เมื่อครบกำหนดสามวัน ผู้เฒ่าจี้ได้นำกุญแจบ้านมาส่งให้ตามสัญญา กู้หยูม่านจึงพาน้องชายกับลูกชายทั้งสามคนออกเดินทางไปบ้านหลังใหม่ั้แ่เช้า กู้เฉินซีบังคับรถม้าไปล่วงหน้าก่อน จากนั้นเขาก็วิ่งกลับมาเพื่อรับ่บังคับเกวียนวัวต่อจากพี่สาว
กู้หยูม่านเห็นน้องชายวิ่งมาอย่างเหน็ดเหนื่อย นางยื่นน้ำสะอาดที่บรรจุในขวดพลาสติกใสให้เขาหนึ่งขวด “ดื่มน้ำก่อนสิ”
“ขอบคุณขอรับพี่หญิง” กู้เฉินซีรับน้ำมาดื่มอย่างกระหาย เวลานี้เขาเหนื่อยมากจริงๆ เพราะั้แ่วิ่งออกจากบ้าน เขาก็ไม่ได้แวะพักที่ไหนเลย
“ข้าบอกเ้าแล้วว่าข้าจะบังคับเกวียนวัวกลับบ้านเองแต่เ้าก็ไม่ฟัง จะวิ่งย้อนกลับมาให้มันเหนื่อยทำไมก็ไม่รู้” กู้หยูม่านบ่นน้องชาย
“ข้าจะปล่อยให้ท่านบังคับเกวียนวัวกลับมาเองได้อย่างไร เกวียนวัวบังคับยากกว่าบังคับรถม้าตั้งเยอะ” กู้เฉินซีพูดเสร็จก็ยกน้ำขึ้นมาดื่มต่อจนหมด “แต่ว่านะพี่หญิง ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่า”
“คิดไปเอง? คิดไปเองเื่อะไร” กู้หยูม่านถาม
“ข้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่ข้าดื่มน้ำจากขวดใสที่ท่านมอบให้ ข้าจะหายเหนื่อยและยังรู้สึกมีกำลังเพิ่มขึ้นอีกด้วยขอรับ” กู้เฉินซีจ้องขวดพลาสติกใสที่อยู่ในมือ
“เ้าจะสงสัยไปทำไมมากมายเล่า รู้แค่ว่าข้าไปหาซื้อของดีไว้ให้เ้ากับเด็กๆ ได้กินก็พอ” กู้หยูม่านคว้าขวดเปล่ากลับมาแล้วทำทีเป็โยนมันใส่ตะกร้า เอาไว้ให้กลับถึงบ้านนางค่อยเก็บขวดเปล่าเข้ามิติ “ถ้าข้ารู้ว่าเ้าจะมีคำถามมากมายขนาดนี้ ข้าเก็บมันไว้ดื่มเองดีกว่า”
“พี่หญิงอย่าทำอย่างนั้นเลย ต่อไปข้าจะไม่สงสัยอะไรอีกแล้วขอรับ แม้ท่านจะเอายาพิษมาให้ข้าดื่ม ข้าก็จะดื่มโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ” กู้เฉินซีไม่รู้เลยว่าเวลานี้เขาทำตัวคล้ายกับกู้เฟิงเฉิงมาก
“ท่านน้าขอรับ ข้าว่าต่อไปท่านอยู่ให้ห่างจากเ้าสามให้มากหน่อยก็จะดี ท่านดูสิ ท่าทางของท่านเหมือนกับเ้าสามไม่มีผิด” กู้เฟิงอวี่เตือนน้าชาย
“นั่นสิ ตอนนี้ท่านพูดมากกว่าเมื่อก่อนและยังทำตัวหน้าไม่อายเหมือนเ้าสามเข้าไปทุกวัน” กู้เฟิงิพูดสนับสนุนพี่ชาย
“เหมือนข้าแล้วอย่างไร ท่าทางของข้าน่ารักจะตาย” กู้เฟิงเฉิงพูดพร้อมกับเอนตัวไปพิงไหล่กู้หยูม่าน “ท่านแม่ก็ชอบที่ข้าเป็แบบนี้”
“ใช่แล้ว แม่ชอบที่พวกเ้าน่ารักสมวัย” กู้หยูม่านลูบศีรษะลูกชายทั้งสาม “อีกอย่างพวกเ้าก็น่ารักเสมอในสายตาของแม่”
เด็กชายทั้งสามคนยิ้มอย่างดีใจ ในเมื่อท่านแม่บอกว่าชอบที่พวกเขาทำตัวน่ารัก พวกเขาก็ไม่จำเป็ต้องคอยระมัดระวังและไม่ต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่นเหมือนตอนที่อยู่หมู่บ้านหลิ่วเจียอีกต่อไป
ผ่านไปหนึ่งเค่อ[1] เกวียนวัวของกู้หยูม่านก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน กู้หยูม่านจึงสั่งให้น้องชายหยุด จากนั้นนางจึงพาน้องชายกับลูกชายทั้งสามคนลงจากเกวียน
“คารวะผู้าุโทุกท่านเ้าค่ะ ข้ามีนามว่ากู้หยูม่าน ั้แ่วันนี้ข้ากับครอบครัวจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านจงเตี้ยน พวกเราขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกท่านด้วยนะเ้าคะ” กู้หยูม่านทักทายทุกคนอย่างสุภาพ นางเคยสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับหมู่บ้านจงเตี้ยนจากท่านผู้เฒ่าจี้มาแล้วจึงรู้ว่าหมู่บ้านจงเตี้ยนมีคนอาศัยอยู่แค่ยี่สิบครัวเรือนเท่านั้น และชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้แซ่จง พวกเขาใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ก็มีบางคนที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งก็น่าเสียดายที่ผู้เฒ่าจี้ไม่ได้บอกไว้ว่าคนที่ควรหลีกเลี่ยงนั้นคือผู้ใด
“แม่หนูผู้นี้ช่างมีกิริยามารยาทงดงาม” ท่านยายรองจงยิ้มให้กู้หยูม่าน “เ้าคงเป็พี่สาวคนโต เด็กๆ พวกนี้คงเป็น้องชายของเ้าสินะ แล้วท่านพ่อกับท่านแม่ของเ้าเล่า พวกเขาไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันหรือ อ้อ...ข้าคือท่านยายรองจง เป็มารดาของหัวหน้าหมู่บ้าน”
กู้หยูม่านยิ้มเมื่อได้ยินคำถาม นางไม่ได้คิดมากกับคำถามที่ค่อนข้างเป็ส่วนตัวเช่นนี้ อย่าว่าแต่ในยุคโบราณที่ผู้คนยังคุ้นเคยกับการทำตัวเป็กันเองโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็ส่วนตัวเลย แม้แต่ยุคที่นางจากมา มนุษย์ป้าข้างบ้านที่ชอบใส่ใจเื่ของผู้อื่นก็มีอยู่ไม่น้อย
“ท่านยายรองจง ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าจากไปเร็วเพราะบ้านเดิมเกิดภัยแล้ง ข้าจึงนำเงินก้อนสุดท้ายพาคนในครอบครัวที่เหลืออยู่ย้ายมาตั้งตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้เ้าค่ะ” กู้หยูม่านยิ้มอย่างจริงใจ “คนตัวโตที่ยืนอยู่ข้างๆ คือน้องชายของข้า เขามีนามว่ากู้เฉินซี ส่วนเ้าตัวเล็กทั้งสามคนคือลูกชายของข้าเ้าค่ะ”
“ลูกชาย! ดูอย่างไรอายุของเ้าก็ไม่เกินสิบหกปี แล้วเ้าจะมีลูกชายตัวโตขนาดนี้ได้อย่างไร” ท่านยายรองจงถามอย่างใ ครั้งแรกที่นางเห็นกู้หยูม่าน ด้วยใบหน้าที่งดงามและกิริยามารยาทที่อ่อนหวาน นางตั้งใจจะเป็แม่สื่อทาบทามกู้หยูม่านให้กับหลานชายคนโตอยู่พอดี แต่ไม่คิดว่าแม่นางผู้นี้กลับมีครอบครัวเสียแล้ว
“ท่านยายกล่าวชมเกินไปแล้วเ้าค่ะ ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ข้าจะมีอายุครบยี่สิบปีแล้วเ้าค่ะ”
ท่านยายรองจงใเป็รอบที่สอง แม่นางผู้นี้ถึงกับมีอายุมากกว่าหลานชายของตนเสียอีก
กู้เฟิงเฉิง “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านดูสิ ท่านยายใกับความงดงามของท่านแม่ของพวกเราแล้ว”
กู้เฟิงิ “ผู้ใหญ่สนทนากันอยู่ เ้าพูดแทรกขึ้นมาทำไม”
กู้เฟิงอวี่ “กลับถึงบ้าน ข้าจะให้ท่านแม่งดขนมของเ้า”
ท่านยายรองจงได้ยินเสียงเด็กน้อยทั้งสาม นางจึงหันมาทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้ม อย่างไรคนอายุมากก็ย่อมต้องชอบเด็กๆ มากเป็พิเศษอยู่แล้ว “เ้าเด็กน้อย ต่อไปเ้าต้องเรียกข้าว่าท่านยายทวดนะ แล้วพวกเ้าทั้งสามคนผู้ใดเป็พี่ผู้ใดเป็น้อง”
กู้เฟิงเฉิงยกมือแล้วพูดก่อนใคร “ข้าเป็น้องเล็กสุดขอรับ คนในบ้านเรียกข้าว่าเ้าสาม แต่คนข้างนอกจะเรียกข้าว่ากู้เฟิงเฉิง”
กู้เฟิงอวี่ “ข้าเป็พี่ใหญ่ มีนามว่ากู้เฟิงอวี่ขอรับ”
กู้เฟิงิ “ข้าเป็พี่รอง มีนามว่ากู้เฟิงิขอรับ”
“ท่านยายทวดดูสิขอรับ ข้าคิดว่าข้าโชคดีมากที่เกิดเป็น้องเล็ก เพราะชื่อของข้าไพเราะที่สุด ท่านเห็นด้วยหรือไม่ขอรับ” กู้เฟิงเฉิงเป็เด็กพูดเก่ง ยิ้มเก่ง และค่อนข้างเข้ากับคนง่าย เมื่อเขาเห็นท่านยายท่าทางใจดีเข้ามาทักทายท่านแม่ เขาก็อยากจะทักทายท่านยายบ้าง “ไม่เท่านั้นนะขอรับ ข้ายังหน้าตาน่ารักกว่าพวกเขาตั้งเยอะ”
“เ้าจะน่ารักกว่าพวกเขาได้อย่างไร หน้าตาของพวกเ้าเหมือนกันอย่างกับแกะเพียงนี้” ท่านยายรองจงหัวเราะอย่างชอบใจ
“ท่านทวดพูดอย่างนี้ข้าเสียใจแย่เลย” กู้เฟิงเฉิงทำหน้าเศร้า
“เ้าเด็กคนนี้พูดเก่งไม่เบา” ท่านยายรองจงหันไปยิ้มให้กู้หยูม่าน “เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนพวกเ้าแล้ว อย่างไรเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน วันหน้าย่อมมีโอกาสได้ทักทายกันอีก”
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ” กู้หยูม่านตอบ
ท่านยายรองจงยืนมองเกวียนวัวของกู้หยูม่านที่ค่อยๆ ทิ้งห่างออกไป จากนั้นนางก็หันไปพูดกับลูกสะใภ้พร้อมถอนหายใจ “ข้าอุตส่าห์หอบสังขารมายืนรอเพราะได้ยินมาว่ามีแม่นางน้อยคนหนึ่งจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านของเรา คิดจะทาบทามนางให้เ้าใหญ่สักหน่อย แต่น่าเสียดายที่นางมีสามีและยังมีลูกติดถึงสามคนแล้ว”
หม่าซื่อยิ้มให้แม่สามี “จื่อเหวินเพิ่งอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น ยังมีเวลาอีกมากที่เราจะหาภรรยาให้เขา ท่านแม่ไม่ต้องใจร้อนหรอกเ้าค่ะ”
“ใจร้อนอะไรกัน ข้ารอที่จะเจอหน้าเหลนคนแรกมาหลายปีแล้ว แต่จนป่านนี้เ้าหลานชายตัวดีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาหลานสะใภ้มาให้ข้าสักคน”
กู้หยูม่านมาถึงบ้านหลังใหม่ของตนเองก็เป็เวลาเกือบเที่ยงแล้ว นางกลัวว่าเด็กๆ จะหิวจึงให้กู้เฉินซีขนเสบียงมาไว้ในห้องครัวก่อนเพื่อที่นางจะได้รีบทำอาหาร ใช้เวลาไม่นานบะหมี่หมูสับโปะด้วยไข่ดาวก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย เพราะเด็กชายทั้งสามคนยังเล็กเกินไป กู้หยูม่านจึงไม่อนุญาตให้พวกเขายกชามบะหมี่มาเอง ทั้งสามคนจึงนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย ส่วนกู้เฉินซีเดินเข้าไปยกชามบะหมี่ช่วยพี่สาว จากนั้นทุกคนก็เริ่มทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
ณ บ้านหลังที่อยู่ติดกัน
“กลิ่นอาหารลอยมาจากที่ใด ทำไมถึงได้มีกลิ่นหอมน่าทานขนาดนี้” เฮ่อหลานจวินถาม ไม่บ่อยนักที่เขาจะสนใจเื่อาหาร
เฮ่อหลงทำจมูกฟุดฟิดเพื่อดมกลิ่น “หอมจริงๆ ด้วย”
“หรือว่าข้างบ้านของเรามีคนย้ายเข้ามาแล้ว”
“วันนี้ครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของผู้เฒ่าจี้แล้วขอรับ” เฮ่อหลงทำท่าคิด “อืม...ดูเหมือนครอบครัวนั้นจะใช้แซ่กู้ เป็ครอบครัวใหญ่ที่มีกันถึงห้าคนเลยนะขอรับ”
“แซ่กู้อย่างนั้นหรือ” เฮ่อหลานจวินยิ้มขื่น ‘ข้าไม่ได้ยินชื่อแซ่นี้มานานเท่าไหร่แล้ว ม่านม่าน...เ้าหายไปอยู่ที่ใด เวลาที่เหลืออีกสามปีของข้า ข้าจะมีโอกาสได้เจอเ้าหรือไม่’
เฮ่อหลงที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคุณชายของตนมีรักฝังใจอยู่กับคุณหนูกู้หยูม่าน เขาพยายามเลี่ยงทุกคำเพื่อไม่ให้คุณชายกลับไปคิดถึงคุณหนูผู้นั้น แต่ครั้งนี้เขากลับลืมมันเสียสนิท “ขออภัยขอรับคุณชาย คราวหลังข้าจะไม่พูดถึงคนบ้านนั้นให้ท่านฟังอีกแล้วขอรับ”
“เ้าไม่ต้องปกป้องข้าถึงเพียงนั้น แม้ข้าจะคิดถึงม่านม่าน แต่ข้าก็ห้ามผู้อื่นไม่ให้ใช้แซ่กู้ไม่ได้ไม่ใช่หรือ” เฮ่อหลานจวินไอจนตัวโยน “อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เ้าพาข้าเข้าไปพักข้างในเถอะ”
เฮ่อหลงเป็ลูกชายคนเล็กของพ่อบ้านเฮ่อ เขาเติบโตมากับเฮ่อหลานจวินั้แ่ยังเด็ก เรียกได้ว่าพวกเขาสนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้องก็ไม่ปาน เฮ่อหลงรู้ทุกเื่ที่เกี่ยวกับเฮ่อหลานจวิน รวมถึงอาการป่วยที่เ้านายเป็อยู่ในตอนนี้ เขาก็รู้ว่าเป็เพราะครั้งนั้นเ้านายเอาตัวเองไปรับดาบแทนคุณหนูกู้หยูม่านจนตนเองต้องติดพิษที่อันธพาลกลุ่มนั้นทาไว้บนดาบ
แต่คุณหนูกู้กลับไม่รู้เลยว่าที่นางหนีรอดจากอันธพาลและหนีออกจากบ้านได้สำเร็จต้องแลกมากับชีวิตของเ้านาย เพราะพิษชนิดนี้ไม่มีผู้ใดแก้ได้ ท่านหมอหลายคนลงความเห็นตรงกันว่าเ้านายจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสิบปี
เฮ่อหลงรู้ว่าเ้านายย้ายมาอยู่ที่ชนบทแห่งนี้เพราะอยากใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายอย่างสงบ อีกทั้งเ้านายยังหวังอยู่ตลอดเวลาว่าจะได้พบคุณหนูกู้สักครั้ง แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อตระกูลเฮ่อกับตระกูลกู้ส่งคนออกไปตามหาคุณหนูกู้มาตลอดหลายปี แต่กลับไร้ข่าวคราวของนาง หรือเ้านายจะต้องจากไปด้วยความโดดเดี่ยวเช่นนี้
“เ้าคิดอะไรอยู่” เฮ่อหลานจวินถามเสียงเบา “คิดถึงคำที่ท่านหมอบอกว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสามปีใช่หรือไม่ อาหลง...คนเราเกิดมาก็ต้องตายในสักวัน ข้าแค่ต้องตายเร็วกว่าผู้อื่นเท่านั้น”
“คุณชายอย่าพูดอย่างนั้นเลยขอรับ หากคุณชายต้องจากไปจริงๆ ข้าก็จะตามท่านไปด้วย”
“ตามข้าไป? แล้วเ้าไม่เป็ห่วงท่านพ่อของเ้าหรือ”
“ท่านพ่อมีลูกชายตั้งหลายคน ขาดข้าไปสักคนคงไม่เป็ไรหรอกขอรับ” พูดถึงตรงนี้เฮ่อหลงก็เริ่มน้ำตาคลอ
“หากเป็ไปได้ ข้าอยากเจอม่านม่านสักครั้ง ข้าอยากดูให้เห็นกับตาว่านางสบายดีข้าถึงจะจากไปอย่างหมดห่วง”
“ข้าไม่เข้าใจเลยว่าคุณชายเป็คนดีถึงเพียงนี้ แต่ทำไมตอนนั้นคุณหนูกู้ถึงได้หนีงานแต่งไปด้วยขอรับ”
“ข้าก็เคยอยากรู้ แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากรู้แล้ว เพราะการที่ข้ารักนาง ข้าก็บอกเหตุผลไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมข้าถึงรักนาง แล้วการที่นางไม่รักข้า นางต้องบอกเหตุผลนั้นได้ด้วยหรือ” เฮ่อหลานจวินยิ้ม “ทีแรกข้าก็ว่าจะนอนพักสักหน่อย แต่พอเ้าพูดถึงเื่นี้ขึ้นมา ข้าว่าข้าเขียนจดหมายกลับไปถามพี่เทียนโหย่วก่อนดีกว่าว่าเขาได้ข่าวคราวของม่านม่านบ้างหรือยัง”