แผ่นโลหะสีม่วงทั้งสิบสามใบเชื่อมต่อกันเหมือนหนังสือภาพขนาดเล็ก เมื่อดึงมันออกก็มองเห็นเนื้อหาข้างใน ทั้งสองด้านหน้าหลังล้วนสลักด้วยอักษรขนาดเล็กจำนวนมาก
โจวเหวินเริ่มอ่านจากด้านหลังของแผ่นแรก ซึ่งเป็นบทนำของพลังลมปราณจริง ๆ โดยกล่าวถึงเรื่องลมปราณและสนามพลังในร่างกายมนุษย์ เขาอ่านไปเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกหิว เมื่อนึกถึงอาหารที่ซื้อกลับมาเมื่อวานมีไข่เค็มที่เขาชอบกินที่สุด จึงวางคัมภีร์สะกดเซียนลง แกะไข่เค็มหนึ่งฟองแล้วต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งชาม
หลังจากโจวเหวินกินเสร็จก็หยิบคัมภีร์สะกดเซียนมาอ่านอีกครั้ง ทันใดนั้นก็พบว่าตัวเองจำไม่ได้แล้วว่าอ่านถึงตรงไหน
โจวเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามั่นใจต่อความทรงจำของตัวเองอย่างมาก ถึงแม้ไม่ถึงขั้นผ่านตาแล้วไม่ลืมเลือน แต่ถ้าเป็นเนื้อหาที่เขาเคยอ่านและจดจำ ต่อให้เว้นไปสามถึงห้าวันก็ยังคงจำได้
เมื่อครู่ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที อีกทั้งเขาอ่านไปแค่ไม่กี่บรรทัด จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะลืมว่าอ่านถึงตรงไหน
เมื่อเริ่มอ่านคัมภีร์สะกดเซียนตั้งแต่แรกอีกครั้ง โจวเหวินก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าตัวเองไม่ใช่แค่ลืมว่าเคยอ่านถึงตรงไหน เมื่อเขาเริ่มอ่านตั้งแต่แรกก็พบว่าเนื้อหาที่เคยอ่านกลับแปลกตาอย่างมาก ราวกับเพิ่งเคยอ่านครั้งแรก ลืมเนื้อหาที่เคยอ่านอย่างสิ้นเชิง
“สิ่งนี้ไม่ปกติจริงด้วย !” โจวเหวินอ่านต่อไป หลังจากอ่านไปไม่กี่บรรทัดก็รู้สึกหิวอีกครั้ง เขาอยากไปหาอะไรกิน
เมื่อเขาหันเหความสนใจออกแล้วกลับไปอ่านต่อ ก็พบว่าตัวเองลืมอีกแล้วว่าเคยอ่านถึงตรงไหน เมื่อกลับไปอ่านอีกครั้ง เนื้อหาที่เคยอ่านก็ดูแปลกตาอีกแล้ว เขาลืมเนื้อหาที่เคยอ่านเสียสนิท
โจวเหวินไม่ยอมแพ้ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเปิดแอปพลิเคชันสมุดบันทึก มองไปที่เนื้อหาบนแผ่นโลหะสีม่วง ตั้งใจจะคัดลอกเนื้อหาของมัน
แต่เมื่อโจวเหวินจำหนึ่งประโยคแล้วหันไปมองโทรศัพท์ เพื่อพิมพ์เนื้อหาลงไป กลับพบว่าสมองว่างเปล่า ลืมประโยคที่จำเมื่อครู่นี้เสียสนิท
โจวเหวินลองท่องจำคัมภีร์สะกดเซียนอีกครั้ง ไม่นานนักเขาก็พบว่า ตอนที่เขาอ่านคัมภีร์สะกดเซียนก็จดจำเนื้อหาได้อย่างแม่นยำ แต่เมื่อเขาหันสายตาออกเพื่อบันทึกมันก็จะลืมทันที
โจวเหวินยังลองอ่านคัมภีร์พร้อมกับจดบันทึกโดยที่ไม่มองกระดาษ แต่สุดท้ายก็ไร้ผล ทันทีที่สมาธิของเขาถูกเบี่ยงเบน ก็จะลืมเนื้อหาของคัมภีร์สะกดเซียน
เขาอยากใช้โทรศัพท์ถ่ายคัมภีร์สะกดเซียน แต่ถ่ายไปหลายรอบก็พบว่าบนแผ่นโลหะสีม่วงมีแต่ความเรียบ มองไม่เห็นตัวอักษรแต่อย่างใด
“คัมภีร์สะกดเซียนนี้ไม่ปกติจริงด้วย ไม่ใช่แค่ห้ามเสียสมาธิขณะอ่าน ต่อให้ตั้งใจอ่านก็ยังจะได้รับผลกระทบจากตัวอักษรข้างใน ถูกอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองทำให้เสียสมาธิ ช่างแปลกพิกลอย่างมาก” โจวเหวินครุ่นคิดพร้อมกับมองคัมภีร์สะกดเซียนที่สลักอยู่บนแผ่นโลหะ
แต่โจวเหวินไม่รู้เลยว่า คัมภีร์สะกดเซียนนี้ไม่ใช่แค่แปลกประหลาดเท่านั้น แรกเริ่มที่อ่านอาจจะแค่เสียสมาธิ เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะไม่ใช่แค่เสียสมาธิเท่านั้น แต่ถึงขั้นเสียชีวิต
ในประวัติศาสตร์มีผู้แข็งแกร่งระดับมหากาพย์จำนวนหนึ่งต้องจบชีวิตลงเพราะอ่านคัมภีร์สะกดเซียน ต่อให้โชคดีไม่ตายก็กลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน
แม้แต่จิ่งเต้าเซียนเอง หลังจากได้รับคัมภีร์สะกดเซียนมาก็ไม่สามารถอ่านมันจนจบ อ่านไม่ถึงครึ่งก็ต้องปิดมันกลับ และไม่กล้าอ่านต่อไป ถ้าไม่ใช่เพราะความเชื่อมโยงที่แปลกประหลาดระหว่างตัวคัมภีร์สะกดเซียนและผู้ถือครอง ทำให้ไม่สามารถฝืนทิ้งมันไป จิ่งเต้าเซียนก็คงไม่อยากเก็บมันไว้
ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับผลกระทบจากคัมภีร์สะกดเซียน ครั้งนี้จิ่งเต้าเซียนคงไม่พลาดพลั้งจนบาดเจ็บสาหัสในมิติต่างโลก ซึ่งเดิมทีเขาตั้งใจจะหาโอกาสกำจัดคัมภีร์สะกดเซียน
ในเมื่อโจวเหวินปฏิเสธวิชามารสวรรค์ที่จิ่งเต้าเซียนมอบให้ จิ่งต้าเซียนก็ยัดเยียดพลังลมปราณของเขาให้โจวเหวินแทน เขาไม่เพียงต้องการให้โจวเหวินฝึก แต่ยังต้องการให้โจวเหวินสูญเสียอย่างหนัก กระทั่งต้องการให้โจวเหวินตายอย่างอนาถ จึงได้มอบคัมภีร์สะกดเซียนให้โจวเหวิน
คนผู้นี้จิตใจโหดเหี้ยมเกินกว่าคนทั่วไปจะเทียบได้ เป็นคนที่เหมือนปีศาจอย่างแท้จริง
เนื่องจากคัมภีร์สะกดเซียนประหลาดเกินไป โจวเหวินจึงไม่ได้อ่านต่อ เขาอยากลองดูว่า ถ้าเขาอยู่ห่างจากแผ่นโลหะและคัมภีร์สะกดเซียน ร่างกายของเขายังจะเกิดปัญหาหรือไม่
...
ภายในห้องชุดของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดกุยเต๋อ คนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมโต๊ะสนทนาบางอย่างกัน ถ้าโจวเหวินอยู่ที่นี่ด้วยก็คงจำได้ทันที เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนสวมเครื่องแบบที่เจอกันในคืนนั้น
“ปล่อยให้เจ้าปีศาจจิ่งเต้าเซียนนั่นหนีไปได้อีกแล้ว น่าเจ็บใจนัก” ผู้ชายคนหนึ่งกล่าวอย่างโมโห
ครั้งนี้พวกเขาอุตส่าห์ตามรอยจิ่งเต้าเซียนจนพบ อีกทั้งจิ่งเต้าเซียนยังบาดเจ็บสาหัส กล่าวได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเขา แต่สุดท้ายยังคงปล่อยให้จิ่งเต้าเซียนหลุดรอดไป
“จิ่งเต้าเซียนบาดเจ็บหนักขนาดนั้น เขาฝ่าแนวปิดล้อมของพวกเราไปได้ยังไง และยังหนีไปได้โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้” ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวด้วยความฉงน
“ไม่ว่าเขาจะบาดเจ็บหนักแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นถึงจิ่งเต้าเซียน พวกเราประมาทเกินไปแล้ว ถ้าพวกเราสามารถปิดล้อมทั้งจังหวัดกุยเต๋อตั้งแต่แรก ก็อาจจะมีโอกาสเจอเขา”
ผู้คนผลัดกันแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะกลับไม่พูดอะไรเลย ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ หลุบสายตาลงราวกับกำลังคิดบางสิ่ง
“หัวหน้าเฉียว ท่านคิดเห็นยังไง” ผู้หญิงผมทองตาฟ้าคนหนึ่งมองไปที่ชายคนนั้นด้วยสายตาที่มีเสน่ห์ และถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมื่อเฉียวซือหย่วนได้ยินคำถามของผู้หญิงคนนั้น จึงค่อยเงยสายตาขึ้น เลิกเคาะนิ้วลงโต๊ะ และกวาดมองใบหน้าของทุกคน
“ตั้งแต่จิ่งเต้าเซียนเข้าเมืองกุยเต๋อจนกระทั่งออกไป ใช้เวลาไปทั้งหมดเท่าไร” เฉียวซือหย่วนถามขึ้นโดยที่ไม่ได้ตอบคำถามของผู้หญิงคนนั้น
เธอเปิดแท็บเล็ตขึ้นมาดูข้อมูลแล้วกล่าว “คนอย่างจิ่งเต้าเซียนมีประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลมมาก แม้แต่กล้องวงจรปิดยังจับภาพเขาได้ยาก แต่โชคดีที่ระบบตาเทพของเมืองกุยเต๋อค่อนข้างครอบคลุมสมบูรณ์ ทำให้บางพื้นที่ยากจะหลบพ้นการถูกกล้องวงจรปิดตรวจจับได้ จากข้อมูลวิดีโอที่พวกเราได้รับมาในตอนนี้ จิ่งเต้าเซียนเข้าเมืองกุยเต๋อตอนประมาณสองทุ่มสามสิบนาทีของเมื่อวาน และออกจากเมืองตอนประมาณสามทุ่มยี่สิบนาที อยู่ในเมืองกุยเต๋อเป็นเวลาทั้งสิ้นประมาณห้าสิบนาทีค่ะ”
หลังจากเฉียวซือหย่วนฟังจบ ก็หยิบปากกาขึ้นขีดเส้นสีแดงเส้นหนึ่งลงบนแผนที่เมืองกุยเต๋อ “นี่คือเส้นทางที่พวกเราไล่ล่าจิ่งเต้าเซียน ดูจากข้อมูลที่พวกเราได้รับมาในตอนนี้ เขาบาดเจ็บสาหัสมาก และไม่ได้ใช้ยานพาหนะช่วยเดินทาง จึงเดินทางไม่เร็วนัก”
“จากภาพที่ระบบตาเทพจับไว้ได้เป็นระยะก็เหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ จิ่งเต้าเซียนเดินทางได้ไม่เร็ว ตอนเวลาประมาณสองทุ่มห้าสิบห้านาที เขาเพิ่งเดินไปถึงบริเวณจัตุรัส...” ผู้หญิงคนนั้นอธิบายข้อมูลอย่างละเอียด
“แล้วพวกคุณได้สังเกตไหมว่า ระยะทางจากถนนเซียงจวินถึงแยกฉางเจียง คำนวณแล้วไม่ถึงหนึ่งในยี่สิบของระยะทางทั้งหมดที่จิ่งเต้าเซียนเดินในเมืองกุยเต๋อ แต่เขากลับใช้เวลาในช่วงนี้เกือบสิบนาที พวกคุณบอกฉันได้ไหมว่าเพราะอะไร” เฉียวซือหย่วนมองทุกคนพร้อมเอ่ยถาม
“อาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บกำเริบ เขาจึงต้องใช้เวลาจัดการกับบาดแผล” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าว
เฉียวซือหย่วนกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “พวกคุณยังจำได้ไหมว่า ระหว่างทางช่วงนั้นพวกเราได้เจอกับนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง”
ทุกคนนึกย้อนอยู่ครู่หนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นถึงนึกบางอย่างออกแล้วรีบกล่าว “หมายถึงเด็กหนุ่มที่ท่านไปถามเส้นทางการหนีของจิ่งเต้าเซียนเหรอคะ”