แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะบอกว่าการพบเห็นสัตว์ซาตานในป่ามรกตจะเป็ไปได้ยากแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้ผลักไสไล่ส่งวารุตแต่อย่างใด เมื่อวารุตขอติดรถเกวียนของพวกเขามาด้วย เพราะพวกเขาเองก็เคยมีความรู้สึกห้าวหาญแบบนี้เช่นเดียวกัน ตอนที่พึ่งจะอ่านหนังสือสัตว์ซาตานทั้งสามเล่มนั้นจบ
พอก้าวขึ้นมานั่งบนรถเกวียน วารุตก็รู้ได้ทันทีเลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้ พวกเขาเป็นายพราน สังเกตได้จากอาวุธที่วางเกลื่อนกลาด มิหนำซ้ำยังมีหัวของหมูป่าเขี้ยวตัน และหัวกวางที่เขายาวเฟื้อยวางทับอยู่บนหีบทั้งสองใบเคียงคู่กัน แต่วารุตก็ไม่ได้คิดอะไร ถือว่าโชคดีที่ยังได้เดินทางโดยที่เขาไม่ได้เปลืองแรงก้าวเท้าเดินด้วยตัวเอง
“นี่..เ้าหนู..วารุต หนุ่มน้อยถึงเมืองของพวกเราแล้ว”
เสียงปลุกกับมือเย็นๆ ลูบใบหน้าทำเอาวารุตสะดุ้งตื่น เขาผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอลืมตาขึ้นมาอีกทีท้องฟ้าก็มืดสนิทลงเสียแล้ว
“เ้าคงจะเหนื่อยมาก คงนอนไม่พอเลยสิท่า ต้องคอยระวังทั้งสัตว์ป่าทั้งสัตว์มีพิษ -- คืนนี้พักกับพวกเราก่อน พอถึงรุ่งเช้าค่อยออกเดินทางต่อแล้วกัน”
เสียงเข้มทุ่มแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของชายวัยกลางคนที่เป็ผู้นำของกลุ่มนายพรานเอ่ย
ขณะที่วารุตกำลังสะลึมสะลือ เขายิ้มตอบรับคำเชิญชวนนั้นอย่างเขินอาย รู้สึกเกรงใจแต่ก็ไม่อยากปฏิเสธเช่นเดียวกัน ก่อนจะก้าวขาลงมาจากรถเกวียนและเดินตามหลังของชายผู้นั้นไป
ส่วนนายพรานหนุ่มอีกสามคนที่เหลือพวกเขาช่วยกันนำควายลากเกวียนไปล่ามเข้าคอก และจัดสรรกับสิ่งที่ออกล่ามาได้ร่วมทั่งทำความสะอาดอาวุธให้กลับมาพร้อมใช้งานดั้งเดิม
พื้นที่ในบริเวณนี้วารุตคิดว่าต้องเป็แถบชานเมืองของแคว้นไหนสักแห่ง เพราะมันช่างเหมือนกันกับหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ยิ่งนัก บ้านไม้ยกสูงทั้งหลังใหญ่หลังเล็กเรียงรายปะปนกันไป และมีสิ่งหนึ่งที่ทุกบ้านแทบจะมีเหมือนกันเลยนั้นก็คือ เปลวไฟคบเพลิงส่องสว่างที่จะปักตั้งอยู่บนหัวเสาทุกบ้านทุกหลังคาเรือน
พอเดินตามหลังชายวัยกลางคนมาได้สักพักวารุตก็มองไปเห็นบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้ดูท่าว่าจะมีแสงสว่างมากกว่าบ้านหลังไหน ๆ เพราะบ้านหลังนี้เล่นห้อยตะเกียงยึดติดกับเสาบ้านทุกต้น หน้าบ้านมีเตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีคนอยู่หนึ่งคนนั่งอยู่บนนั้น ฉับพลัน! ชายที่นั่งอยู่บนเตียงก็พรวดพราดขึ้นยืน
“กลับมาแล้วหรือพรานวิโรจน์ ข้าเตรียมกับแกล้มไว้รอพวกเ้าเพียบเลย”
ชายคนนั้นะโพลางยกมือซ้ายขึ้นมาเสยผมที่มันพาดลงมาทิ่มตา
วารุตเขินๆ งงๆ เขาแอบคิดว่าชายคนนั้นมองเห็นพวกเขาจริงหรือเปล่า เพราะว่าสายตาของเขาเอียงไปทิศทางอื่น ไม่ใช่ทิศทางที่วารุตและหัวหน้านายพรานกำลังเดินอยู่เลย สายตาของเขาหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ซึ่ง ณ ตรงนั้นไม่มีสิ่งที่มีชีวิต จะเว้นก็เสียแต่เหลือบไรที่ผู้มีดวงตาวิเศษเท่านั้นที่จะมองเห็นพวกมัน
“จากระยะนี้เขามองไม่เห็นพวกเราหรอก แต่เขาจำกลิ่นของข้าได้”
ชายเสียงเข้มทุ้มเอ่ยอธิบาย
“แต่ถ้าเ้าได้ลองชิมอาหารฝีมือของเขาแล้วล่ะก็ เ้าจะไม่อยากวางช้อนของเ้าลงเลยล่ะ”
วารุตพยักหน้ายิ้มรับ เขาเองก็รู้สึกได้จากกลิ่นที่หอมเตะจมูก รู้สึกหิวจนท้องแทบจะร้องคำราม แต่ก็ต้องแขม่วระงับมันเอาไว้
เมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้พอ ที่ชายผู้นั้นสามารถมองเห็น เขาก็เอ่ยโพล่งขึ้นมาในทันทีพอเห็นบุคคลปริศนา
"ไหนดูสิ เ้าพาใครมาด้วยอีกแล้ว”
เขาเอ่ย ดูไม่แปลกใจ
“เพื่อนร่วมทางน่ะ เห็นที มื้อนี้เขาคงต้องฝากท้องเอาไว้กับอาหารของเ้าล่ะนะ”
“แน่นอน”
ชายคนนั้นตอบพลางยื่นมือซ้ายถลาตัวเข้ามาหาวารุต
“ข้าชื่อว่าศรีไพร เ้าชื่อว่าอะไรพ่อหนุ่มน้อย”
วารุตผงะ! ก่อนที่จะได้แนะนำตัวกลับ เขาพึ่งจะสังเกตเห็นว่าชายผู้นี้ไม่มีแขนขวา แขนเสื้อข้างนั้นของเขามันโหวงเหวงว่างเปล่า
ทว่าเขาก็ไม่ได้มีกิริยาอะไรที่ส่อแสดงไปในเชิงเสียมารยาท เพียงแต่เขาเกิดใขึ้นมานิดหน่อย เพราะไม่ทันได้สังเกตแขนขวาข้างนั้นั้แ่แรก
“ข้าชื่อวารุตขอรับ มาจากเมืองมันตรายา”
วารุตเอ่ยตอบและเอื้อมไปจับมือของชายผู้นั้นที่ยื่นออกมา
ในทันใดนั้นเองเหล่านายพรานหนุ่มทั้งสามคน ก็พากันเดินเข้ามาสมทบกับพวกเขา หลังจากที่นำเ้าควายลากเกวียนทั้งสองตัวเข้าไปล่ามในคอกเสร็จเป็ที่เรียบร้อย พวกคนเ่าั้ตะเบ็งเสียงมาแต่ไกล ทั้ง ๆ ที่เดินมายังไม่ถึงหน้าบ้านที่สว่างไสวด้วยแสงของตะเกียงเลยเสียด้วยซ้ำ
“น้าศรีไพรวันนี้มีอะไรกินบ้าง พวกข้าหิวมากเลยตอนนี้”
“ใช่เลย การวิ่งไล่จับหมูป่าทำเอาข้าเหนื่อยสุดๆ ”
เมื่อได้ยินเหล่านายพรานหนุ่มพร่ำบ่น ชายผู้นั้นจึงตวาดเสียงสวนกลับไปในทันทีว่า
“มันก็ยังดีกว่าที่พวกเ้า ไปวิ่งไล่จับกับสิงโตไม่ใช่หรือไง”
คำพูดนี้ของน้าศรีไพรทำให้ทุกคนขำกลิ้ง ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งวารุต เขาก็หัวเราะออกมาท่ามกลางกลุ่มคนที่พึงรู้จักกันได้ไม่นานอย่างร่าเริง และแล้วอาหารมื้อหัวค่ำของทุกคนก็เริ่มต้นขึ้น
บนเตียงหลังใหญ่ถูกวางเรียงรายเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็อาหารจำพวก แกงอ่อม ผัดเผ็ด ย่างเนื้อ หน้าตาของพวกมันต่างก็ล่อตาล่อใจของผู้ที่กำลังหิวกระหายอยู่พอสมควร วารุตเขาได้นั่งเคียงข้างกันกับพรานวิโรจน์และคุณน้าศรีไพร พวกผู้ใหญ่ทุกคนล้วนมีไหเหล้าวางอยู่ข้างกายด้วยกันคนละไห
อาหารมื้อนี้ เป็มื้ออาหารที่แสนจะสนุกครึกครื้นเอะอะเฮฮาตามประสาคนในวงเหล้า สรรหาเื่นู้นเื่นี้มาคุยโว้โอ้อวดให้กันฟัง วารุตก็พลางได้หัวเราะไปกับกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย เป็บรรยากาศใหม่ๆ ที่เขาเพิ่งเคยเผชิญ