อวิ๋นเฟยเฟิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินออกมาด้วยชุดกางเกงขาสั้นสีขาวและเสื้อแขนยาวปาดไหล่แต่งตัวสบายๆของเสื้อผ้าในโลกก่อน นางมองดูเซียวโม่ฉือที่เดินสำรวจดูนู้นดูนี่รอบห้องจนกระทั่งเขาหยุดอยู่ตรงมุมห้องอีกฝั่งที่จะมีของที่ระลึกจากการถ่ายหนังถ่ายละครหรือแม้แต่ตามรายการต่างๆที่มอบให้ซึ้งจะมีพวกรูปถ่าย โปสเตอร์ซึ่งมันเป็รูปที่ถ่ายคู่กับพระเอกในเื่นั้นๆ และของขวัญจากแฟนคลับ
"นี่มันหมายความว่าอย่างไร!อวิ๋นเฟยเฟิ่ง"เซียวโม่ฉือถือกรอบรูปขนาดเล็กที่มีถ่ายคู่กับบุรุษอื่นๆ
"เอ่อ...จะอธิบายยังไงให้เ้าเข้าใจนั่นหน่ะเป็รูปถ่ายกับสหายในโลกก่อนของข้าเอง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเกาหัวเลยทีเดียวมันเป็เื่ที่อธิบายยากจริงๆรูปในมือของเขาคือพระเอกดังเื่ล่าสุดซึ่งเป็รูปที่นางกอดคอถ่ายรูปกับเขา
"สหายโลกก่อน?รูปถ่าย?แล้วนี่เ้าแต่งตัวอะไรของเ้า"ถึงเขาไม่รู้ว่าโลกก่อนที่นางเอ่ยถึงเป็เช่นไรแต่เขาก็พยายามจะเข้าใจแต่นี่!จำเป็ต้องใกล้ชิดบุรุษมากมายเช่นนี้ด้วยหรือ
"ข้าจะอธิบายให้ฟังง่ายๆก็แล้วกันเื่มันเป็อย่างนี้..."อวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินไปจับกรอบรูปในมือเขาวางลงที่เดิมและพามานั่งโซฟาหรูหน้าทีวีก่อนจะเริ่มอธิบายเื่ราวตอนที่นางถูกแยกจิติญญาออกและเื่ราวของโลกคู่ขนาดให้เขาฟัง
"สรุปง่ายๆคือโลกใบนั้นไม่มีพลังิญญายุทธ์ไม่มีสัตว์ิญญาไม่มีสัตว์เทพ มนุษย์ก็คืุ์ไม่มีแบ่งแยกเทพมารหรือปีศาจ บุรุษและสตรีเท่าเทียมกันใกล้ชิดกันไม่เสียหายอะไร ข้าเป็ดาราก็คืออาชีพหนึ่งที่ใช้รูปร่างหน้าตาและความสามารถหาเงินรูปถ่ายคือการเก็บภาพในความทรงจำไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น"อวิ๋นเฟยเฟิ่งพยายามอธิบายที่คิดว่าเขาเข้าใจได้ ยังดีที่เขาไม่เปิดอัลบั้มภาพเพราะในนั้นมีรูปของแต่ละฉากเก็บเอาไว้ซึ่งมันต้องมีฉากจูบรวมอยู่ด้วย อัลบั้มภาพมีเป็ร้อยๆอัลบั้มหวังว่าเขาคงไม่เปิดเจอหรอกนะ
"ข้าพอจะเข้าใจ การแต่งกายของพวกเ้าช่างเปิดเผยเนื้อหนังมากนัก ดังนั้นเ้าต้องใส่เพียงในนี้หรือจะใส่ก็ต้องใส่ให้ข้าดูคนเดียว"เซียวโม่ฉือมองดูการแต่งกายของนางอย่างพิจารณาถึงจะดูขัดตาแต่ก็ดูสวยงามเหมาะกับนางดี แต่ถึงจะรู้ว่ามันเป็อดีตแต่ในใจก็ยังกรุ่นๆเคืองๆอยู่ดี
"รู้แล้วๆข้าก็ไม่อยากเป็ตัวประหลาดหรอกนะ เลิกสนใจเื่ในอดีตเถอะ ข้ากำลังคิดว่าถ้าเข้าไปในสำนักยุทธ์แล้วข้าไม่อยากเป็ที่สนใจของผู้คนจะต้องทำอย่างไร"เพราะหนึ่งปีถึงจะมีคนจากดินแดนผู้บำเพ็ญตนลงมารับผู้ฝึกตนที่มีคุณสมบัติขึ้นไปในดินแดนผู้บำเพ็ญตน
"ก็ไม่ยากอะไรก่อนอื่นเ้าต้องปกปิดใบหน้าที่งดงามนี่เสียก่อน และในเมื่อเข้าสำนักยุทธ์ไปแล้วแน่นอนว่าทุกคนจะต้องเลือกกราบอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งเป็อาจารย์เ้าก็เลือกคนที่คนส่วนใหญ่ไม่เลือกก็แล้วกัน"เซียวโม่ฉือเอ่ยและยื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้ใบหน้าเล็กที่งดงามและจ้องมองด้วยสายตาลุ่มลึก
"แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนอีกอย่างใช่ว่าข้าเลือกอาจารย์ท่านนั้นแล้วเขาจะยอมรับข้าเป็ศิษย์หรือเปล่าก็ไม่รู้"อวิ๋นเฟยเฟิ่งหันหน้าหนีจากคนตัวใหญ่ทำเป็ไม่ใส่ใจแต่จริงๆแล้วใจเต้นแรงดังกองศึก
"เ้าบอกจะเข้าสำนักยุทธ์ฟ้าครามมิใช่หรือ ข้าให้คนไปสืบมาแล้วมีอยู่คนหนึ่งที่แต่ละปีไม่มีใครกราบเป็อาจารย์เลย เขาคือมู่ซงอวิ๋น"ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับอุ้มร่างบางขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดเอาไว้อยางเอาแต่ใจ
"เซียวโม่ฉือ ปล่อยข้าลงนะนั่งคุยกันดีๆก่อน"อวิ๋น เฟยเฟิ่งดิ้นขลุกขลักไปมาในอ้อมแขนของเขาแต่ก็จนปัญญาเมื่อเขาทำหูทวนลมหน้ามึนไม่ปล่อยจนนางเหนื่อยก็ได้แต่เลยตามเลย
"แล้วทำไมไม่มีใครเลือกเขาล่ะ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยถาม หรือเขาจะมีปัญหา
"เพราะว่าเขาเป็ตาแก่ขี้เมาวันๆเอาแต่ดื่มเหล้าและนอนไม่ค่อยสั่งสอนลูกศิษย์จึงไม่มีใครเลือก แต่เพราะเขามีพลังิญญายุทธ์อยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นกลางซึ่งหาได้ยากมากในแดนมนุษย์จึงยังคงอยู่ในสำนักได้โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยต่อว่า"เซียวโม่ฉือไหวไหล่ตอบ
"เช่นนั้นก็ดีนักงั้นข้าเลือกเขา ว่าแต่ด้วยระดับพลังิญญาจักรพรรดิขั้นกลางเขาสามารถไปอยู่ดินแดนเซียนได้ทำไมเขาต้องจมปลักอยู่แดนมนุษย์กัน"แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะนางไม่จำเป็ต้องฝึกอะไรมากมายในแดนมนุษย์หลีกเลี่ยงผู้คนจะดีที่สุด และด้วยพลังที่นับว่าสูงมากจึงแปลกใจว่าทำไมไม่ไปแดนเซียน
"ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง"บางทีอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ต้องหลีกเลี่ยงก็ได้
"ก็จริง ปล่อยข้าได้แล้วข้าจะไปดูหงหงข้างนอกหน่อย ประเดี๋ยวเราก็กลับแดนมนุษย์ได้แล้ว"ไม่รู้ว่าหงหงฝึกตนจนถึงขั้นไหนแล้วว่าแล้วอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ไม่รอให้เขาปล่อยนางก็หายตัวออกไปจากอ้อมกอดเซียวโม่ฉือไปโพล่งด้านนอกทันทีก่อนจะเดินไปดูหงหงเงียบๆ
เซียวโม่ฉือนั่งอยู่คนเดียวในห้องมองตามหลังคนตัวเล็กที่หายออกไปด้านนอกอย่างเ้าเล่ห์
อวิ๋นเฟยเฟิ่งกลับมาถึงจวนโดยที่เซียวโม่ฉือมาส่งและก็ไม่ยอมกลับั้แ่นางไปกับเขาวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ครึ่งเดือนมาแล้ว ตอนนี้นางมีพลังิญญายุทธ์ระดับเทวะขั้นต่ำและยังมีอาวุธจิติญญาระดับเทวะคือโซ่ิญญาสารพัดนึกเป็อาวุธคู่กาย แต่นางก็ต้องกดข่มพลังิญญายุทธ์เอาไว้ให้เหลือแค่แก่นแท้ขั้นกลางเท่านั้น
"เฟยเฟิ่งเ้ากลับมาเสียทีข้าเป็ห่วงเ้านัก"โจวจื่อซินเดินออกมาหน้าจวนพอดีก็เห็นอวิ๋นเฟยเฟิ่งกลับมาแล้วจึงเดินเข้าไปหาอย่างโล่งใจ นางนึกเป็กังวลว่าสหายของนางคนนี้หายไปนานเหลือเกินไม่ใช่แค่วันสองวันแต่เป็ครึ่งเดือน!เพราะนางนั้นถือว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งเป็ทั้งสหายและเป็ผู้มีพระคุณนางจึงมีความจริงใจอย่างแท้จริง
"จื่อซินข้ากลับมาแล้วขอโทษด้วยที่ทำให้เ้าเป็ห่วง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งจับมือโจวจื่อซินเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างรู้สึกผิดนิดๆนางก็ไม่นึกว่าจะไปนานขนาดนั้น ตอนนั้นนึกว่าไปแค่สี่ห้าวันก็คงกลับมาแล้ว
"แล้วนี่ใบหน้าเ้าทำไมถึงเป็เช่นนี้!ใครทำอะไรเ้า"โจวจื่อซินเมื่อมองดูใบหน้าของอวิ๋นเฟยเฟิ่งเต็มตาก็ต้องใเมื่อบนใบหน้าที่เคยงดงามเรียบเนียนมาบัดนี้มีรอยแผลเป็ขนาดหนึ่งนิ้วบนแก้มซ้าย แต่ก่อนที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งจะตอบก็มีเสียงะโมาแต่ไกล
"อะไรนะ!เฟยเฟิ่งเ้าเป็อะไรใครรังแกเ้าบอกข้ามา ข้าอู๋เหล่ยถึงจะไม่เก่งกาจอันใดแต่ก็ขอสู้จนตัวตาย!บอกข้ามาว่ามันเป็ใครถึงกล้าทำร้ายเ้า"อู๋เหล่ยที่ได้ยินเสียโจวจื่อซินพูดคุยกับใครสักคนจึงเดินออกมาจากห้องและทันได้ยินเข้าพอดีจึงวิ่งมาและะโมาด้วย เพราะเขาได้ให้สัญญากับพวกนางเอาไว้แล้วว่าจะดูแลปกป้องพวกนางเป็การตอบแทนลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น
"เอ่อ..พวกเ้าใจเย็นๆฟังข้าก่อนาแนี้เป็ของปลอม"อวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงกับปวดหัวกับความตื่นตระหนกของสหายถึงนางจะรู้จักกับพวกเขาได้ไม่นานแต่ก็รู้ว่าทั้งสองมีความจริงใจเพียงใด แผลปลอมนี้นางเห็นอยู่โต๊ะเครื่องแป้งเป็แผลปลอมที่นางนำมาจากกองถ่ายจึงเอามาใช้ซะเลย
"แผลปลอม?แล้วเหตุใดต้องทำแผลปลอมด้วยเล่า"อู๋เหล่ยถามอย่างสงสัยไม่ใช่ว่าสตรีทุกคนเห็นใบหน้าของตนเป็สิ่งล้ำค่าหรอกหรือเหตุใดอวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงอยากมีาแที่น่าเกลียดนี้บนใบหน้าที่งดงามของนาง
"นั่นซิเฟยเฟิ่งทำไมถึงต้องทำเช่นนี้ด้วย"โจวจื่อซินเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลของอวิ๋นเฟยเฟิ่งเช่นกันสตรีเช่นพวกนางใบหน้านับว่าสำคัญที่สุดไม่มีใครอยากมีแผลเป็ที่ใบหน้าเลยสักคนเห็นจะมีแต่สหายนางคนนี้
"ก็เพราะว่าใบหน้าข้าที่งดงามมากอย่างไรเล่าถึงได้ทำเช่นนี้จะได้เป็ที่น่ารังเกียจไม่น่าคบหา ข้าไม่อยากเป็ที่สนใจของใคร"อวิ๋นเฟยเฟิ่งตอบเพราะเมื่อเข้าไปในสำนักยุทธ์ฟ้าครามแล้วนางคงไม่ได้เจอกับโจวจื่อซินและอู๋เหล่ยอีกเพราะนางจะเลือกขี้เมาเป็อาจารย์ ดังนั้นพวกเขาสองคนควรเลือกอาจารย์ที่ดีกว่า
"เฟิ่งเอ๋อร์ข้าเหนื่อยแล้วอยากพักผ่อน"เซียวโม่ฉือที่ยื่นมองดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นเมื่อดูเหมือนว่าพวกเขามองไม่เห็นเขายืนอยู่ตรงนี้ด้วย
"เ้าเป็ใคร?"อู๋เหล่ยเมื่อมองไปเห็นบุรุษชุดแดงทั้งยังปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากสีดำกลิ่นอายน่าเกรงขามยืนกอดอกอยู่ด้านหลังอวิ๋นเฟยเฟิ่ง
"เฟยเฟิ่งเขาเป็ใครหรือ"โจวจื่อซินที่พอจะรู้ว่าเื้ัของอวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่ธรรมดาก็ไม่ได้แปลกใจมากนัก
"ข้าก็เป็สามีของนาง"เสียงเย็นเงียบขรึมเอ่ยและเดินเข้ามาใกล้อวิ๋นเฟยเฟิ่งก่อนจะรั้งเอวบางเข้ามากอด
"ห่ะ!อะไรนะ"อู๋เหล่ย
"สามี!"โจวจื่อซิน
ทั้งสองคนอุทานออกมาอย่างคาดไม่ถึง นี่เป็เื่ที่น่าใมากจริงๆพวกเขาไม่คิดว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งจะมีสามีแล้ว ดูจากท่าทางของเขาคงจะรักอวิ๋นเฟยเฟิ่งมากทีเดียว อีกอย่างพวกเขาไม่สามารถตรวจวัดระดับพลังิญญายุทธ์ของเขาได้เลย
"นี่คือโม่ฉือเป็สามีของข้าเอง เหนื่อยก็ไปนั่งกันเถอะ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยโดยไม่อธิบายอะไรมากเพราะพวกเขาไม่จำเป็ต้องรู้อีกไม่นานนางก็จะจากไปแล้ว เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาด้วย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับร่างสูง
"อะเอ่อยินดีที่ได้พบข้าโจวจื่อซิน"โจวจื่อซินเรียกสติกลับมาและแนะนำตัวถึงจะยังงงๆอยู่ก็ตามอันที่จริงเื่ของการแต่งงานไม่ได้จำกัดว่าจะเข้าสำนักยุทธ์ได้หรือไม่ได้ขอเพียงมีความสามารถก็สามารถเข้าร่วมสำนักได้
"ข้าอู๋เหล่ยยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน"อู๋เหล่ยเอ่ยเขาไม่ได้คิดอะไรมากเพราะการที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งจะมีสามีก็ไม่แปลกเพราะนางงดงามมากขนาดนี้ย่อมต้องมีคนหมายปอง มิน่าเล่านางถึงได้ปกปิดใบหน้าด้วยแผลปลอมเพื่อกันเหล่าบุรุษนี้เอง
"เื่การคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักมีประกาศกฎเกณฑ์อะไรออกมาหรือยัง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินไปนั่งลงโต๊ะกลมใต้ต้นไม้โดยมีเซียวโม่ฉือเดินกอดเอวไปนั่งด้วยและนั่งลงข้างกัน
"อืม ปีนี้ในแต่ละสำนักยุทธ์ออกกฎการคัดเลือกไม่เหมือนกันเนื่องจากว่าสำนักยุทธ์ฟ้าครามในแต่ละครั้งมีผู้ฝึกตนสมัครเป็จำนวนมากทางสำนักจึงประกาศว่าให้ผู้เข้าสอบคัดเลือกแต่ละคนแย่งชิงแผ่นป้ายของผู้เข้าสอบคนอื่นๆและเมื่อจบการทดสอบ ผู้ที่มีจำนวนแผ่นป้ายมากที่สุดจะถูกคัดเลือกให้เข้าสำนักยุทธ์และจะไล่เรียกลำดับตามจำนวนแผ่นป้ายที่ได้ลงไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบจำนวนคนที่ทางสำนักยุทธ์้า แน่นอนว่าจำนวนที่เปิดรับนั้นมีจำนวนจำกัด"โจวจื่อซินบอกกฎการคัดเลือก
"ว่ากันว่าภายในสำนักฟ้าครามมีป่าลึกลับอยู่แห่งหนึ่งถือเป็เขตต้องห้ามสำหรับเหล่าลูกศิษย์หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปและปีนี้ก็จะใช้ป่าลึกลับดังกล่าวเป็สถานที่สอบคัดเลือก"อู๋เหล่ยเสริมถือว่าการสมัครคัดเลือกปีนี้อันตรายมากกว่าทุกปี
"โดยแต่ละคนจะถูกส่งเข้าไปแบบสุ่มสถานที่ นั่นคือจะไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะไปปรากฏตัวยังจุดไหนและหลังจากเข้าไปแล้วทุกคนจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ซึ่งก็หมายความว่านี่จะต้องขึ้นอยู่กับโชคของผู้เข้าคัดเลือกด้วยว่าจะถูกสุ่มไปปรากฏตัวใกล้ๆกับสหายหรือศัตรู"โจวจื่อซินอธิบายต่อ
กล่าวได้ว่าการสอบในปีนี้เข้มข้นและยากกว่าปีก่อนๆมาก อีกทั้งยังต้องพึ่งพาโชควาสนาของตนเองสูง หากโชคดีแม้ว่าฝีมือจะไม่ได้สูงส่งก็อาจจะผ่านการคัดเลือกได้ ในทางกลับกันแม้ว่าจะมีฝีมือสูงส่งแต่ถ้าโชคร้ายถูกผู้เข้าคัดเลือกคนอื่นๆรุมเล่นงานระหว่างการสอบก็มีสิทธิ์สอบตกได้
"แบบนี้ก็ดีเป็วิธีที่รวดเร็วไม่ยุ่งยาก สรุปง่ายๆคือตรวจวัดระดับพลังิญญายุทธ์เมื่อผ่านก็จะได้รับแผ่นป้ายจากนั้นก็จะถูกส่งตัวเข้าไปในป่าลึกลับเพื่อแย่งชิงแผ่นป้ายยิ่งมากยิ่งดี"อวิ๋นเฟยเฟิ่งพยักหน้าเข้าใจกับคำบอกเล่าของทั้งสองคนโดยมีเซียวโม่ฉือนั่งฟังเงียบๆแต่มือไม้อยู่ไม่สุขจับผมเงางามนุ่มมือเล่นโดยไม่สนสายตาใคร
"เ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว"อู๋เหล่ยตอบอวิ๋นเฟยเฟิ่งแต่สายตากลับลอบมองสามีของนางตามความคิดของเขาสามีของนางคงรักนางมากจริงๆดูจากสายตาและการกระทำแล้วต้องบอกเลยว่าคลั่งไคล้เลยทีเดียว
ตอนนี้ในเมืองต่างคึกคักแต่ละคนต่างพูดถึงการคัดเลือกศิษย์ของสำนักยุทธ์ที่ตนจะไปสมัครผู้เข้าสอบทุกคนต่างมีความกระตือรือร้นกันมากตอนนี้บรรยากาศก่อนการคัดเลือกจะเริ่มต้นก็ได้ร้อนระอุขึ้นมาแล้ว