ดาบยาวจมลึกเข้าที่หน้าอกของอาจารย์เซวียนคง
เสียงทุกอย่างในโลกราวกับเงียบหายไปในบัดดล เหลือเพียงภาพร่างของอาจารย์ที่ทรุดลงกับพื้นอย่างช้าๆ สายตาคู่นั้นยังคงมองมาทางเสี่ยวหลงเปาไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะเริ่มหมองมัวลงทีละน้อย
ทุกอย่างเกิดขึ้นช้าลงในสายตาของเสี่ยวหลงเปา ราวกับเวลาเองก็อาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้่เวลานี้ผ่านพ้นไปเร็วเกินไป เขาเห็นดาบยาวถอนออกจากร่างอาจารย์ เห็นชายแผลเป็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมสีหน้าไร้ความรู้สึกใดๆ เห็นร่างของผู้ที่เขารักที่สุดในโลกทรุดฮวบลงกับพื้นไม้เก่าที่เคยรองรับฝีเท้าของทั้งสองมานับพันครั้ง
"อา...จารย์..."
เสี่ยวหลงเปาคุกเข่าลงข้างร่างของอาจารย์ มือทั้งสองสั่นเทาจนแทบจับอะไรไม่มั่น เือุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากาแเปื้อนเต็มฝ่ามือของเขา กลิ่นเหล็กคาวคละคลุ้งปนกับกลิ่นธูปที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ
เขากดมือลงบนาแตรงหน้าอกอาจารย์ พยายามห้ามเืที่ไหลออกมาไม่หยุด แม้จะรู้ลึกๆ อยู่แล้วว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไร าแนั้นลึกเกินกว่าที่มือเปล่าของเด็กหนุ่มจะช่วยอะไรได้ แต่เขาก็ยังคงพยายามต่อไปด้วยความหวังอันเลื่อนลอยที่ไม่ยอมจางหาย
อาจารย์เซวียนคงยกมือขึ้นแตะแก้มของเขาอย่างอ่อนแรง ริมฝีปากขยับพยายามพูดบางอย่าง
เสี่ยวหลงเปาเงี่ยหูฟังทุกคำที่อาจารย์พยายามเปล่งออกมาอย่างตั้งใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางความโกลาหลรอบตัวที่ยังไม่จางหาย เสียงของอาจารย์เบาลงทุกขณะราวกับเปลวเทียนที่กำลังจะดับมอด แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงมีแสงแห่งความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงส่องประกายอยู่จนวินาทีสุดท้าย
"จี้...หยก...ปกป้อง...เ้า..."
เสียงนั้นแ่เบาจนแทบจับใจความไม่ได้ แต่เสี่ยวหลงเปาก็เข้าใจทุกคำอย่างชัดเจนราวกับมันดังก้องอยู่ในหัวใจของเขาเอง
"อาจารย์อย่าเพิ่งตายนะครับ ได้โปรด..."
น้ำตาของเสี่ยวหลงเปาไหลรินลงมาไม่หยุด หยดลงบนใบหน้าเหี่ยวย่นของอาจารย์ที่ยังคงพยายามยิ้มให้เขาทั้งที่ลมหายใจกำลังจะสิ้นสุด
"เ้า...ไม่ใช่...คนชั่ว..." อาจารย์กระซิบเบาที่สุด "ไม่ว่า...โลก...จะบังคับ...ให้เ้า...เป็อะไร..."
เสี่ยวหลงเปาพยักหน้ารัวๆ น้ำตาไหลนองจนมองอะไรแทบไม่เห็น เขากำมือของอาจารย์ไว้แน่นด้วยทั้งสองมือ ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือนั้นไป อาจารย์จะหลุดลอยจากไปทันที คำสอนที่อาจารย์เคยพร่ำบอกเขามาตลอดสิบแปดปีผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ราวกับทุกบทเรียนที่ผ่านมาล้วนกำลังนำพาเขามาสู่่เวลาแห่งการอำลานี้
ดวงตาของท่านปิดลงอย่างช้าๆ มือที่แตะแก้มเสี่ยวหลงเปาอ่อนแรงลงจนหล่นลงข้างกาย
ลมหายใจสุดท้ายของอาจารย์เซวียนคงจางหายไปพร้อมกับแสงตะเกียงดวงหนึ่งที่ดับวูบลงในเวลาเดียวกัน ราวกับธรรมชาติเองก็ไว้อาลัยให้กับการจากไปของชายชราผู้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตปกป้องเด็กกำพร้าคนหนึ่งด้วยความรักอันบริสุทธิ์
ความว่างเปล่าที่ท่วมท้นเข้ามาในอกของเสี่ยวหลงเปาในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่มีคำใดในโลกจะอธิบายได้
เขากรีดร้องออกมาสุดเสียง
เสียงร้องนั้นแหวกความเงียบของค่ำคืนออกเป็เสี่ยงๆ ดังก้องกังวานไปทั่วป่าสนรอบวัด นกที่ยังหลงเหลืออยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันบินหนีกระเจิงด้วยความตื่นตระหนก ราวกับแม้แต่ธรรมชาติเองก็อดรู้สึกะเืใจไปกับความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ไม่ได้
เสียงร้องนั้นไม่ใช่แค่เสียงของความเศร้าโศก แต่เป็เสียงที่ผสมด้วยความโกรธแค้น ความสิ้นหวัง และพลังบางอย่างที่ะเิออกมาจากส่วนลึกที่สุดของตัวเขาพร้อมกัน
รอยแผลใต้ไหปลาร้าลุกไหม้ร้อนจนแทบทนไม่ได้
เสี่ยวหลงเปารู้สึกพลังมหาศาลพุ่งพล่านออกมาจากร่างกาย อากาศรอบตัวเขาสั่นไหวราวกับเกิดพายุจากที่ไหนก็ไม่รู้ แสงสีทองอมแดงพวยพุ่งออกมาจากดวงตาของเขาในชั่วขณะ
เสียงคำรามที่เขาเคยได้ยินเพียงในความฝัน บัดนี้ดังก้องออกมาจากร่างกายของเขาเองอย่างชัดเจน ราวกับสัตว์ร้ายบางอย่างที่หลับใหลอยู่ในสายเืตื่นขึ้นมาพร้อมกับความโกรธแค้นและความเศร้าโศกที่ท่วมท้นหัวใจของเขาในเวลาเดียวกัน พลังนั้นไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเขาแม้แต่น้อย มันไหลทะลักออกมาเองราวกับเขื่อนที่แตกออกจนไม่อาจกั้นขวางได้อีกต่อไป
คนชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกแรงะเินั้นเหวี่ยงกระเด็นออกไปไกลหลายวา ร่างกระแทกกับเสาไม้จนสลบไป
เศษไม้และฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วศาลา แรงะเินั้นทำให้ตะเกียงที่เหลืออยู่ดับวูบไปหลายดวง เหลือเพียงแสงจากพลังประหลาดที่ยังคงเรืองรองอยู่รอบตัวเสี่ยวหลงเปาส่องให้เห็นภาพความโกลาหลรอบด้าน คนชุดดำที่เหลือถอยหนีเป็แถวอย่างไม่เป็ระเบียบ บางคนถึงกับสะดุดล้มกันเองด้วยความตื่นตระหนก
"นี่มัน...พลังพวกนั้นจริงหรือ"
ชายแผลเป็ถอยหลังด้วยความใอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาข้างเดียวที่เหลือเบิกกว้างจับจ้องมองเสี่ยวหลงเปาราวกับเห็นผีสาง
"ถอย! ถอยทั้งหมด!"
เสียงะโสั่งการดังก้องขึ้น คนชุดดำที่เหลือรีบล่าถอยออกจากศาลาอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพื่อนที่าเ็บางคนไว้เื้ัโดยไม่สนใจ ชายแผลเป็เป็คนสุดท้ายที่ถอยออกไป สายตาเยียบเย็นจับจ้องมองเสี่ยวหลงเปาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนหายลับไปในความมืด
"เราจะกลับมาอีก เด็กน้อย จำไว้ให้ดี"
เมื่อศัตรูทั้งหมดหายลับไป พลังที่พลุ่งพล่านออกมาจากร่างกายเสี่ยวหลงเปาก็เริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างของเขาอ่อนล้าจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงคุกเข่าข้างร่างไร้ิญญาของอาจารย์อีกครั้ง
ความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาในทันทีนั้นหนักหน่วงยิ่งกว่าที่เขาเคยรู้สึกมาตลอดชีวิต ราวกับพลังที่เพิ่งปลดปล่อยออกไปได้ดูดพลังชีวิตส่วนใหญ่ของเขาติดตามไปด้วย แขนขาสั่นเทาจนแทบยกไม่ขึ้น สายตาพร่ามัวเป็ระยะ แต่ความเ็ปทางใจที่ท่วมท้นกลับรุนแรงเสียจนกลบความอ่อนล้าทางกายภาพจนหมดสิ้น
เขากอดร่างของอาจารย์ไว้แน่น ร่ำไห้จนสุดเสียงท่ามกลางซากปรักหักพังของวัดที่เคยเป็บ้านของเขามาตลอดสิบแปดปี แสงตะเกียงที่เหลือรอดจากการต่อสู้ยังคงสั่นไหวอยู่รอบกาย ส่องให้เห็นภาพความสูญเสียที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากความทรงจำของเขาได้อีกตลอดชีวิต
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่อาจรู้ได้ มีเพียงเสียงร้องไห้ของตัวเองที่ดังก้องอยู่ในความเงียบงันของค่ำคืนอันโหดร้ายนี้
จนกระทั่งเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากภายนอกศาลา ทำให้เสี่ยวหลงเปาสะดุ้งตื่นจากภวังค์แห่งความเศร้าโศก
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัว ศาลาพระประธานที่เคยเป็สถานที่สงบร่มเย็นบัดนี้กลายเป็ซากปรักหักพัง เศษไม้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น รอยเืประขังอยู่ทั่วบริเวณ ภาพความรุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไปยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ทั้งที่ในความเป็จริงอาจผ่านไปแล้วนานเท่าไหร่เขาก็ไม่อาจแน่ใจได้
คำพูดสุดท้ายของอาจารย์ยังคงดังก้องอยู่ในหัว
วิ่งไป...เดี๋ยวนี้...
เสี่ยวหลงเปามองหน้าอาจารย์เป็ครั้งสุดท้าย ก้มลงจูบหน้าผากเหี่ยวย่นนั้นเบาๆ ก่อนจะฝืนใจลุกขึ้นยืนด้วยขาที่สั่นเทา กำจี้หยกที่คล้องคอไว้แน่น
เขาวิ่งออกจากศาลาที่พังทลาย มุ่งหน้าไปยังแนวป่าทิศตะวันออกตามที่อาจารย์เคยสอนไว้ ไม่กล้าหันกลับไปมองภาพที่ทิ้งไว้เื้ัอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ทุกย่างก้าวที่วิ่งออกห่างจากวัดราวกับฉีกหัวใจของเขาออกเป็ชิ้นๆ นี่คือที่แห่งเดียวที่เขาเคยเรียกว่าบ้านตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา เคยเป็ที่ที่เขาหัวเราะ ร้องไห้ ฝึกฝน และเติบโตขึ้นภายใต้ความรักของชายชราผู้จากไปแล้ว บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ลุกไหม้อยู่เื้ั
ป่าสนรอบตัวมืดสนิท กิ่งไม้เกี่ยวกระชากเสื้อผ้าและิัจนเป็รอยขีดข่วน แต่เสี่ยวหลงเปาก็ไม่รู้สึกเ็ปใดๆ อีกต่อไป หัวใจที่แหลกสลายทำให้ความเ็ปทางกายภาพกลายเป็เื่เล็กน้อยไปเสียแล้ว
เขาวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้เวลา จนกระทั่งขาทั้งสองข้างหมดแรงและร่างกายล้มลงกับพื้นดินชื้นข้างลำธารสายเล็กๆ ที่ไม่คุ้นเคย
เขาไม่รู้ว่าวิ่งมาไกลแค่ไหน ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ชั่วยาม รู้เพียงว่าเมื่อร่างกายในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อความอ่อนล้า สถานที่ที่เขามาถึงนั้นเป็ป่าลึกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยตลอดชีวิต ต้นไม้ใหญ่รอบตัวสูงชะลูดจนบดบังแสงดาวที่เหลือน้อยนิดบนท้องฟ้า เสียงสัตว์ป่ายามค่ำคืนดังแว่วมาจากทุกทิศทางราวกับกำลังจับตามองเขาอยู่
เสียงน้ำไหลเซาะโขดหินดังแว่วอยู่ข้างกาย ท้องฟ้าเหนือหัวเริ่มมีแสงสีเทาจางๆ ของรุ่งอรุณที่กำลังจะมาเยือน
นกตัวแรกของเช้าวันใหม่เริ่มส่งเสียงร้องแว่วมาจากที่ไกล ราวกับโลกภายนอกไม่รับรู้เลยว่าคืนที่ผ่านมาได้พรากทุกสิ่งที่เสี่ยวหลงเปาเคยมีไปจนหมดสิ้น ความขัดแย้งระหว่างความสงบงามของธรรมชาติกับความเ็ปที่แหลกสลายอยู่ในใจเขานั้นช่างเ็ปยิ่งกว่าาแใดๆ ที่เคยได้รับมา
เสี่ยวหลงเปานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น น้ำตาที่ไหลไม่หยุดผสมกับดินโคลนบนใบหน้า ร่างกายที่าเ็ทั้งกายและใจในที่สุดก็ยอมจำนนต่อความเหนื่อยล้า
ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาไปจนหมดสิ้น