ความประทับใจแรกที่หลี่กุ้ยจือมีต่อหลินกั๋วผิงนั้นดีเยี่ยมทีเดียว
บ้านช่องที่สะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อย และกิริยามารยาทที่ดูสุภาพเรียบร้อยตลอดเวลาของชายเจ้าของบ้าน ยิ่งกระตุ้นความสนใจในตัวเขาให้ทวีคูณ
หลังจากหลินกั๋วผิงชงชาเสร็จแล้วนำมาวางให้แขกทั้งสอง เขาก็ถอยไปนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง แทบจะไม่มองหลี่กุ้ยจือเลย เขาเป็นคนมีมารยาทเช่นนี้เสมอ ไม่ถือวิสาสะจ้องมองผู้หญิงตามอำเภอใจ เพราะถือว่าเป็นการให้เกียรติฝ่ายหญิง
หลังจากจิบชาไปได้ครึ่งถ้วย จางเสี่ยวเสียก็หาข้ออ้างปลีกตัวกลับไป ทิ้งให้หลี่กุ้ยจือและหลินกั๋วผิงอยู่กันตามลำพัง เจตนาเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้สานสัมพันธ์กันนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง
ก่อนไป จางเสี่ยวเสียส่งสายตาให้หลี่กุ้ยจืออย่างมีความหมาย ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบสนองทันที
ในเมื่ออ้างว่าจะมาขอวิชาทำมาค้าขาย หลี่กุ้ยจือก็ต้องเดินตามน้ำเพื่อตีสนิทต่อไป
“พี่กั๋วผิง... พี่ขายซาลาเปามาพักหนึ่งแล้ว กิจการเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?”
สายตาของหลี่กุ้ยจือชำเลืองมองใบหน้าคมคายของพ่อม่ายหนุ่มอย่างมีจริต
หลินกั๋วผิงตอบโดยไม่เงยหน้า “ก็พอถูๆ ไถๆ ครับ... น้องกุ้ยจือสนใจอยากขายซาลาเปาบ้างเหรอ?”
หลี่กุ้ยจือเห็นความซื่อในแววตาของฝ่ายชายก็ยิ่งถูกใจ “ฉันกะว่าจะลองทำของกินอย่างอื่นขายน่ะค่ะ อาจจะนึ่งหมั่นโถว... สามีฉันเพิ่งเสียไปเมื่อหน้าหนาวปีที่แล้ว ทิ้งฉันให้เป็นม่ายเลี้ยงลูกชายวัยหกขวบตามลำพัง ชีวิตมันลำบากเหลือเกินค่ะ พี่กั๋วผิง เลยคิดอยากจะค้าขายเล็กๆ น้อยๆ พอให้ลืมตาอ้าปากได้ แต่ฉันมันคนหัวช้า ไม่มีประสบการณ์ เลยต้องมาบากหน้าขอคำชี้แนะจากพี่นี่แหละค่ะ”
“อย่าเรียกว่าขอคำชี้แนะเลยครับ พี่เองก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร อาศัยครูพักลักจำลองผิดลองถูกไปเรื่อย... ขอแค่เราใส่ใจคุณภาพ ฝีมือถึง ถึงช่วงแรกคนอาจจะไม่รู้จัก แต่นานวันเข้าลูกค้าก็จะยอมรับเอง”
พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแม่ม่ายหัวอกเดียวกัน ท่าทีของหลินกั๋วผิงก็ยิ่งสุภาพและระมัดระวังตัวมากขึ้น
โบราณว่า ‘หน้าบ้านแม่ม่ายเรื่องฉาวโฉ่เยอะ’ ยิ่งแม่ม่ายมาหาถึงบ้านแบบนี้ ขืนวางตัวไม่ดีมีหวังขี้ปากชาวบ้านนินทากันสนุกปาก
หลี่กุ้ยจือสัมผัสได้ถึงกำแพงความห่างเหินที่หลินกั๋วผิงสร้างขึ้น แต่เธอมองในแง่ดีว่าเขาคงเป็นคนขี้อาย ดังนั้นเธอต้องเป็นฝ่ายเริ่มเอง
“พี่กั๋วผิง... ฉันได้ยินพี่เสี่ยวเสียคุยว่าพี่มีลูกสาวอายุเก้าขวบ แถมยังบอกอีกว่างานบ้านงานเรือนพวกนี้ลูกสาวพี่เป็นคนจัดการทั้งหมด จริงหรือคะเนี่ย?”
“จริงครับ... เสียวเสวี่ยรู้ความและว่านอนสอนง่ายมาก” น้ำเสียงของคนเป็นพ่ออ่อนโยนลงทันทีเมื่อเอ่ยถึงลูกสาว
“พี่กั๋วผิงโชคดีจังเลยนะคะที่มีลูกสาวน่ารักแบบนี้... มีลูกสาวก็ดีอย่างนี้นี่เอง เปรียบเหมือน ‘เสื้อนวมตัวน้อย’ ของพ่อแม่ คอยดูแลเอาใจใส่ ผิดกับเจ้าลูกชายตัวแสบที่บ้านฉัน รายนั้นซนเป็นลิงทโมน สามวันดีสี่วันไข้ หลังคาบ้านแทบพัง”
แม้ปากจะบ่นลูกชาย แต่น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู หลี่กุ้ยจือขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด สร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง
ทว่าหลินกั๋วผิงยังคงรักษาระยะห่าง “เด็กผู้ชายก็ซนเป็นธรรมดาครับ”
“ฉันได้ยินพี่เสี่ยวเสียบอกว่า... ที่พี่กั๋วผิงต้องหย่ากับภรรยาเก่า เพราะเธอนอกใจ น่าโมโหแทนจริงๆ นะคะ... ผ่านมาหลายปีแล้ว พี่กั๋วผิงไม่คิดจะหาแม่ใหม่ให้ลูกสาวบ้างเหรอคะ? แกยังเล็ก ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ ถึงแม่เลี้ยงจะสู้แม่แท้ๆ ไม่ได้ แต่อย่างน้อยเสื้อผ้าขาดก็ยังมีคนช่วยปะชุน พอเริ่มเป็นสาวมีเรื่องคับข้องใจ ก็จะได้มีผู้หญิงด้วยกันไว้ปรึกษา”
หลี่กุ้ยจือแทบจะตะโกนใส่หน้าว่า ‘ฉันนี่แหละยินดีเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกสาวพี่’
หลินกั๋วผิงซื่อแต่ไม่เซ่อ เขาอ่านเจตนาของหลี่กุ้ยจือออกทะลุปรุโปร่ง
เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา “น้องกุ้ยจือพูดถูกครับ ลูกสาวพี่ยังเล็ก ต้องการแม่ก็จริง... แต่ตอนนี้พี่ยังไม่คิดเรื่องแต่งงานใหม่ ถ้าจะหาจริงๆ ก็คงต้องรอให้ลูกสาวผมโตเป็นฝั่งเป็นฝา มีคู่ครองที่ดีมาดูแลแกก่อน... พี่ไม่ได้เหมารวมว่าแม่เลี้ยงทุกคนจะไม่ดีนะ แต่พี่แค่อยากทุ่มเทความรักทั้งหมดที่มีให้ลูกสาวคนเดียวครับ”
คำตอบชัดเจนแจ่มแจ้ง... ‘ตอนนี้พี่ยังไม่อยากได้เมียใหม่ เธอตัดใจซะเถอะ’
หลี่กุ้ยจือเป็นคนรักศักดิ์ศรี เมื่อถูกปฏิเสธอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด เธอก็ไม่กล้าตื๊อต่อ
“พี่กั๋วผิงพูดถูกค่ะ... พี่เป็นพ่อที่ประเสริฐจริงๆ”
บรรยากาศเงียบกริบลงถนัดตา ทั้งสองนั่งนิ่งกันอยู่ครู่ใหญ่ หลี่กุ้ยจือจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับ โดยมีหลินกั๋วผิงเดินไปส่งแค่หน้าประตูบ้าน
ออกจากบ้านหลินกั๋วผิง หลี่กุ้ยจือก็บึ่งตรงไปหาจางเสี่ยวเสียทันที
“เป็นไงบ้างกุ้ยจือ? คุยกันถูกคอไหม?” จางเสี่ยวเสียถามอย่างร้อนรน
หลี่กุ้ยจือทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง “เฮ้อ... อย่าให้พูดเลยพี่ น้องเขยพี่น่ะปิดประตูตายเรื่องแต่งงานใหม่ เขาบอกฉันตรงๆ ว่ายังไม่คิดจะมีใคร... แต่จะว่าไป ผู้ชายดีๆ อย่างพี่กั๋วผิงนี่หายากนะ หน้าตาดี นิสัยดี แถมรักลูกรักครอบครัวสุดๆ”
จางเสี่ยวเสียผิดคาดเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมแพ้ “อย่าเพิ่งถอดใจสิ! เดี๋ยวฉันจะลองกล่อมเจ้ารอง ดูอีกที... ว่าแต่เธอเถอะ ตกลงปลงใจแน่นะว่าชอบเจ้ารองของเราจริงๆ?”
“ชอบสิพี่! ชอบจริงๆ... เรื่องนี้คงต้องรบกวนพี่ช่วยเป็นธุระให้หน่อย ถ้าสำเร็จฉันไม่ลืมบุญคุณพี่แน่”
หลี่กุ้ยจือร้อนใจอยากมีสามีใหม่ และหลินกั๋วผิงที่มีฐานะมั่นคง นิสัยดี ก็เป็นตัวเลือกดีๆ ที่เธอไม่อยากปล่อยหลุดมือ
จางเสี่ยวเสียยิ้มกริ่ม... ถ้าแผนนี้สำเร็จ นอกจากจะได้หน้าแล้ว ยัยเด็กปากดีเสียวเสวี่ยก็จะได้มีแม่เลี้ยงใจมารมาคอยดัดนิสัย
‘พอมีแม่เลี้ยง ก็เท่ากับมีพ่อเลี้ยง... ถึงตอนนั้นคอยดูเถอะว่าแกจะยังปากเก่งได้อีกไหม!’
มื้อเย็นวันนั้น หลินกั๋วเซิ่งถามภรรยาถึงความคืบหน้า
“เรื่องเป็นไงบ้าง? หลี่กุ้ยจือชอบเจ้ารองหรือเปล่า?”
จางเสี่ยวเสียรายงานสถานการณ์ “กุ้ยจือมันชอบเจ้ารองมาก แต่เจ้ารองดันเล่นตัว บอกปัดว่ายังไม่คิดแต่งงานใหม่... คุณเป็นพี่ชายคนโต เปรียบเสมือนพ่อคนที่สอง หาเวลาไปคุยกับเจ้ารองหน่อยสิ น้องสามก็หาเมียยากอยู่แล้ว ขืนเจ้ารองครองตัวเป็นโสดอีกคน ตระกูลเราคงสิ้นไร้ทายาทสืบสกุลแน่”
ผู้ใหญ่คุยกันอย่างออกรส โดยไม่ทันสังเกตว่าหลินหงเหมยที่นั่งกินข้าวเงียบๆ กำลังหูผึ่ง
หลินหงเหมยวัยสิบเอ็ดขวบเข้าใจสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง เธอรู้ว่าแม่กำลังหาแม่เลี้ยงให้เสียวเสวี่ย... และชีวิตลูกเลี้ยงกับแม่เลี้ยงในนิทานไม่เคยสวยหรู
แค่คิดว่าวันหนึ่งเสียวเสวี่ยคู่ปรับตัวฉกาจจะต้องถูกแม่เลี้ยงโขกสับ หลินหงเหมยก็มีความสุขจนกินข้าวได้เพิ่มอีกชาม
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินหงเหมยบังเอิญเจอเสียวเสวี่ยระหว่างทางไปโรงเรียน
พอเห็นชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องแสนสวยบนตัวเสียวเสวี่ย ความริษยาของหลินหงเหมยก็พุ่งปรี๊ด
“แหม... เสียวเสวี่ย ชุดเธอสวยจังนะ อาสะใภ้ซื้อให้เหรอ?”
‘อาสะใภ้’ ที่หลินหงเหมยจงใจเอ่ยถึงคือหลิวกุ้ยหลาน แม่แท้ๆ ที่ทิ้งเสียวเสวี่ยไป เธอรู้ดีว่าเป็นจุดอ่อนที่จี้ใจดำที่สุด
เสียวเสวี่ยลูบชายกระโปรงเบาๆ แล้วเชิดหน้าตอบอย่างภูมิใจ “ชุดนี้พ่อซื้อให้ฉันจากในตัวเมืองต่างหากย่ะ! พี่หงเหมย... โตป่านนี้แล้วยังไม่เคยเข้าเมืองเลยใช่ไหม? น่าสงสารจัง... แต่ไม่เป็นไรนะ ได้ข่าวว่าถนนเข้าเมืองกำลังจะราดยางแล้ว เดี๋ยวพอมีรถเมล์วิ่ง เธอก็คงได้เปิดหูเปิดตาบ้าง ถ้าหลงทางก็บอกนะ เดี๋ยวฉันนำทางให้ฟรีๆ”
วาจาเชือดเฉือนของเด็กเก้าขวบทำเอาหลินหงเหมยหน้าชา
อายุสิบเอ็ดแล้วแต่ยังเป็นกบในกะลา ไม่เคยเห็นแสงสีในเมือง สำหรับเด็กที่มีความทะเยอทะยานอย่างหลินหงเหมย นี่คือเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าที่สุด
หลินหงเหมยสูดหายใจลึก ระงับอารมณ์โกรธแล้วสวนกลับ “ไม่ต้องมาทำอวดเก่งไปหน่อยเลย! รอให้อารองหาแม่เลี้ยงมาให้เธอก่อนเถอะ ค่อยดูซิว่าเธอจะยังปากดีได้อยู่อีกไหม!”
“ฝันไปเถอะ! พ่อฉันไม่มีวันหาแม่เลี้ยงให้ฉันหรอกย่ะ!” เสียวเสวี่ยประกาศลั่น
หลินหงเหมยยิ้มเยาะ “เหรอ? เมื่อวานแม่ฉันเพิ่งพาผู้หญิงไปดูตัวกับอารองถึงที่บ้าน ไม่แน่อีกไม่กี่วันคงได้แห่ขันหมากเข้าบ้านแล้วมั้ง”
เสียวเสวี่ยชะงัก “...”
‘ป้าสะใภ้ใหญ่พาผู้หญิงไปดูตัวพ่อ?’ เรื่องนี้เสียวเสวี่ยไม่ระแคะระคายเลย แต่เธอมั่นใจในตัวพ่อ พ่อสัญญากับเธอแล้วว่าจะไม่แต่งงานใหม่ ถ้ามีอะไรพ่อต้องบอกเธอสิ
เห็นเสียวเสวี่ยเงียบกริบ หลินหงเหมยได้ทีขี่แพะไล่ “ทำไม? ตกใจจนพูดไม่ออกเลยเหรอ? อารองยังหนุ่มยังแน่น จะให้ครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตได้ยังไง อีกอย่าง... อารองมีแต่ลูกสาวอย่างเธอคนเดียว ในหมู่บ้านเราถ้าไม่มีลูกชายสืบสกุลก็เหมือนคนไร้น้ำยา อารองก็ต้องหาเมียใหม่มาปั๊มลูกชายสิ เธอว่าจริงไหมล่ะ?”
“เพ้อเจ้อ!” เสียวเสวี่ยตวาดแว้ด “หลินหงเหมย! เธออย่ามาเสี้ยมให้คนเขาแตกกันหน่อยเลย วางใจเถอะ พ่อฉันไม่มีวันหาแม่เลี้ยงให้ฉันแน่นอน! และต่อให้จะหาจริงๆ พ่อก็ไม่มีวันคว้าผู้หญิงเกรดต่ำแบบที่ป้าสะใภ้ใหญ่แนะนำมาทำเมียหรอกย่ะ!”
ทิ้งท้ายด้วยวาจาเจ็บแสบ เสียวเสวี่ยก็สะบัดก้นเดินหนีไปโรงเรียน ปล่อยให้หลินหงเหมยยืนเต้นผางด้วยความเจ็บใจ
แม้ปากจะบอกไม่เชื่อ แต่คำพูดของหลินหงเหมยก็กวนใจเสียวเสวี่ยไม่น้อย ตลอดช่วงเช้าเธอเรียนไม่รู้เรื่อง จิตใจว้าวุ่นกระวนกระวาย
หลังเลิกเรียน เสียวเสวี่ยรีบบึ่งกลับบ้าน
พอกลับถึงบ้านก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้พ่อไปขายซาลาเปาที่ตลาดในเมือง คงยังไม่กลับมาเร็วนัก
หลังจากกินมื้อเที่ยงง่ายๆ และพักผ่อนครู่หนึ่ง เสียวเสวี่ยเตรียมตัวจะกลับไปโรงเรียน จังหวะนั้นเอง หลินกั๋วผิงก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงบ้านพอดี
วันนี้เขาเตรียมซาลาเปาไปสองร้อยกว่าลูกไม่รวมของแถม
เสียวเสวี่ยรู้ดีว่าพ่อมักจะอดมื้อกินมื้อเวลาไปขายของ จึงรีบอุ่นกับข้าวและยกมาให้
หลินกั๋วผิงล้างหน้าล้างตาแล้วนั่งลงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
เพราะต้องรีบไปโรงเรียน เสียวเสวี่ยจึงเก็บความสงสัยเรื่อง ‘ผู้หญิงดูตัว’ ไว้ในใจ ไม่ได้เอ่ยปากถาม
เสียวเสวี่ยคล้อยหลังไปได้ไม่นาน จางเสี่ยวเสียก็โผล่หน้ามา
“อ้าว เจ้ารอง... วันนี้ขายดีไหม? ซาลาเปาหมดเกลี้ยงเลยรึเปล่า?”
เจอคำถามแสดงความห่วงใยแบบมีอะไรแอบแฝงของพี่สะใภ้ใหญ่ หลินกั๋วผิงก็ตอบตามมารยาทว่าขายหมดแล้ว
ช่วงสองสามวันนี้จางเสี่ยวเสียขยันแวะเวียนมาบ้านเขาผิดปกติ... เจตนาคืออะไร หลินกั๋วผิงย่อมรู้ดีแก่ใจ