“การที่ข้าเรียกทุกคนมานั้น ด้วยในยามนี้ ข้าอันเป็นขุนหลวงเจ้ามหาชีวิต เห็นชอบว่าสุวรรณโคมคำที่เป็นเมืองท่าอันมั่งคั่งสมบูรณ์นี้ เห็นทีจักมิกว้างใหญ่มากพอ ต่อลูกหลานชาวเราในภายหน้าให้ได้หยัดยืน ข้าจึงมีความเห็นที่จะสร้างเรือใหญ่ เช่นเรือของชาวเตียนที่เดินทางมาจากตอนเหนือ เพื่อทำการค้าขายด้วยชาวเรา ต่อไปหากสุวรรณโคมคำมีเรือเป็นของตนเอง เราจักสามารถแล่นเรือขึ้นเหนือ เอาสินค้ามีค่าไปแลกเปลี่ยนด้วยชาวเตียน แลล่องลงใต้สู่เมืองอื่นที่ชาวเราไม่เคยพบพาน พวกท่านทั้งหลายมีความคิดเห็นเช่นไร”
เหล่าขุนนางต่างซุบซิบถึงเรื่องที่เพิ่งได้ยิน เจ้ามหาชีวิตหนุ่มผู้นี้ มีความคิดก้าวกระโดดไปไกลเกินกว่าผู้ใดจักประเมินได้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่างต้องทนเงียบปาก ด้วยการใหญ่ที่ตนวางแผนไว้ ใกล้เข้ามาจวนจะถึงจุดเริ่มต้นอยู่รอมร่อ หากออกปากคัดค้านความต้องการอันแรงกล้าในยามนี้ อาจส่งผลกระทบต่อแผนการคลองช้างที่จักมาถึง ทุกคนจึงเลือกที่จะหุบปากของตน ไม่เอ่ยห้ามปรามแต่อย่างใด
สุดท้ายเหล่าขุนนางที่เหลือ จึงเป็นฝ่ายที่เห็นด้วย แลพร้อมให้การสนับสนุนโดยไม่มีข้อแม้
"ข้าแด่พระบาทเจ้า ข้ากู้หลางแลบริวารลูกเรือชาวเตียน ขอน้อมรับใช้พระองค์" เสียงของพ่อค้าหนุ่มดังกังวาน "จากที่เจ้านางผู้นั้น เอ่ยขอซื้อเรือของข้าพเจ้านั้น ข้าแลทุกคนเห็นว่า จะเป็นการยากลำบาก ด้วยเรือที่ข้าพเจ้านำมานั้นบรรทุกสินค้าอยู่เต็มลำ แลจักยุ่งยากนักหากต้องขนย้ายข้าวของลงเรือ ข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรให้สุวรรณโคมคำสร้างเรือของตนขึ้นใหม่ โดยตลอดฤดูน้ำลดนี้ ข้าจักมอบช่างเรือมากฝีมือสองคนให้แก่พระองค์ แลข้าจะเป็นผู้ควบคุมสร้างเรือลำใหม่ตามแบบแปลนของชาวเตียนทุกประการ"
ขุนหลวงอินทร์ถวายพยักหน้าอย่างพอพระทัย ทรงหันไปทางเจ้าโยนยางคำที่นั่งถัดออกไป "เจ้าโยนยางคำ...มึงคือผู้ที่รู้ใจสายน้ำของดีที่สุด กูจักให้มึงเป็นหัวหน้ากองช่างควบคุมการสร้างเรือใหญ่ในครั้งนี้ ร่วมกับคนของกู้หลาง เจ้าแสนเมืองสิงห์ มึงช่วยจัดหาเรือนพักรับรองให้แก่เฒ่าแก่ชาวเตียนผู้นี้ด้วย อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ให้พวกเขารู้สึกราวกับว่าสุวรรณโคมคำนั้นคือบ้านอีกหลังหนึ่ง"
"พระเจ้าข้า…" เจ้าโยนยางคำแลแสนเมืองสิงห์ ขานรับพระบัญชาด้วยดวงตาเป็นประกาย ทรงรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้านาวาแห่งสายน้ำของ หากเรือลำนี้สำเร็จสมบูรณ์ สุวรรณโคมคำจักมิใช่แค่เมืองท่าการค้า แต่จักเป็นผู้กระจายสินค้ามีค่า ที่ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในดินแดนแถบนี้
ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางที่จดจ้อง ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงลุกขึ้นยืน ทรงเบือนพระพักตร์ไปทางเยว่โมเลียง ที่ประทับอยู่เบื้องหลังฉากบังตากับเหล่าสตรีฝ่ายใน แววตาของพระองค์ในยามนี้มิได้เย็นชาเฉกเช่นวันวาน
"เจ้านางจันทร์ผกา...เจ้าได้พิสูจน์ให้พี่เห็นแล้ว ว่าเจ้านั้นมิได้มีเพียงรูปโฉมอันเป็นทรัพย์ แต่เจ้ายังมีปัญญาที่เป็นเลิศ ความชอบนี้พี่จักตอบแทนเจ้าตามสัจจาที่ให้ไว้"
สุรเสียงของขุนหลวงอินทร์ถวายดังกึกก้องไปทั่วหอคำ “กูขอประกาศแต่งตั้งเจ้านางจันทร์ผกา ขึ้นเป็นพระชายาแห่งสุวรรณโคมคำ ยกคุ้มพิมานชั้นในให้นางเป็นที่พำนักส่วนพระองค์หนึ่งหลัง แลให้นางมีสิทธิ์ร่วมดูแลการก่อสร้างเรือใหญ่ในครั้งนี้ร่วมกับทุกคน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบา ๆ ในหมู่ขุนนางแลสตรีฝ่ายใน จันทร์ผกาน้อมกายลงรับพระบัญชา ดวงตาของนางสั่นไหวด้วยความตื้นตัน เมื่อตำแหน่งที่นางรอคอยมาแรมปีในที่สุดก็มาถึง
เจ้านางน้อยเกศแก้วเหล่ตามองนาง แล้วก็วางท่าทีปกติดังเดิม สตรีฝ่ายในหลายคนต่างมองนางแลพยักพเยิดใส่กันอย่างมีนัยแอบแฝง
"อีกเรื่องหนึ่ง..." ขุนหลวงทรงเว้นจังหวะ สายพระเนตรกวาดมองไปทางกลุ่มขุนนางฝ่ายขวา อันมีท้าวเสือฟ้าเป็นประธาน "เดือนถัดไป เมื่อลมฝนเริ่มตั้งเค้า กูจักจัดขบวนออกไปคล้องช้าง ณ ป่าเบื้องบูรพาทิศ เพื่อหาช้างอันเป็นมงคลมาประดับฉัตรทองโคมคำ แลมองหาช้างดีมาฝึกฝนใช้การงาน ให้พวกมึงเตรียมกำลังพลให้พร้อม ท่านลุงเสือฟ้า อันคนที่ท่านว่ามันผู้นั้นพบช้างเผือกเชือกงาม ท่านก็จงนำตัวมันมาพบข้า ข้าอยากฟังจากปากมัน เพื่อวางแผนมิให้เสียเปล่า"
“พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจักรีบส่งคนไปตามมันมาบัดเดี๋ยวนี้พระเจ้าข้า”
‘สมพรปากมึงนักเถิดไอ้อินทร์ถวาย...มึงอยากออกไปคล้องช้าง…กูก็จักสร้างช้างผีไว้คอยท่าเอาชีวิตมึง!'
ภายใต้ความยินดีทั้งเรื่องเรือใหญ่ แลการแต่งตั้งพระชายา กลับมีเมฆหมอกแห่งการทรยศที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือขุนเขาป่าลึก โดยที่ขุนหลวงอินทร์ถวายมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่า ภัยมหันต์กำลังรออยู่เบื้องหน้าในอีกไม่ช้านาน
เจ้านางน้อยเกศแก้ว กลับมาถึงเรือนพิมานตน ก็เห็นเหล่าขี้ข้าชาวเยว่ กำลังเร่งมือขนย้ายข้าวของออกจากเรือนตะวันตก นางเพียงปรายตามองด้วยความเฉยเมย แล้วเดินไปนั่งลงบนโต๊ะแหย่งริมระเบียงเรือนตน ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย นางข้าหลวงรับใช้ รีบรินน้ำลงจอกแลพัดวีให้แก่ผู้เป็นนายตน เพียงไม่นานเจ้านางจันทร์ผกาก็เดินออกมา พร้อมหันมองมาทางเจ้านางเกศแก้ว พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
“น้องหญิงโมเลียงช่างบุญหนักนัก ได้บรรดาศักดิ์เป็นพระชายา ยังได้เรือนพิมานชั้นในเป็นกำนัล เห็นทีสตรียามนี้ คงมิมีผู้ใดจักบุญหนักเช่นเจ้าอีกแล้ว”
“ขอบพระทัยเจ้านางเกศแก้วที่เอ่ยชม ข้าเองก็รู้สึกเกรงใจพระองค์นัก ที่ต้องมาอยู่ร่วมชายคาอันคนเขามิต้อนรับ”
เจ้านางเกศแก้วคว้าพัดจากมือนางข้าหลวง แล้วลุกเดินมาหานางยังเรือนฟากตะวันตก “จักยินดีต้อนรับหรือไม่นั้น เจ้าเองเท่านั้นที่รู้ดีแก่ใจ ข้านั้นคงได้แค่หวัง หวังว่าพระชายาจักมิสร้างเรื่องโป้ปดใสไคล้ผู้ใดอีก ให้ผิดจากขาวกลายเป็นดำ จากร้ายกลายเป็นดี ยามนี้เจ้าพี่อินทร์ถวายอาจหลงเจ้า แต่ไม่นานดอก หากเจ้ากระทำชั่วเพียงครั้ง พี่ข้านั้นมิเหมือนผู้ใดดอกหนา รักแรงเกลียดแรงมีในตัวคนผู้นี้ครบถ้วน หากไม่เชื่อ เจ้าจักลองดูสักครั้งก็ย่อมได้ แต่…เจ้าจักมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้นดอกนะ มิมีโอกาสเป็นคราที่สองให้แก้ตัว”
พระชายาจันทร์ผกาได้แต่ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน โต้เถียงอันใดไม่ถูก ด้วยครั้งหนึ่งเป็นนางเองที่โป้ปดใส่ร้ายเจ้านางเกศแก้วเอาไว้ ไม่คิดว่าสตรีที่เงียบขรึมนางนี้ จักมีฝีปากที่ร้ายกาจ
“อ้อ…ข้าลืมไป?” เจ้านางเกศแก้วเดินไปจวนจะถึงบันไดเรือน กลับหยุดแล้วหันหลังเดินกลับมา “อันที่จริง ข้าควรมีของกำนัลถวายต่อพระชายา แต่เนื่องด้วยมันกระทันหันจนข้าเองไม่ทันจักเตรียมใจ ข้าเองก็มีแค่พัดใบลานนี่เท่านั้นดอก ให้เจ้านางไว้ก็แล้วกันหนา ช่วงนี้อากาศร้อนแลใจคนก็ร้อนร้าย ให้พัดของข้าดับร้อนให้กลายเป็นเย็นเถิดเจ้า” นางจับมือของพระชายาจันทร์ผกา แล้วยัดด้ามพัดเข้าใส่มือนาง ก่อนจะจ้องมองนางด้วยความเกลียดชังแล้วสะบัดหน้าเดินขึ้นเรือนจากไป
นางข้าหลวงนั่งเกาะลูกมะหวด มองดูพวกคนเผ่าเยว่ขนของออกจากเรือนพิมานจนแล้วสิ้น ก็กลับเข้ามาทูลต่อผู้เป็นนายตน ที่ดูเหมือนจะมิได้สนใจทุกข์ร้อนอันใด เจ้านางเกศแก้วยังคงนั่งคัดพระบทสวดมนตราลงปั๊บสาดังเช่นทุกวันที่นางทำ
“เจ้านางพูดเช่นนั้นกับเจ้านางเยว่จักดีฤา ยามนี้นางเป็นถึงพระชายาเชียวหนา หากเรื่องรู้ไปถึงพระบาทเจ้า พวกเราจักเดือดร้อนเอาได้หนา”
“มึงจักกลัวอันใด นางก็เป็นได้แค่พระชายาเท่านั้นดอก หัวใจพี่กูให้เจ้านางเวียงสรวงไปแล้วสิ้น กับสตรีนางนี้ก็เป็นได้เพียงกลหมากการเมืองเท่านั้นดอก มึงมองมิออกฤา พี่กูหาได้สนใจนางแม้แต่น้อย แต่พอหนังสือจากแสนอินถาส่งมาเรื่องจักมีคณะฑูตจากกลุ่มแคว้นแดนเหนือมาเยือน ก็ทรงหาข้ออ้างแต่งตั้งนางขึ้นมาในทันที กูมิได้โง่ กูมิเคยกลัวมันดอก ที่ผ่านมาที่กูวางเฉย กูแค่เห็นว่า อีกไม่ช้านานกูก็จักตามพี่กูพรหมเสกไปอยู่ยังเวียงชัย ที่นี่จึงหาใช่ที่อันกูต้องใส่ใจไม่”
นางกล่าวจบ ก็หันมาสนใจปั๊บสาบนโต๊ะทรงงานต่อ ราวตัดความวุ่นวายเข้าสู่สมาธิในบัดดล อันน้อยคนนักจักทำได้
“เอ้า…อย่ามัวเอาแต่นั่งมองกู ปั๊บสาตรงนั้นกูคัดลอกจนเสร็จแล้วสิ้น มึงไปเอาผ้าไหมทอลายที่แม่กูทอไว้ มาห่อเสียให้เรียบร้อย ยามแลงกูจักเอาไปส่งให้เจ้าสทึงแลเจ้าสินทูที่วัดเวียงคำหลวง เจ้าแฝดสองพี่น้องนั่น เขียนลายคำวิหารเพื่ออุทิศให้พี่ท่านคำหลวง หากเสร็จแล้วสิ้นกูจักให้มันสองถวายพระคาถามนตรานี้แด่สงฆ์ ร่วมบุญต่อกัน”
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH