หลังฟางรุ่ยแยกตัวออกจากกองทัพ เขาก็ดักซุ่มอยู่ใกล้ทางหลวง
เขารับภารกิจสำคัญประการที่สอง นั่นคือหาโอกาสปล่อยข่าวเื่อ๋องกานหลิงถูกแย่งชิงตัวไป เพื่อดูว่าพวกฏจะรวบรวมกำลังพลมาไล่ล่าหรือไม่
หลังจากซุ่มรออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดฟางรุ่ยก็เห็นทหารโพกผ้าเหลืองกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนห้าคน เดินผ่านหน้าไป
ในบริเวณนี้ มีทหารโพกผ้าเหลืองกระจายตัวอยู่ทั่ว เดิมทีพวกเขาก็คือชาวนาที่ลุกฮือขึ้นก่อฏ กระจายตัวอยู่วงกว้าง มักจะลาดตระเวนอยู่รอบเมืองกว่างจง ทำหน้าที่เป็ทหารสอดแนม เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารราชสำนักเข้าใกล้
“พี่น้องทั้งหลาย เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
ฟางรุ่ยพุ่งออกจากพุ่มไม้
คนทั้งห้าใอย่างยิ่ง พอหันกลับมาเห็นว่าเป็คนกันเอง จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หนึ่งในนั้นเอ่ยถามว่า “เกิดเื่อันใดขึ้น?”
“อ๋องกานหลิงหลิวจง...”
ฟางรุ่ยเดินเข้าไปหาอย่างเร่งรีบ ยามเข้าใกล้ตัว โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เขาก็ชักดาบออกมากระหน่ำฟัน สังหารคนที่เพิ่งเอ่ยปากไปทันที
อีกสี่คนที่เหลือเห็นฟางรุ่ยลงมือสังหารคนกะทันหัน ก็ตกตะลึงไปชั่วครู่ แต่เพียงครู่เดียว ฟางรุ่ยก็สังหารไปได้อีกคน
สามคนที่เหลือ ในที่สุดก็ตั้งสติได้ว่า คนผู้นี้ไม่ใช่พวกเดียวกัน แต่เป็ศัตรู!
ทว่ายามนี้คิดจะตอบโต้ ก็สายไปเสียแล้ว
ฟางรุ่ยผ่านศึกาอันโหดร้ายมาแล้ว สามารถลุยศึกร่วมกับหยางเจาบุกเข้าสู่ทัพหลังของเตียวเหลียงแล้วยังรอดชีวิตออกมาได้ ย่อมมีความสามารถอยู่พอตัว เพียงไม่นานก็สังหารทั้งห้าคนจนหมดสิ้น
การสู้หนึ่งต่อห้า สิ่งที่เขาต้องแลกคือไหล่ซ้ายถูกฟันไปหนึ่งแผล เจ็บจนต้องขมวดคิ้วมุ่น โชคดีที่แผลไม่ลึกนัก หลังจากพันแผลอย่างง่าย ๆ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก หมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปทางทหารโพกผ้าเหลืองกลุ่มที่คุมตัวรถนักโทษเมื่อครู่
“แย่แล้ว เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
ฟางรุ่ยเดินไปถึงจุดนั้น แล้วะโเสียงดัง
เห็นทหารกว่าสองพันนายกำลังหยุดพักรอทัพหลัง
จู่ ๆ พวกเขาก็เห็นทหารโพกผ้าเหลืองที่มีคราบเืติดตัว และได้รับาเ็เดินเข้ามาอย่างลนลาน ผู้นำจึงรีบสั่งให้ทุกคนตั้งแนวระวังภัย แล้วเอ่ยถามว่า “เกิดเื่อันใดขึ้น?”
ฟางรุ่ยเอ่ยทั้งที่ยังหอบหายใจ “เมื่อครู่พวกเราเห็นรถนักโทษคันหนึ่ง จึงเข้าไปสอบถามดู อีกฝ่ายบอกว่าเป็องครักษ์ของท่านต้าเสียนเหลียงซือ จะคุมตัวอ๋องกานหลิงหลิวจงกลับเมืองกว่างจง จึงให้พวกเราเปิดทาง พวกเราให้อีกฝ่ายแสดงหลักฐานยืนยันตัวตน แต่พวกเขาปฏิเสธแล้วลงมือสังหารคนทันที ข้าถูกฟันไปแผลหนึ่ง กัดฟันหนีรอดมาได้...”
“แย่แล้ว!”
ยังไม่ทันที่ฟางรุ่ยจะกล่าวจบ ผู้นำก็ใจนร่างสั่นสะท้าน
รถนักโทษ… อ๋องกานหลิงหลิวจง…
นั่นมิใช่คนที่พวกตนเพิ่งส่งมอบให้ไปหรอกหรือ!
คนห้าร้อยกว่านายนั้น ไม่ใช่องครักษ์ของท่านต้าเสียนเหลียงซือ แต่เป็ทหารราชสำนักปลอมตัวมา!
ผู้นำพลันนึกถึงจุดนี้ได้ทันที ร้องสั่งการเสียงดังว่า “เ้ารีบนำทางไปเร็ว!”
พวกเขากลับไปยังจุดที่ฟางรุ่ยสังหารคนเมื่อครู่
ศพห้าร่างยังคงนอนอยู่บนพื้น ราวกับเป็หลักฐานยืนยันว่าฟางรุ่ยไม่ได้โกหก
“รีบไปหา!”
ผู้นำลนลานอย่างยิ่ง เขารู้สึกว่าตนเองกำลังจะซวยแล้ว
หากไม่อยากตาย ก็ต้องหาตัวหลิวจงกลับมาให้ได้เพื่อไถ่โทษ
ครู่ต่อมา มีคนวิ่งกลับมารายงานว่า “ท่านแม่ทัพ พวกเราพบรถนักโทษว่างเปล่าคันหนึ่งขอรับ!”
“นำทางไป!” ผู้นำร้องสั่ง
ชั่วครู่ต่อมา พวกเขาก็มาถึงจุดที่รถนักโทษจอดอยู่
เป็รถนักโทษที่พวกตนส่งมอบไปจริง ๆ ผู้นำแทบจะกระอักเืออกมา
ภารกิจของฟางรุ่ยเสร็จสิ้นแล้ว ตอนที่คนพวกนั้นกำลังลนลาน เขาก็แอบผละตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ เดินเข้าป่าเขาถิ่นกานดาร มุ่งหน้าลงใต้ไปสมทบกับพวกหยางเจา
ข่าวเื่หลิวจงถูกแย่งชิงตัวไป แพร่สะพัดไปถึงหูของทหารโพกผ้าเหลืองทุกคนอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะทหารโพกผ้าเหลืองที่บุกตีเมืองกานหลิง ต่างรีบรายงานข่าวขึ้นไป้า จากนั้นทหารฏที่กระจายตัวอยู่รอบเมืองกว่างจงก็เริ่มมารวมตัวกัน เพื่อดักสังหารพวกของหยางเจา
ยามนี้ หยางเจานำตัวอ๋องกานหลิงหลิวจง หนีมาถึงทางตอนใต้ของเมืองก่วนเถาแล้ว
เมืองก่วนเถาขึ้นกับเมืองหยางผิงจวิ้น
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองกว่างผิง แต่เมืองหยางผิงจวิ้นทั้งเมืองได้พ่ายแพ้ตกเป็ของศัตรูนานแล้ว อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกฏ พวกเขาจึงต้องซุ่มซ่อนตัวอย่างระมัดระวังยิ่ง
หลบหนีมาถึงที่นี่จนแน่ใจว่าด้านหลังไม่มีทหารไล่ล่า หยางเจาก็สั่งให้ทุกคนหยุดพักผ่อน การพาอ๋องกานหลิงกลับมาได้โดยไม่มีใครเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว ถือเป็ชัยชนะครั้งใหญ่ของพวกเขา
ยามนี้สิ่งที่หยางเจาเป็กังวลที่สุด คือฟางรุ่ยที่ออกไปเสี่ยงภัยทางทิศเหนือ ไม่รู้ว่าเป็อย่างไรบ้าง แต่ข่าวสารคงลามไปทั่วแล้ว ทำได้เพียงรอคอยเขากลับมา
ั้แ่กลางวัน จนกระทั่งตกดึก
ในที่สุดฟางรุ่ยก็ติดตามมาจนทัน ทุกคนที่รอคอยอยู่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไม่เป็ไรใช่หรือไม่?” หยางเจาเอ่ยถาม
ฟางรุ่ยส่ายหน้า “ไม่เป็ไรขอรับ แค่ถูกฟันไปหนึ่งแผล”
หลิวจงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หยางซือหม่า น้องชายผู้นี้ออกไปทำสิ่งใดหรือ?”
หากเป็ในอดีต เชื้อพระวงศ์อย่างเขาไม่มีทางเรียกสามัญชนว่าน้องชายแน่ ยามนี้เขาต้องพึ่งพาอาศัยทหารเหล่านี้ในการเอาชีวิตรอด จึงจำต้องเอ่ยปากอย่างสุภาพ
“ไปดึงความสนใจของพวกโจรโพกผ้าเหลืองกลุ่มอื่น เพื่อช่วยให้ท่านอ๋องหลบหนีขอรับ” หยางเจาแต่งเหตุผลตอบไปเรื่อย
หลิวจงเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจพลางลุกขึ้นยืน “น้องชายผู้นี้มีนามว่าอะไร? เมื่อถึงลั่วหยาง ข้าจะกราบทูลขอความดีความชอบให้เ้าด้วย!”
ฟางรุ่ย “...”
ทุกคนต่างรู้ดีว่า เื่กราบทูลขอความดีความชอบก็แค่คำพูดส่งเดช ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
แต่อีกฝ่ายอย่างไรก็เป็ถึงท่านอ๋อง จึงไม่อาจเมินเฉยได้ หยางเจาและฟางรุ่ยเลยพูดกลบเกลื่อนผ่านไป
หลิวจงเอ่ยถามอีกว่า “พวกเราจะไม่เดินทางต่อหรือ?”
เขากลัวตายอย่างยิ่ง อยากจะหลบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ยามนี้เป็เวลากลางคืน พวกเราไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง ยากจะเดินทางต่อได้ พรุ่งนี้เช้าจะมีคนมารับตัว ท่านอ๋องโปรดวางใจพักผ่อนเถิดขอรับ”
คำพูดของหยางเจาช่วยให้หลิวจงวางใจลงได้
…
ณ ค่ายทหารของราชสำนัก
บริเวณลานซ้อมรบ
โลติดรวบรวมยอดฝีมือจากทัพเหนือห้าค่าย ตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ
แม้หยางเจาจะยังไม่ได้ส่งข่าวกลับมา แต่ทหารสอดแนมที่พวกเขาส่งออกไป ได้สืบทราบถึงความระส่ำระสายของพวกฏแล้ว จึงคาดเดาได้ว่าหยางเจาทำสำเร็จ และช่วยอ๋องกานหลิงมาได้อย่างราบรื่น
“ติงมู่ เสิ่นเจี๋ย พวกเ้าจงนำค่ายถุนฉี*[1] และค่ายเยว่ฉี*[2] ออกจากค่ายทหารมุ่งหน้าขึ้นเหนือในเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ เพื่อไปรับตัวหยางซือหม่าและอ๋องกานหลิง”
“หลังจากพวกเ้าออกจากค่ายไป หากพบว่าค่ายของพวกฏมีความเคลื่อนไหว คิดจะยกทัพมาบุกตีค่ายใหญ่ของพวกเรา ก็ให้แบ่งกำลังจากค่ายถุนฉีสองพันนายไปสมทบกับหยางซือหม่า ส่วนคนที่เหลือให้เปลี่ยนทิศทางบุกไปยังค่ายของฏ แล้วจุดไฟเผาค่ายเสีย”
“พอพวกโจรขบถรู้ว่าค่ายถูกลอบโจมตี ย่อมถอยทัพกลับไปป้องกัน พวกเ้าจงตั้งกำลังดักซุ่มโจมตี เมื่อทำลายศัตรูจนระส่ำระสายแล้วให้รีบถอนกำลังทันที ห้ามรบยืดเยื้อ”
“หากค่ายของพวกฏไม่มีความเคลื่อนไหว ก็นำตัวอ๋องกานหลิงกลับมาเท่านั้น”
“อีกสามค่ายที่เหลือ ให้ประจำการอยู่ที่ค่ายใหญ่ พรุ่งนี้พวกโจรขบถอาจจะยกทัพมาบุก ร่วมกันปักหลักรักษาค่ายเอาไว้”
โลติดออกคำสั่ง
เขาปรับเปลี่ยนแผนการเล็กน้อย โดยส่งกำลังไปสองค่าย แทนที่จะเป็ค่ายเดียวตามที่หยางเจาเสนอในตอนแรก
“น้อมรับคำสั่งขอรับ!”
เซี่ยวเว่ย*[3] แห่งทัพเหนือห้าค่ายขานรับพร้อมกัน
เมื่อแผนการของหยางเจาเริ่มดำเนินการ กองทัพทั้งหมดก็ถูกปลุกระดมขึ้นทันที
“อาจารย์ แล้วพวกข้าเล่าขอรับ?”
เล่าปี่เข้าร่วมการปราบปรามฏ ไม่ใช่เพียงเพื่อรับใช้แผ่นดิน แต่ยังเพื่อเส้นทางในอนาคตของตนเอง เขาไม่อยากอยู่อย่างไร้ตัวตนในค่ายทหาร
โลติดครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “เสวียนเต๋อมีความคิดเห็นเช่นไร?”
เล่าปี่ประสานมือกล่าว “ศิษย์อยากจะไปรับตัวอ๋องกานหลิงด้วยขอรับ ขออาจารย์โปรดอนุญาต!”
ตัวเขาก็เป็เชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกับอ๋องกานหลิง การไปรับตัวย่อมได้แบ่งความดีความชอบในการช่วยชีวิตเชื้อพระวงศ์ การที่เชื้อพระวงศ์ช่วยเชื้อพระวงศ์ ไม่แน่ว่าอาจได้รับความสำคัญจากราชสำนัก ทั้งยังไม่ต้องปะทะกับกำลังหลักของพวกฏโดยตรง ถือเป็เื่ปลอดภัยแน่นอน
โลติดพิจารณาครู่หนึ่ง ก็ตอบรับว่า “ได้ แต่ในกองทัพของพวกเราไม่มีม้าศึกมากเพียงพอ คงต้องลำบากพวกเ้าเดินเท้าตามไป”
เดินเท้าก็เดินเท้า เล่าปี่รู้สึกว่าตนเองอาจจะพบตัวอ๋องกานหลิงได้ไวยิ่งกว่าค่ายถุนฉีเสียอีก หรือจะเร่งเดินทางคืนนี้เลยดี ออกเดินทางล่วงหน้า จะได้ไม่โดนค่ายถุนฉีแบ่งความดีความชอบไป
“ศิษย์น้อมรับคำสั่ง!” เล่าปี่โค้งกายกล่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
[1] ค่ายถุนฉี เป็หนึ่งในกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวง (ทัพเหนือห้าค่าย) เป็กองทหารม้าหนักชั้นยอด
[2] ค่ายเยว่ฉี เป็หนึ่งในกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวง (ทัพเหนือห้าค่าย) เป็กองทหารม้าเบาคล่องตัว
[3] เซี่ยวเว่ย เป็ตำแหน่งนายทหารระดับผู้บังคับการกองพันในกองทัพจีนโบราณ