หนึ่งในดวงใจ (จบ)

    บทที่ 5

    “ผมไม่จำเป็นต้องไปขออนุญาตใครเพื่อที่จะขัดขวางในพฤติกรรมของคุณหรอก นี่มันเป็นบริษัทของผม งานของผม เมื่อผมต้องพากองถ่ายออกมาทำงานกันอย่างนี้ ผมย่อมมีอำนาจรับผิดชอบในชีวิตส่วนตัวของทุกคน และรวมทั้งคุณด้วย คุณวิลลิส” เดนทำเสียงประชด “ที่ผมต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ที่ผมพาคุณออกมาร่วมงานกับช่างเทคนิคในกองถ่ายทั้งหลายที่ต้องห่างลูกห่างเมียอย่างนี้น่ะ มันเป็นการฉลาดแล้วหรือ พอคืนแรกผมก็เห็นคุณออกไปนั่งที่บาร์ นั่งกินเหล้าอยู่กับพวกนั้นทั้งกลุ่ม ผมจึงชักจะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คุณกำลังหาเรื่องยุ่งใส่ตัวมากเกินไปเสียแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เราก็พูดเข้าประเด็นแล้วสินะคะ” ความโกรธของเธอ มิได้น้อยไปกว่าความพลุ่งพล่านในอารมณ์ของเดนยามนี้เลย “สิ่งที่คุณต้องการก็คือการทำงานของฉัน คุณมีแผนการว่าเมื่อฉันทนไม่ได้จะได้ลาออกไปอย่างนั้นใช่ไหมล่ะ”“ถ้าคุณเป็นคนทำงานไม่ดี ไม่มีฝีมือเทียบเท่ามืออาชีพทั้งหลายแล้วละก้อ คุณถูกไล่ออกไปเตะฝุ่นนานแล้วละ” เดนพูดหน้าตาเฉย “แต่ถ้าคุณ...” เขาจิ้มนิ้วใส่อากาศตรงหน้าเธอ “แต่ถ้าคุณก่อความยุ่งยากให้เกิดขึ้นกับคนของผมละก้อ...ถ้าเขาเกิดมีปากเสียงกันเพราะคุณเมื่อไหร่ ผมจะสั่งให้คุณออกจากกองถ่ายทันที จำไว้ด้วย”“อ้าว...ถ้าคุณไม่ต้องการให้เรื่องมันเป็นอย่างนั้น คุณก็อย่ามายุ่งกับชีวิตฉันสิ” เพทชี้นิ้วใส่อากาศที่อยู่ตรงหน้าบ้าง “คุณเดน คิงสตัน ในเวลาทำงานคุณจะสั่งให้ฉันทำยังไงก็ย่อมได้ทั้งนั้นนะคะ แต่ถ้านอกเวลางานแล้ว จงอย่าได้มายุ่งกับฉันเป็นอันขาด คุณนั่นแหละ จำไว้ด้วย”“ผมถามจริงๆ เถอะ คุณเคยออกถ่ายทำนอกสถานที่อย่างนี้กี่ครั้งแล้ว” เขาถามอย่างท้าทาย“ก็หลายหน บางครั้งก็ใช้เวลา 2 วันหรือไม่ก็ 3 วันในการถ่ายทำ” เพทตอบไม่ตรงกับที่เขาถามนัก“เวลานี้คุณอายุเท่าไหร่แล้ว”“26” เธอจะอายุครบ 26 ปีเต็มในเดือนกันยายนที่จะถึงนี่ ซึ่งก็แค่อีกสองเดือนเท่านั้น“ผมอายุมากกว่าคุณถึง 8 ปี และผมก็เคยเห็นผู้ชายที่มีชีวิตร่วมกับครอบครัวอย่างเป็นสุข ทำอะไรโง่ๆ ต่อตัวเอง ขณะที่อยู่ไกลลูกไกลเมียเป็นอาทิตย์ๆ มาแล้ว คุณรู้ไหมว่าเพราะเหตุใด มิสเกลกับนักร้อง นักระบำในคณะของเธอถึงต้องแยกกันอยู่กับเราคนละโรงแรม”“ก็...คงเป็นเพราะโรงแรมที่เขาอยู่มันหรูกว่าละมั้งคะ” เพทไหวไหล่อย่างไม่แน่ใจ“ใช่สิ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ มันทำให้กองถ่ายของผมแยกจากคณะของเธอ จะได้ไม่ต้องสังคมกันภายหลังจากทำงานเสร็จแล้ว ถ้านี่เป็นหนทางในการปฏิบัติ คุณก็ควรจะแยกโรงแรมอยู่กับคนพวกนั้นด้วย ออกจะเป็นที่น่าเสียดายว่าเรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น” สีหน้าของเขาบอกถึงความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจอย่างหนัก “คุณจำที่ผมบอกคุณก็แล้วกันว่า ถ้ามีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นคุณจะต้องออกจากงานทันที”พูดจบ เขาก็หมุนกายสาวเท้ายาวๆ เดินไปยังประตูห้อง เพทได้แต่กำมือแน่น“คุณเองก็จำที่ฉันบอกคุณไว้ก็แล้วกัน” เธอร้องตามหลัง พยายามที่จะไขว่คว้าเอาเสรีภาพของตนเองกลับคืนมา แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เดนผลักบานประตูให้ปิดกลับเมื่อเขาก้าวออกไปสู่ห้องโถงภายนอกแล้วเพทกระแทกตัวลงนั่งบนเตียงแรงๆ ด้วยความเจ็บใจ ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนหงายเหม่อมองดูเพดานห้อง มือข้างหนึ่งก่ายหน้าผากอยู่ ไม่เป็นไร...คิดเสียว่าตอนนี้ยังไม่ใช่ทีของเราก็แล้วกัน เธอปลอบใจตัวเอง อีกประการหนึ่ง สถานการณ์คงจะดีไม่ได้ นอกเสียจากเธอจะรู้จักสงบระงับจิตใจของตนเอง ในทุกยามที่เกี่ยวข้องกับเดน คิงสตัน เขาเป็นนายจ้างเป็นผู้บังคับบัญชาของเธอ เป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีใครในบริษัทนี้จะใหญ่กว่า เดน คิงสตันได้อีกแล้ว ทำไมนะ เธอจึงไม่จดจำเรื่องนี้ไว้ให้ดี และประพฤติตัวตามที่เขาสั่งไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตามเมื่อไม่สามารถจะตอบคำถามนั้นได้ เพทลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังประตู ใส่กลอนใส่โซ่นิรภัยเรียบร้อยแล้วจึงได้ไปอาบน้ำและเตรียมเข้านอน เช้าวันรุ่งขึ้น เพทมีเจตนาที่จะไปพบลอนที่โต๊ะอาหารช้ากว่าที่นัดหมายไว้ เธอสวมกางเกงกับเสื้อสีกากีแบบทหารชุดเดิม เรือนผมที่สลวยยาวนั้นถูกถักเป็นเปียเดี่ยวอยู่กลางหลัง มีผู้หญิงน้อยคนนักที่จะไม่สนใจกับรูปโฉมของตนเองเช่นเพท แต่ความที่ธรรมชาติได้มอบโครงหน้า และศีรษะที่สวยงามได้รูปมาให้ ทำให้เธอไม่แคร์ต่อสิ่งใดเท่าไหร่นักและมันก็เป็นเช่นที่เธอหวังไว้ ขณะนี้มีบุคคลในกองถ่าย 2 คน นั่งร่วมโต๊ะกับลอนอยู่แล้ว เธอเดินตรงไปยังเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่“ขอบใจนะลอนที่ยังเก็บที่ไว้ให้” มันเป็นประโยคคำพูดที่เธอต้องการจะแสดงให้ลอนเห็นว่า เธอยังเต็มใจที่จะรับคำชวนของเขาอยู่“อรุณสวัสดิ์” เธอกล่าวกับทุกคนขณะที่ทรุดตัวลงนั่ง แม้ทุกคนจะตอบรับในคำทักทายนั้น แต่สีหน้าบ่งบอกถึงความใคร่รู้อยู่ไม่น้อย “ในกานั่นยังมีกาแฟเหลือไหม” เพทถาม ก่อนที่จะเอื้อมไปหยิบกาแฟที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ และรินใส่ถ้วยให้ตนเอง “เช้านี้อยากได้อะไรบางอย่างที่มันจะช่วยให้ลืมตาได้สะดวกจริงๆ”“เหลือพออีกสักถ้วยไหมล่ะ” ชาร์ลี ซัททัน เอ่ยถามขึ้น“สักครึ่งถ้วยจะได้มั้ง” เพทตอบ บริกรสาวเข้ามายืนรอรับคำสั่งจากเธออยู่ ส่วนลอนกับคนอื่นๆ นั้นรับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว “วันนี้ฉันตื่นสายไปหน่อย เห็นจะเอาแค่น้ำส้มกับขนมปังปิ้งก็พอ”“ช่วยเติมกาแฟให้ด้วยนะครับ” โจ ไวล์ส ส่งกาใบนั้นให้บริกรสาวเมื่อบริกรเดินจากไปแล้ว เพทก็เอนหลังพิงเก้าอี้เป่ากาแฟให้เย็นอยู่ เธอลองกวาดสายตามองไปยังผู้ร่วมโต๊ะทั้ง 3 ขณะนี้ยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก แต่บรรยากาศในโต๊ะดูจะเงียบงันผิดปกติไปกว่าการที่จะเนื่องมาจากความง่วงเหงาหาวนอนแน่“เป็นอะไรกันไปหมดนะ” เธอจิบกาแฟร้อนๆ นั้น “จะไม่มีใครถามฉันสักคนหรือไงว่าเมื่อคืนนี้ เดน คิงสตัน ไปหาฉันที่ห้องเรื่องอะไร หรือว่าจะทนอยากรู้กันอยู่อย่างนี้” เธอถามอย่างยั่วเย้า ทั้งนี้เพราะได้เตรียมคำตอบไว้พร้อมแล้ว“นี่ไงล่ะ เพทล่ะ” โจ ไวล์ส ส่ายศีรษะยิ้มอย่างเอ็นดู “พูดจาเปิดเผยเสมอ”“ก็เห็นคุณบอกว่าเขาไปอบรมคุณไงล่ะ” สีหน้าของลอนบอกความละอายใจอยู่“ใช่ เขาก็คือเขานั่นแหละ เป็นมนุษย์หัวโบราณคนเดิม” สีหน้าของเธอขรึมลง “เพียงแต่ว่าคราวนี้เขาไม่ได้อบรมเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวของฉันหรอก แต่เขาอบรมเรื่องพฤติกรรม เขาคิดว่ามันไม่ใช่มารยาทของกุลสตรีที่จะมานั่งกินเบียร์กับพวกคุณ แล้วก็แนะนำให้ฉันประพฤติตนให้เหมาะสมกับเพศของตนเองสักหน่อย คุณคิดว่าเป็นยังไงล่ะ” เธอพูดปนหัวเราะจิบกาแฟเข้าไปอีกอึก“นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะได้ช่วยกันระมัดระวังให้คุณดื่มเชอร์รี่ เพราะว่ามันเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้หญิงเท่านั้น” โจพูดล้อๆ“เดนเขามีความคิดว่าฉันไม่ควรเข้าใกล้สนิทสนมกับพวกคุณให้มากเกินไปนัก” เพทกะพริบดวงตากลมโตอย่างเจตนา “เพราะรู้สึกว่าพวกคุณกำลังจะสร้างอิทธิพลในทางต่ำช้าให้กับหญิงสาวที่แสนบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างฉัน” เธอพูดให้เห็นขัน และทุกคนก็หัวเราะออกมา“อันที่จริงพวกเราก็สัตย์ซื่อทั้งนั้นนะ” ชาร์ลียักคิ้วหลิ่วตาอยู่“แล้วคุณบอกคิงสตันไปว่ายังไงล่ะ” ดวงตาของลอนเปล่งแววขบขัน ในที่สุดเขาก็ยอมรับในคำอธิบายของเธอ โดยมิได้แสร้งทำเป็นว่าไม่เชื่อ“คุณคิดว่ายังไงล่ะ ฉันก็บอกเขาไปว่าอย่ามายุ่งกับฉันน่ะสิ” เพทยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คำพูดประโยคนั้น เรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มทั้งหลาย ตามมาด้วยคำแนะนำและความเห็นด้วยที่เธอจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง แต่เพทก็ระมัดระวังที่จะไม่เล่าให้พรรคพวกฟังถึงคำขู่ของเดน ถ้าเธอสร้างความยุ่งยากให้เกิดขึ้นกับผู้ชายในกองถ่าย ขณะนี้พวกผู้ชายล้วนแต่เป็นฝ่ายเธอกันทั้งนั้น และเธอก็ไม่ต้องการจะใส่ความคิดใดๆ เข้าไปในสมองของพวกเขา และทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนทัศนคติไปคล้อด รอว์ลินส์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายฉากเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงโต๊ะตอนที่บริกรเอาขนมปังกับน้ำส้มมาเสิร์ฟให้เพทพอดี และการสนทนาในโต๊ะก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องกำหนดการทำงานของวันนั้น“หลังจากที่เราถ่ายทำที่ อาร์ท เซ็นเตอร์ เสร็จแล้ว เราจะไปไหนกันต่อล่ะ” เพทเอ่ยถามขึ้น “ดูเหมือนฉันทราบมาแล้วว่า เขาจะให้รูบี้แสดงฉากต่างๆ ที่กำหนดไว้ ทั้งที่โรงละครแล้วที่คาสิโนด้วยไม่ใช่หรือ”“ถูกต้อง” คล้อดพยักหน้ารับ “จากนั้นเราก็จะย้ายไปถ่ายทำกันที่ แบทสโต วิลเลจ เป็นการถ่ายทำนอกสถานที่ จากนั้นก็จะไปแอตแลนติก ซิตี้ เพื่อเทปการเปิดการแสดงของเธอที่คาสิโนแห่งหนึ่ง”“สงสัยเราจะต้องอยู่กันในนิวเจอร์ซี่นี่ตลอดเลยนะ” ลอนพูดน้ำเสียงที่ขาดความกระตือรือร้น“ก็นี่มันบ้านของเขานี่นา รูบี้เกิดแล้วก็เติบโตขึ้นที่นิวเจอร์ซี่นี่แหละ เพราะฉะนั้นผู้ชมจะได้เห็นอะไรต่อมิอะไร หรือสถานที่ต่างๆ มากขึ้นด้วย”“ฉันเห็นด้วยค่ะ คิดว่าเป็นความคิดที่ดีทีเดียว” เพทพยักหน้ารับ“คุณพูดอย่างกับเป็นชาวนิวเจอร์ซี่เสียเองแน่ะ” ชาร์ลียั่ว เพราะรู้ว่าเพทเป็นชาวนิวเจอร์ซี่คนหนึ่ง“เอาอีกแล้ว คุณส่ายจมูกของชาวนิวยอร์คเข้ามายุ่งอีกแล้ว” เธอตอบโต้ออกไป“เอาละ พวกคุณรีบๆ กินกาแฟให้เสร็จดีกว่า นี่ก็สายมากแล้ว”เพทรีบรับประทานขนมปังและดื่มกาแฟอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินตามไปเข้าแถวรอจ่ายเงินค่าอาหาร เนื่องจากทุกคนถือว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มคนหนึ่ง ดังนั้น เธอจะต้องจ่ายค่าอาหารเองซึ่งเพทก็เต็มใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเช้าวันนี้เธอมีความรู้สึกว่าสถานการณ์ระหว่างตนเองกับเพื่อนๆ เริ่มเข้าสู่ปกติแล้ว