอดสีหน้าเซ็งจัดเมื่อถูกปฏิเสธไปเช่นนั้น เขาทำได้เพียงก้มหน้าทานข้าวเช่นกัน แม้ยังทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่เขาหลงรักั้แ่แรกเห็น ทว่าเ้าหล่อนกลับทำเป็ไม่สนใจ ทำเฉไฉไปเรื่อย
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่าภายในใจของเธอนั้นก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา แต่ที่ทำเป็ไม่สนใจก็เพราะเธอยังเขินอายและทำตัวไม่ถูกนั่นเอง!
“ก่อนกลับคอนโดฯ คุณอยากจะนั่งรถชมแสงสีศิวิไลซ์กับผมก่อนมั้ยครับ” ตุลธรเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ขณะเลี้ยวรถออกจากห้างสรรพสินค้า หลังจากหนังฉายจบแล้วก็ได้เวลากลับบ้าน
ภัคธีมาเผยรอยยิ้มนิดๆ ก่อนจะตอบว่า
“ได้ค่ะ มันยังไม่ดึกมาก นั่งรถเล่นเสียหน่อยก็ดีค่ะ อีกอย่าง ฉันเองก็อยากทำความรู้จักคุณให้มากกว่านี้ด้วย”
“ผมเองก็อยากทำความรู้จักคุณภัคให้มากกว่านี้เหมือนกันครับ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับยิ้มพราย สักพักก็ปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากพวงมาลัยแล้วยื่นไปจับมือขาวเนียน “คุณรู้หรือไม่ว่าผมถูกใจคุณั้แ่วันแรกที่คุณเข้าไปสัมภาษณ์งาน วันนั้นคุณทั้งสวยและเซ็กซี่มาก จนผมวางตาไม่ลงเลยทีเดียว และั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมาผมก็อยากจะเห็นหน้าคุณทุกวันเลย”
“ฉันเองก็รู้สึกหมั่นไส้ เอ่อ ฉันพูดผิดค่ะ ฉันเองก็รู้สึกถูกใจคุณั้แ่วันนั้นเช่นกันค่ะ ฉันถึงพยายามเข้าใกล้คุณมากขึ้นไงคะ ทั้งๆ ที่เลขาฯ ของคุณทำเหมือนไม่พอใจฉันก็เถอะ แต่ฉันไม่สนใจหรอกนะคะ เขาจะรู้สึกยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้วค่ะ”
“คุณนลินญาเธอทำงานกับผมมานานครับ”
“นานถึงขนาดมีเวลาใกล้ชิดกับเ้านาย แล้วก็คิดอะไรเลยเถิดด้วยงั้นเหรอคะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”
“จริงๆ นะคะ ฉันััได้” ภัคธีมายืนยัน ทว่าอีกฝ่ายกลับโบกมือให้หยุดพูด
“พอเถอะครับ เราไม่ต้องไปพูดถึงคุณนลินญาหรอกครับ ตอนนี้มันจะมีแค่เื่ของเราเท่านั้น ไม่มีเื่ของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง”
‘ตายละ ไม่ทันไรก็พูดคำว่าเรากับฉันได้ถนัดปากเลยนะยะ แหวะ ระหว่างนี้ฉันจะทำเป็เออออกับแกไปก่อนแล้วกัน แต่ถ้าถึงวันสิ้นสุดชำระแค้นของฉัน…วันนั้นจะเป็วันที่แกเ็ปทรมานไม่ต่างจากฉัน คอยดูเถิดนายตุลธร’
แต่ปากก็พูดไปอีกอย่าง
“ค่ะ นาทีนี้มีแค่เื่ของเรา เราและเราเท่านั้น แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรครับ”
“แต่ว่าในขณะที่เราทำงาน เราต้องทำตัวเป็เ้านายกับพนักงานที่ดี ไม่เอาเื่ส่วนตัวปนกับเื่งาน”
“ทำไมล่ะครับ” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
“เอาเป็ว่าทำตามที่ฉันบอกนะคะ เพราะฉันไม่อยากได้ยินคำครหาจากพนักงานทั้งบริษัทค่ะ หวังว่าคุณตุลคงจะเข้าใจนะคะ”
“ผมเข้าใจครับ แต่…”
“ถ้าเข้าใจก็ต้องไม่มีคำว่าแต่ค่ะ” หญิงสาวว่า ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือหนาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “แต่นอกเวลางาน นอกสถานที่เราอาจนัดเดตกันได้ค่ะ หรือจะทำอะไรที่นอกเหนือกว่านั้นก็ได้เช่นกันค่ะ”
“นี่หมายความว่าคุณเปิดทางให้ผมแล้วงั้นเหรอครับ” ตุลธรถามอย่างตื่นเต้น ในขณะที่ภัคธีมาพยักหน้ารับ
“ก็ประมาณนั้นค่ะ เอ่อ แต่ตอนนี้ฉันอยากกลับคอนโดฯ แล้วค่ะ เพราะรู้สึกง่วงนอนแล้ว”
“จะกลับแล้วเหรอครับ แต่ผมอยากสานต่อเวลาแห่งความสุขกับคุณอีกสักหน่อยจะได้มั้ยครับ” เขาทำหน้าอ้อนวอน
“ได้ค่ะ ฉันจะขยายเวลาให้คุณแค่สามสิบนาทีเท่านั้นนะคะ”
“เพียงเท่านี้ผมก็ดีใจแล้วครับ” ตุลธรยิ้มดีใจ ก่อนจะทำหน้าที่สารถีขับรถพาหญิงสาวตะลอนทั่วเมืองกรุงเทพฯ ชมแสงสีอีกเสียหน่อยก่อนกลับคอนโดมิเนียมไปพักผ่อนนั่นเอง
ระหว่างนั่งรถภัคธีมาก็ชวนตุลธรสนทนาไปเรื่อย
“เราคุยกันมาตั้งนาน ฉันยังไม่รู้บางเื่ที่เกี่ยวกับคุณเลยค่ะ ถ้างั้นฉันขอถามคุณหน่อยนะคะ คุณมีแฟนหรือยังคะ”
“ผมยังไม่มีแฟนครับ เพราะถ้าผมมีแฟนก็คงไม่ได้พาคุณภัคเที่ยวแบบนี้ ผมคงอยู่กับแฟนและพาแฟนเที่ยวไปแล้ว” ชายหนุ่มตอบเสียงทุ้ม
“จริงเหรอคะ” เธอทำหน้าราวกับไม่เชื่อ “น่าเสียดายจังค่ะ คนดีๆ หล่อๆ แถมฐานะก็ร่ำรวยแบบคุณน่าจะมีสาวๆ ติดตรึม”
“ขอบคุณที่ชมครับ” ตุลธรยิ้มรับ ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันไปทางหญิงสาว “เอ่อ คุณภัคครับ ผมขอถามอะไรคุณหน่อยนะครับ คุณภัคมีครอบครัวมั้ย”
ภัคธีมาชะงักกึกและเงียบไปสักพัก ก่อนจะกลั้นใจปรับสีหน้าให้เป็ปกติ แล้วตอบไปว่า
“มีค่ะ แต่เสียไปหมดแล้ว” เธอทำหน้าเศร้า แล้วฝืนใจเล่าถึงพี่ชาย “พี่พงศ์ พี่ชายของฉันเขาเป็คนดีมากค่ะ เป็เสาหลักของครอบครัวั้แ่พ่อกับแม่ของฉันอยู่ ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแม้ตัวเองเหนื่อยก็ไม่เคยปริปากบ่นเลยสักครั้ง”
“เขาเป็คนดีมากนะครับ ผมชักจะอยากเจอหน้าเขาแล้วละสิ”
“เขาเสียชีวิตไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองค่ะ เพราะคนชั่วๆ ที่ทำให้พี่พงศ์ต้องเสีย ถ้า…” เธอมองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาแข็งกร้าวขณะพูด ทว่ายังพูดไม่ทันจบก็มีหยาดน้ำใสๆ ไหลเอ่อท้นดวงตาทั้งสองข้าง
ตุลธรมองภัคธีมาด้วยความสงสาร เขาถือวิสาสะเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เธอพร้อมกับพูดว่า
“ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เขาไปสบายแล้ว คนที่อยู่ก็สู้ต่อไป เอ่อ ถ้าคุณมีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ” เธอยิ้มให้เขานิดๆ พลางปาดน้ำตาทิ้งไป
แล้วแอบพึมพำว่า
“คุณได้ช่วยสมใจแน่ค่ะ”
ตุลธรไม่ได้ยินจึงไม่ได้สนใจอะไร เขาทำหน้าที่ขับรถต่อไป
ใช้เวลาขับรถเที่ยวเพียงสามสิบนาที หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ส่งภัคธีมากลับไปยังที่พักของเธอ เพราะเธอบอกว่าง่วงนอนและอยากพักผ่อนแล้ว
เมื่อมาถึงคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองกรุง ภัคธีมาก็โบกมือลาสารถีก่อนลงจากรถ
“ฉันไปก่อนนะคะ ขอบคุณที่มาส่งค่ะ”
“ผมอยากอยู่กับคุณจนถึงเช้าเลย จะได้มั้ยครับ”
“ไม่เอาสิคะ ไม่งอแงนะ ถ้าวันหลังคุณอยากมาหาฉันที่คอนโดฯ ก็ได้นะ ฉันอนุญาตค่ะ”
“จริงนะ คุณไม่ได้หลอกให้ผมดีใจเล่นใช่มั้ย”
“มองดูสายตาของฉันสิคะ แล้วคุณจะรู้ว่าฉันพูดจริงหรือว่าโกหก” ภัคธีมาเอ่ยยิ้มแย้ม
“ผมเห็นสายตาของคุณแล้ว คุณไม่โกหกแน่นอนครับ” ชายหนุ่มเชื่อเช่นนั้น
“ค่ะ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” เธอมองเขาตาเป็ประกายก่อนจะลงจากรถไป และโบกมือลาอีกครั้ง
ตุลธรกดลดกระจกลงแล้วโบกมือลาเช่นกัน พร้อมกับส่งยิ้มพรายให้
“ผมไปก่อนนะครับ ไว้วันหลังผมจะมาหาคุณที่คอนโดฯ ฝันดีครับ”
สักพักรถของชายหนุ่มก็แล่นออกไป โดยมีสายตาของภัคธีมามองตามด้วยความเคียดแค้นชิงชัง พร้อมกับเอ่ยออกมาว่า
“อย่าคิดว่าฉันจะพิศวาสนายนะยะ ที่ฉันทำไปก็เพื่อแก้แค้นให้พี่ชายฉัน ฉันจะทำให้นายไว้ใจและเชื่อใจฉันให้มากที่สุด แล้วฉันจะค่อยๆ หักหลังให้นายเ็ปทีละนิด ทีละนิด จนกว่าจะสาแก่ใจฉัน”
แล้วเดินขึ้นไปยังคอนโดฯ ทันที เมื่อได้เวลาพักผ่อนแล้วนั่นเอง