ช่างก่อสร้างที่จ้างมามีกลุ่มของตนเองชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนรูปร่างกำยำล่ำสันต่างช่วยกันตักน้ำและผสมปูนดินกันอย่างขะมักเขม้น ในระหว่างนั้นการผลิตเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินก็มิอาจหยุดชะงัก ไฟในเตายังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่องหญิงสาวที่ทำงานก็ไม่ได้ลดจำนวนลง บรรยากาศในลานบ้านจึงคึกคักราวกับเทศกาล
“พื้นที่ดูคับแคบไปหน่อย” นางซูเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแม้จะเหน็ดเหนื่อยในหลายวันที่ผ่านมา แต่นางก็ยังยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปได้” จินหลันหัวเราะร่าเริงหลังจากทำงานที่นี่มาหลายปี นางก็เก็บเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วอีกสองปีข้างหน้าคงจะสร้างบ้านได้เช่นกัน!
แม้ว่าบ้านของนางยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างแต่นางก็มีความสุขที่เห็นครอบครัวนางซูสร้างบ้านใหม่เมื่อเจ้าของกิจการมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกนางย่อมมีอนาคตที่ดีตามไปด้วยมิใช่หรือ?
หลังจากห้องเก็บของสามห้องสร้างเสร็จก็ได้ย้ายสิ่งของบางส่วนในเรือนหลักออกไป นางซูและสาวใช้สองคนก็ย้ายเข้าไปพักก่อนส่วนหยางหลิ่วกลับไปพักที่บ้านเติ้งอาหลัวสามีของนาง
เรือนหลักถูกรื้อถอนจนราบเป็นหน้ากลองเมื่อปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน จากนี้ก็เริ่มก่ออิฐวางฐานใหม่ทีละก้อน
ผู้คนเดินไปมาในลานบ้านข้าวของเครื่องใช้กองสุมกันอย่างไม่เป็นระเบียบนางซูไม่ยอมให้เย่ชิงชิงพักในห้องเก็บของจึงให้นางไปพักกับเย่จื้อเฟิงที่ลานด้านหลังร้านไป่เว่ยแทน
ลานด้านหลังมีห้องเล็กๆสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นที่ที่เย่จื้อเฟิงใช้พักผ่อนในตอนกลางวันอีกห้องหนึ่งเป็นที่เก็บเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินเมื่อจัดให้เรียบร้อยก็ใช้พักอาศัยได้ชั่วคราว
ขณะที่บ้านกำลังก่อสร้างนางซูคนเดียวไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง เย่จื้อเฟิงจึงกลับไปช่วยงานบ่อยๆเย่ชิงชิงจึงต้องรับหน้าที่ดูแลร้านแทน
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนซื่อตรงไม่มีใครเอารัดเอาเปรียบนางที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ โดยรวมแล้วนางก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่วันหนึ่ง มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนร้าน
เย่ชิงชิงไม่คาดคิดเลยว่าเย่เจียอวี้จะแอบมาหานางมิหนำซ้ำยังนำขนมเปี๊ยะกรอบมาให้นางถุงหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกสับสนไปหมด
นางซึ่งเป็นวิญญาณจากต่างโลกที่เข้ามาสิงร่างนี้ไม่ได้รู้สึกผูกพันฉันญาติกับเย่เจียอวี้แม้แต่น้อย สำหรับนางแล้วเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า กลับกันนางซูและเย่จื้อเฟิงต่างหากที่นางเต็มใจเรียกว่าท่านแม่และพี่ชายพวกเขาได้มอบความอบอุ่นและความห่วงใยเยี่ยงครอบครัวให้กับนาง
ในเวลานี้เย่เจียอวี้มาเพื่อตีสนิทและใช้กลอุบายทางอารมณ์อย่างชัดเจนเขายิ้มแล้วยื่นขนมเปี๊ยะกรอบให้นาง “ชิงชิงเจ้าจะไม่ยอมรับบิดาบังเกิดเกล้าเชียวหรือ?”
“ท่านอยากให้ข้ารับหรืออย่างไรเล่า?” เย่ชิงชิงเลิกคิ้วอย่างเฉยชา
“มนุษย์เกิดมาล้วนมีบิดามารดา ย่อมต้องยอมรับและเคารพบิดามารดา...” รวมถึงมารดาบุญธรรมด้วย ทว่าคำหลังนี้เขาไม่ได้เอ่ยออกมา
เย่ชิงชิงพยักหน้า“ฟังดูมีเหตุผลยิ่งนักแต่เมื่อก่อนพวกท่านต่างรังเกียจพวกเราที่เป็นภาระ จนขับไล่ออกจากบ้านพวกเราจึงกลายเป็นคนต่างครอบครัวกันแล้วเจ้าค่ะ”
เย่เจียอวี้ได้ยินคำกล่าวนี้รอยยิ้มของเขาก็หุบลงทันที เขามองนางครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจยาว“เจ้าอย่าได้โทษพ่อที่ลำเอียงเลยอย่างไรเถาอี๋เหนียงนางก็เป็นภรรยาของข้า ฝูหรงก็เป็นน้องสาวของเจ้าเรื่องราวในอดีต...ให้มันผ่านไปเถิด?”
“...”เขาเรียกตัวเองว่าบิดาหรือ? เถาอวิ๋นมิใช่ได้รับการแต่งตั้งเป็นภรรยาเอกแล้วหรือเหตุใดปากจึงพูดว่าอี๋เหนียงออกมาอีกเล่า?
เย่เจียอวี้เห็นนางไม่พูดจาจึงบ่นในใจว่า ‘แม่หนูน้อยคนนี้ช่างเย็นชายิ่งนัก’
ทั้งสองคนในร้านเงียบไปเย่ชิงชิงมิได้เชิญเขาให้นั่ง หรือรินน้ำชาให้ เมื่อมีลูกค้ามานางก็รีบรับเงินทอนเงิน ทำราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
“ขายดีเชียวนะ” เย่เจียอวี้เหลือบมองเข้าไปในโต๊ะจ่ายเงินอย่างแนบเนียนก่อนจะเดินออกไปนอกประตู “เรื่องที่ข้าพูดเจ้าลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิด อย่างไรเจ้าก็เป็นลูกสาวของข้ามิใช่หรือ? ขนมเปี๊ยะกรอบนี้เจ้าเก็บไว้กินเถิด พ่อไปแล้วนะ”
เย่ชิงชิงมิได้เอ่ยปากให้เขานำขนมกลับไปเพราะเกรงว่าหากนางตอบสนอง เขาอาจจะกระตือรือร้นมากขึ้นเมื่อเห็นเขาจากไปอย่างง่ายดายด้วยคำพูดเพียงสองสามคำนี่เขาคิดจะวางแผนระยะยาวเพื่อจับปลาตัวใหญ่ใช่หรือไม่?
เอาเถอะก็ลองดูว่าใครจะมีความอดทนมากกว่ากัน พูดถึงเรื่องนี้นางก็ต้องขอบคุณฝ่ามือของเย่เจียอวี้ในวันนั้น หากมิได้รับฝ่ามือนั้นนางก็คงไม่ได้มิติมา หากไร้มิติแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในภายหลังจะราบรื่นเช่นนี้ได้อย่างไร
เมื่อกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้นางซูฟังด้วยความสัมพันธ์สามีภรรยาที่ยาวนานกว่าสิบปี นางซูย่อมรู้จักเย่เจียอวี้ดีกว่าใครนางจึงตบโต๊ะด้วยความโกรธทันที “ไม่ต้องเดาให้ยากหรอก!เขาต้องมาเพราะเงินเป็นแน่!”
เย่เจียอวี้เติบโตมาด้วยการตามใจตั้งแต่เด็กเมื่อครั้งที่สกุลเย่ยังรุ่งเรือง ย่าเฒ่ารักบุตรชายคนเล็กยิ่งนักตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องเกินเลยไปมากนัก นางก็แทบจะตามใจทุกสิ่งเขาเคยใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เมื่อขาดเงินก็มักจะออดอ้อนย่าเฒ่าอยู่เสมอหลังจากแต่งงานกับนางซูและมีบุตรแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถเลิกนิสัยนี้ได้
ในเวลานั้นนางเคยเตือนเขาสองครั้งว่าเมื่ออายุมากขึ้นก็ควรจะสุขุมและรู้จักควบคุมตนเองการใช้จ่ายเงินทองก็มิควรตามอำเภอใจเช่นนี้ไม่แปลกใจเลยที่ย่าเฒ่ายังควบคุมเรื่องเงินทองด้วยตัวเองทั้งยังไม่ยอมปล่อยวางให้เขาเสียที ด้วยเหตุนี้ เย่เจียอวี้ไม่เพียงแต่ไม่ฟังคำเตือนของนางเขากลับยิ่งไม่พอใจนางซูมากขึ้นไปอีก
หลายปีต่อมาย่าเฒ่าคิดว่าตนเองก็คงอยู่ได้อีกไม่นานควรปล่อยให้บุตรชายได้ฝึกฝนดูแลกิจการตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อตนยังมีชีวิตอยู่นางย่อมช่วยแก้ไขปัญหาได้หากเกิดสิ่งใดขึ้น ทว่าเมื่อนางปล่อยมือไปกลับก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่!
ด้วยความที่นายท่านใหญ่หมกมุ่นอยู่กับการเลี้ยงนกปลา แมลง และปลูกดอกไม้ เมื่อครั้งก่อนเคยล้มเหลวในการสอบราชการจึงฝากความหวังไว้กับบุตรชายตนเอง และละเลยกิจการภายในบ้านทั้งหมดร้านค้าทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือของเย่เจียอวี้ไป
ในตอนแรกเขาก็ยังระมัดระวังและกระตือรือร้นที่จะสร้างกิจการให้ยิ่งใหญ่ทว่าในโลกนี้ไหนเลยจะมีใครอ้วนท้วนสมบูรณ์ได้ด้วยการกินข้าวเพียงคำเดียวหากไม่สะสมประสบการณ์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะร่ำรวยได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาหัวหน้าผู้ดูแลที่อยู่ภายใต้การปกครองบางคนก็เจ้าเล่ห์และไม่ซื่อสัตย์ทำให้เขาต้องเผชิญกับความยุ่งยากใจ
ข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ก็แล้วไป แต่เขากลับถูกล่อลวงให้ติดการพนันและเล่นพนันด้วยเงินเดิมพันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ฤทธิ์สุราครอบงำกระทั่งเขาถึงกับเดิมพันทรัพย์สินทั้งหมดของสกุลเย่ ทั้งตระกูลจึงล่มจมในพริบตาและเป็นต้นเหตุของความยากลำบากนานัปการในเวลาต่อมา