บทที่ 17 เหตุใดถังซูอี๋ไม่ขึ้น์ไปเลยเล่า?
ในห้องหนังสือที่กว้างขวางและสว่างไสว เซียวอวี้เฉินและเซียว อวี้ิเริ่มจับพู่กันเขียนหนังสือแล้ว ทว่าเซียวอวี้จูกลับนั่งร้องไห้จนพี่ชายทั้งสองคนรู้สึกปวดหัว
“เ้าจะหยุดร้องไห้ได้หรือไม่?” เซียวอวี้ิกล่าว “เ้าร้องไห้แล้วเ้าจะมีเหตุผลขึ้นหรือไม่? จานกับข้าวใหญ่โตถึงเพียงนั้น ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็กินไม่หมด ข้ากินไปเพียงสองสามคำจะเป็อันใดไป?”
“ท่านดึงผมข้า เหตุใดข้าต้องให้ท่านกินกับข้าวของข้าด้วย?” เซียวอวี้จูใช้มือเช็ดน้ำตา ด้วยเพราะมีน้ำผักอยู่บนมือ สุดท้ายก็เลอะเทอะไปทั่วใบหน้าดูแล้วไม่ต่างจากแมวลาย
เซียวอวี้ิคาดไม่ถึงว่าเหตุที่นางไม่ให้เขากินกับข้าวจานนั้นเป็เพราะเขาไปดึงผมนาง เขาชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวอีกครั้ง “ข้าก็แค่ลูบหัวเ้าเบา ๆ เท่านั้นเอง”
เซียวอวี้จูจ้องมองพี่ชายด้วยดวงตาแดงก่ำ “นั่นท่านลูบหรือ? มวยผมของข้าถูกท่านทำให้เอียงไปหมดแล้ว”
เซียวอวี้ิลูบจมูก ยามนั้นเขาเห็นมวยผมของเด็กสาวน่ารัก จึงเดินไปลูบหัวนางเบา ๆ ไม่คิดว่านางจะโกรธถึงเพียงนี้ นี่ถือว่าเป็ความผิดของเขา เขาจึงกล่าวขึ้น “พอแล้ว กลับไปข้าจะซื้อปิ่นปักผมให้ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”
“ข้าไม่้าให้ท่านชดใช้ด้วยปิ่นปักผม ท่านเพียงคัดลอกตี้จื่อ กุยแทนข้าสามรอบก็พอ” เซียวอวี้จูกล่าวขึ้นอย่างฮึดฮัด ด้วยสายและความชอบของเขา เขาต้องซื้อปิ่นปักผมที่ไม่สวยแน่
“ไม่ได้” เซียวอวี้ิปฏิเสธ เดิมทีเขาเป็คนที่นั่งอยู่กับที่ไม่เป็ การคัดลอกตี้จื่อกุยห้ารอบก็แทบจะเอาชีวิตเขาไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึการคัดลอกอีกสามรอบ
“พอได้แล้ว” เซียวอวี้เฉินแทรกขึ้น "อวี้จูคัดสองรอบ อวี้ิคัดหกรอบ ส่วนข้าจะคัดเจ็ดรอบเอง”
เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูมองหน้ากัน ก่อนจะหันไปกล่าวกับเซียวอวี้เฉินอย่างพร้อมเพรียง “ขอบคุณท่านพี่”
เซียวอวี้เฉินโบกมือ “เร่งมือเถิด”
เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูต่างหยิบพู่กันขึ้นมาเริ่มเขียน ภายในห้องเงียบสงบลง หากไม่เห็นคราบผักบนร่างของทั้งสามคน ก็คงเป็ภาพพี่น้องที่ตั้งใจเรียนหนังสืออย่างขยันขันแข็ง
ชุ่ยจู้ได้ยินเสียงข้างในชัดเจนจึงรีบไปรายงานกับถังซูอี๋ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความโกรธในใจก็ลดลงไปบ้าง “ถือว่าอวี้เฉินมีความก้าวหน้าขึ้นบ้างแล้ว”
“คุณชายและคุณหนูยังเด็กนัก ท่านค่อย ๆ สอนไปเถิดเ้าค่ะ” ชุ่ยอวิ๋นแนะนำด้วยเสียงแ่เบา ชุ่ยจู้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินเก่งกาจถึงเพียงนี้ ต้องสั่งสอนคุณชายและคุณหนูให้เป็ผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองหลวงได้แน่นอนเ้าค่ะ”
ถังซูอี้ฟังคำทั้งสองนางแล้วหัวเราะ “ปากหวานจริง ๆ”
ทั้งสามคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน จากนั้นถังซูอี๋จึงเริ่มครุ่นคิดถึงเื่การอบรมสั่งสอนเซียวอวี้จู เด็กอายุแปดขวบ ยังแสดงออกถึงตัวตนได้ไม่ชัดเจนนัก หากจะเริ่มสอนอย่างจริงจังในยามนี้ก็ยังไม่สายเกินไป
ทว่าจะสอนเช่นไรดี?
เซียวอวี้เฉินมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หากอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ และฝึกฝนเขาให้มากขึ้น ก็น่าจะดึงเขากลับมาได้ ทว่าเซียวอวี้จูเพิ่งแปดขวบ นางไม่เคยเลี้ยงเด็กเล็กถึงเพียงนี้มาก่อน ทั้งเซียวอวี้ิที่เห็นได้ชัดว่าเป็เด็กดื้อ กับน้องสาวแท้ ๆ ก็ยังลงไม้ลงมือได้
ไม่อาจคิดออกได้ในทันใด จำต้องพักไว้ก่อน
ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะอบรมสั่งสอนลูก ๆ ทั้งสามคนเช่นไร ตรอกเหมยฮวาในยามนี้ก็วุ่นวายมาก
สตรีวัยกลางคนผิวขาวรูปร่างอวบอ้วนนางหนึ่งกำลังะโเสียงดัง “นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว กลางวันแสก ๆ ยังกล้ามาทุบทำลายข้าวของในเรือนเ้านายของข้า พวกท่านเพื่อนบ้าน พวกท่านช่วยเป็พยานให้ข้าด้วยเถิด…”
เมื่อได้ยินนางะโเช่นนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างกรูเข้ามารุมล้อม ทั้งยังมีผู้ที่ยืนมองเข้าไปในประตู เห็นว่าภายในลานมีูเาจำลองและชิงช้าที่พังเสียหาย และประตูห้องสองห้องที่พังเสียหายเช่นกัน...
“เกิดเหตุใดขึ้น?”
“เ้าไม่เห็นหรือ?”
“ไม่เห็น เ้าเห็นหรือว่าเป็ฝีมือผู้ใด?”
“เห็น แต่กล่าวไม่ได้”
...
ผู้คนที่มุงดูอยู่หน้าเรือนต่างพากันซุบซิบนินทา เมื่อสตรีวัยกลางคนผู้นั้นเห็นผลเป็ที่ประจักษ์แล้ว นางจึงใช้แม่กุญแจปิดประตูแล้วจากไป เพียงหนึ่งก้านธูปต่อมา ‘เติ้งจี้ถง’ ผู้ว่าการเมืองหลวงได้รับหนังสือร้องเรียนจากจวนโหวหย่งหนิง กล่าวหาว่า ‘เหลียงเจี้ยนอัน’ คุณชายรองแห่งตระกูลเหลียง บุกรุกเข้าไปในบ้านเรือน
หลังจากเติ้งจี้ถงได้อ่านหนังสือร้องเรียนจนจบ เขาก็รู้สึกปวดหัว การเป็ผู้ว่าการเมืองหลวงมันช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก เหล่าขุนนางชั้นสูงอยู่กันเป็ก๊กเป็เหล่า ไม่อาจทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองได้เลยสักคน
ในยามนี้ โหวหย่งหนิงเป็บรรดาศักดิ์ขุนนางขั้นสูงสุด แม้โหวหย่งหนิงจะจากไปแล้ว ทว่าภรรยาของโหวหย่งหนิง ยังคงเป็ฮูหยินขั้นหนึ่งเช่นกัน เติ้งจี้ถงผู้นี้เป็เพียงขุนนางขั้นห้าจะไปล่วงเกินนางได้เช่นไร? ทั้งยังมีจวนตระกูลเหลียง ที่เป็ถึงตระกูลของพระสนมเอก ก็ไม่อาจล่วงเกินได้เช่นกัน!
อย่างไรก็ตาม เื่การต่อสู้ระหว่างผู้มีอำนาจเช่นนี้ เขาก็เคยเจอมาบ้างแล้ว ถือว่ามีประสบการณ์พอสมควร เช่นนั้นจึงนั่งเกี้ยวแล้วถือหนังสือร้องไปยังจวนตระกูลเหลียง
ภายในจวนตระกูลเหลียง คุณชายรองกำลังฟังผู้ใต้บังคับบัญชารายงานสถานการณ์
“หลังจากหลิวอวี้ซานถูกตัดศีรษะไปแล้วสามวัน สตรีในตระกูลหลิวก็ถูกขายไปเป็กลุ่ม ๆ ข้าน้อยให้คนไปตรวจสอบบันทึกการขายแต่ไม่มีชื่อของหลิวปี้ฉิน เมื่อสอบถามจึงรู้ว่านางป่วยตายในคุกใหญ่”
“ป่วยตายหรือ?” คุณชายรองทำหน้าไม่เชื่อ “เื่บังเอิญเกินไปแล้ว”
“ข้าน้อยก็คิดเช่นนั้น จึงได้ตรวจสอบบันทึกที่เกี่ยวข้อง ในบันทึกระบุว่า หลังจากหลิวปี้ฉินตาย เซวียจี๋หัวหน้างานแก้ไขคดีของกรมอาญาและพานซาน ผู้คุมคุก ได้นำศพไปทิ้งด้วยกันที่ป่าช้าร้าง”
คุณชายรองพึมพำชื่อของเซวียจี๋และพานซาน ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวขึ้น “เซวียจี๋มาจากสายตระกูลรองของจวนอู่หยางป๋อ ส่วนพานซานตอนนี้เป็โสดแล้ว ข้าน้อยได้สอบถามเซวียจี๋เกี่ยวกับเื่นี้ เขายืนยันแน่ชัดว่าหลิวปี้ฉินตายจริง ๆ และเขาได้นำศพไปทิ้งที่ป่าช้าร้างแล้ว ส่วนพานซานนั้นข้าน้อยหาตัวไม่เจอ เขาติดหนี้การพนันมหาศาล ได้ข่าวว่า่นี้กำลังหลบหนีเ้าหนี้อยู่”
“หึ” คุณชายรองหัวเราะอย่างเ็า “ช่างบังเอิญเหลือเกินที่พานซานหลบหนีหนี้การพนันพอดี”
"ในเมื่อหาพานซานไม่เจอ ข้าน้อยจะลองใช้เงินเปิดปากเซวียจี๋ดู” ผู้ใต้บังคับบัญชากล่าว
“เ้าลองใช้เงินดูก่อน หากไม่ได้ผลก็อย่าได้ใช้กำลัง เช่นนั้นจะเป็ช่องโหว่ให้เขาจับผิดได้” คุณชายรองเหลียงไม่คิดว่าจวนโหวหย่งหนิงจะกวาดล้างเื่นี้ได้เกลี้ยงเกลา
ผู้ใต้บังคับบัญชาจากไปไม่นาน พ่อบ้านก็เข้ามารายงานว่า เติ้งจี้ถง ผู้ว่าการเมืองหลวง ขอเข้าพบ คุณชายรองได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะสั่งให้นำเติ้งจี้ถงเข้ามา
เมื่อเติ้งจี้ถงพบคุณชายรองก็ยิ้มและพูดคุยกันสองสามประโยคตามมารยาท จากนั้นจึงยื่นหนังสือร้องเรียนที่จวนโหวหย่งหนิงร้องเรียนให้เขา ทันทีที่อ่านจบ เขาก็ฉีกหนังสือร้องเรียนทิ้งด้วยความโกรธ “จวนโหวหย่งหนิงกล่าวหาเท็จ”
เขาไม่คิดว่าโหวหย่งหนิงจะกล้าถึงขนาดไปร้องเรียนเขากับเมืองหลวง นี่เป็ความคิดของโหวฮูหยินหรือความคิดของถังกั๋วกงกันแน่?
เติ้งจี้ถงยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “จวนโหวหย่งหนิงมีทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐานด้วย”
“มีบ่าวของข้าผู้หนึ่งหนีไปซ่อนตัวในเรือนหลังนั้น” หลังจากคุณชายรองสงบลง เขาก็เอ่ยถ้อยคำที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว
เติ้งจี้ถงหัวเราะอีกครั้ง “โอ้ ที่แท้ก็เป็ความเข้าใจผิดนี่เอง เช่นนั้นท่านลองไปเจรจากับจวนโหวหย่งหนิงให้ชัดเจนดีหรือไม่ หากจ่ายเงินค่าเสียหายไป ข้าเชื่อว่าโหวฮูหยินคงไม่ติดใจเป็แน่”
“ค่าเสียหายอันใดกัน?” คุณชายรองถามด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่ได้แตะต้องข้าวของในเรือนหลังนั้นเลยสักนิด
เติ้งจี้ถงหยิบรายการออกมา พร้อมชี้แจ้ง “ว่ากันว่าูเาจำลองในสวนพังลงมา หินที่ใช้สร้างนั้นถูกส่งมาจากเขาผู่ถัว แต่ละก้อนล้วนผ่านการปลุกเสกโดยพระชั้นผู้ใหญ่ของวัดผู่ถัวมาแล้วทั้งสิ้น และยังมีปลาที่ตายไปอีกหลายตัว ปลาเ่าั้ล้วนเป็ปลาเกล็ดแดงที่มีค่ามหาศาล นอกจากนี้ยังมีเครื่องเรือนที่ทำจากไม้จันทน์ทองอีกด้วย รวมมูลค่าสามหมื่นตำลงเงิน”
“ไร้สาระ สามหมื่นตำลึงเงิน เหตุใดถังซูอี๋ไม่ขึ้น์ไปเลยเล่า?” ฮูหยินรองเดินเข้ามาอย่างฉุนเฉียว
เดิมทีนางตั้งใจจะมาถามคุณชายรองว่าการสืบสวนเื่ของหลิวปี้ฉินเป็เช่นไร ทว่าเมื่อมาถึงหน้าห้องหนังสือก็ทราบว่าคุณชายรองกำลังต้อนรับแขก นางจึงไม่สะดวกจะเข้าไป เลยยืนรอเขาอยู่ด้านนอก พลางฟังบทสนทนาด้านในไปด้วย
เมื่อได้ยินว่าจวนโหวหย่งหนิงร้องเรียนพวกเขา ทั้งยังเรียกค่าเสียหายสามหมื่นตำลึงเงิน นางอดใจไม่ได้จึงพุ่งเข้ามา
คุณชายรองรู้สึกเสียหน้ามาก สตรีมายุ่งเื่ของบุรุษ หากข่าวแพร่งพรายออกไป ผู้อื่นจะกล่าวขานกันเช่นไร ด้วยเพราะมีคนนอกอยู่ เขาจึงไม่สะดวกที่จะะเิอารมณ์ใส่นาง รอเพียงให้เติ้งจี้ถงกลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เติ้งจี้ถงรู้ว่าตนเองไม่เหมาะที่จะอยู่ต่อ เขาจึงยิ้มแล้วกล่าวลา ในห้องหนังสือยามนี้จึงเหลือเพียงสามีภรรยา ฮูหญิงรองจึงไม่อาจเกรงใจได้อีกต่อไป “สามหมื่นตำลึง เ้าฝันไปเถิดถังซูอี๋ สักอีแปะเดียวก็ไม่มี”
“หากไม่จ่ายเงินแล้วนางจะถอนฟ้องหรือ?” คุณชายรองก็ไม่อยากจ่ายเงิน สามหมื่นตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ทว่าเห็นได้ชัดว่าจวนโหวหย่งหนิงได้ตระเตรียมมาเป็อย่าดี
“หากไม่ถอนฟ้องก็ไปฟ้องพระสนม ไปฟ้องฮ่องเต้ ดูเอาเถิดว่านางจะถอนฟ้องหรือไม่!” ฮูหยินรองไม่เกรงกลัวผู้ใด จวนพวกเขามีสนมคนโปรดและองค์ชาย เหตุใดจะต้องเกรงกลัว?
คุณชายรองก็ไม่อยากจ่ายเงินเช่นกัน หากจ่ายเงินไปก็เท่ากับพวกเขายอมอ่อนข้อให้จวนโหวหย่งหนิง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น
“ปล่อยให้นางรอไปสักสองสามวันก่อน”