
ตอนที่ 9
เมื่อปีวรากำลังจะก้าวขาลงบนเรือเร็วเสียงของสูรย์ก็ะโดังไล่มาตามหลังพร้อมกับเ้าของเสียงก้าวยาวๆกึ่งเดินกึ่งวิ่ง มาอย่างรวดเร็ว
“รอพี่ด้วยสิปี”
ปีวราขยับปีกหมวกที่บังเสี้ยวหน้าขึ้นมองผ่านแว่นกันแดดไปยังร่างของชายหนุ่ม ผู้สวมเพียงเสื้อกล้ามกับกางเกงขาก๊วยซึ่งถือโอกาสยามนั้น ก้าวตามขึ้นเรือมาหน้าตาเฉย
เธอจึงยกมือขึ้นเหมือนจะผลักเขา “นี่คุณจะไปไหนฉันจะให้นายเกลี้ยงส่งฉันไปขึ้นฝั่ง...ส่วนคุณยังต้องอยู่เรียนรู้งานกับนายดำต่อไม่ใช่เหรอ”
“พี่ก็มีธุระบนฝั่งเหมือนกันนี่ครับจะได้ให้นายเกลี้ยงไปส่งพร้อมๆกันซะทีเดียว”
หญิงสาวจงใจเพ่งไปที่ร่างกายเขา “จะไปในเมืองทั้งที่แต่งตัวแบบนี้น่ะเหรอ”
เขายักไหล่ “ก็ใช่สิครับเขามีกฎหมายห้ามคนใส่เสื้อกล้าม นุ่งกางเกงชาวเลขึ้นไปเดินเพ่นพ่านด้วยหรือไง”
“คุณนี่มัน...”
เธออยากจะกล่าววาจาเผ็ดร้อนกลับไปแต่เมื่อรู้ว่าแดดยามบ่ายมันยังคงแรงไม่ใช่เล่น ทั้งร้อน ทั้งเหนียวตัวจึงได้แต่เมินหน้าหนี แล้วปล่อยให้นายเกลี้ยงออกเรือโดยที่ลอบสังเกตเห็นชายหนุ่มแกล้งตีหน้ายียวนใส่เป็ระยะ ทำเป็ทองไม่รู้ร้อน
เพียงครึ่งชั่วโมงเรือเร็วลำสีขาว ซึ่งเป็พาหนะประจำครอบครัวสมบูรณ์พูนผล ก็ขับมาจอดเทียบท่าสูรย์ก้าวเร็วกว่า เป็ฝ่ายปีนขึ้นไปบนสะพานคอนกรีต แล้วก็หันกลับมา ย่อตัวยื่นแขนซ้ายไปยังผู้ที่กำลังรอจะก้าวขึ้นฝั่ง
“ทำไมฉันต้องจับมือคุณด้วยแค่นี้ฉันก็ปีนได้”
แต่แล้วเธอก็ต้องเสียคำพูดเมื่อคลื่นทะเลม้วนตัวเบาๆผ่านใต้ท้องเรือ ในจังหวะที่เธอไม่ได้ทรงตัวให้ยืนมั่นดังนั้นสภาพโคลงเคลงของเรือ บวกกับลมทะเลที่พัดกระโชกจึงทำให้เธอต้องคว้าไขว่หาที่จับ มือข้างหนึ่งรวบเข้าปีกหมวกกันปลิวร่วงแต่มืออีกข้างนั้นกลับยึดเหนี่ยวอุ้งมือแข็งแรงของผู้หวังดีอย่างอัตโนมัติ
เธอจึงปล่อยเลยตามเลยก้าวขึ้นฝั่งตามแรงดึงของเขา
“ปีจะไปไหน...ให้พี่ไปเป็เพื่อนไหม”
เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเธอหันไปขอบใจนายเกลี้ยง จนเรือเร็วแล่นออกจากฝั่งไปแล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะทำเป็เฉยชาปั้นปึ่งใส่
“ไหนคุณว่ามีธุระคุณก็ไปทำธุระของคุณสิ...เพราะว่าฉันมีธุระของฉันซึ่งไม่มีความจำเป็ที่จะต้องมีใครติดตาม”
หญิงสาวไม่สนใจว่าเขาจะว่ากระไรกลับเดินจ้ำอ้าว ไปถึงริมถนน แล้วเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง บอกจุดหมายปลายทาง
เมื่อรถกำลังออกตัวเธอเหลียวกลับไปยังจุดที่เขาน่าจะยืนอยู่แต่ก็ไม่พบ...ไม่รู้เหมือนกันว่ารู้สึกเช่นไรที่ไม่เห็นเขาตามมาอย่างที่ออกปากแต่แรก
รถมอเตอร์ไซค์ขี่ลัดเลาะจากถนนเลียบทะเลเข้าซอยเล็กๆซึ่งตัดไปโผล่ที่ถนนใหญ่ วิ่งไปอีกไม่ไกลก็ถึงจุดหมาย คือห้างสรรพสินค้าขนาดกลางซึ่งมีสิ่งที่เธอ้า
ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งที่เป็นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่หญิงสาวจ่ายเงินให้กับคนขับมอเตอร์ไซค์เรียบร้อย ยืนอยู่ด้านหน้าอีกครู่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าสูรย์จะตามมา จึงเดินผ่านประตูเลื่อนกระจกใส แล้วตรงไปยังร้านขายโทรศัพท์
เธอตั้งใจมาซื้อเครื่องใหม่หลังจากวันก่อนมันพังไม่เหลือชิ้นส่วนประกอบได้ตามเดิมเมื่อเลือกรุ่นที่ถูกใจจากคำแนะนำของคนขายสินค้าเรียบร้อย เธอจึงเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบซิมโทรศัพท์หมายเลขเดิมมาใส่
ปรากฏว่าเมื่อเปิดหน้าจอปุ๊บมีหมายเลขเรียกเข้าค้างอยู่หลายสาย เธอจึงกดไล่ดู...ในจำนวนนั้น มีเบอร์ของเหมือนแพรอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่มากเท่ากับสายจากเพื่อนชาย
เธอควักเงินจ่ายค่าสินค้าแล้วรีบเดินไปยังมุมที่คิดว่าพอจะเป็ส่วนตัว ต่อสายหาเ้าของเบอร์แล้วคุยได้สะดวกใจ จึงเลือกเดินเข้าไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็มุมสงบ
เธอกดหาเหมือนแพรก่อน...แต่ปลายสายไม่รับ
จึงลองกดหายชญ์เพื่อนชายผู้อยู่กับเธอใน่วินาทีสุดท้ายที่พอจะจำได้ตอนอยู่ในงานแต่ง่กลางคืน ซึ่งเธอมีคำถามอยู่หลายประการอยากจะเลียบเคียงถามให้กระจ่างแก่ใจ
เมื่อต่อสายออกไป...เป็จังหวะเดียวกับที่เ้าของเบอร์โทร.สวนกลับเข้ามาพอดี ทันทีที่ได้ยินเสียงกันและกันยชญ์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็ห่วง
“ปี...ปีหายไปไหนมาทำไมถึงปิดเครื่องตลอดตั้งหลายวัน ติดต่อไม่ได้ ผมโทร.หาตั้งไม่รู้กี่สายโทร.ทุกวันนับร้อยๆครั้ง ั้แ่คืนแต่งงาน ปีรู้ไหมว่าผมเป็ห่วงมากขนาดไหน...”
เขาคงจะพูดยืดยาวกว่านี้ถ้าเธอไม่รีบตัดบทขึ้น “ใจเย็นๆค่ะ ปีกลับมาถึงบ้านแล้ว...ยชญ์ค่อยๆพูดก็ได้ พอดีโทรศัพท์ของปีพังเพิ่งจะมีโอกาสเข้ามาซื้อในเมือง พอเห็นเบอร์ของยชญ์ ปีก็รีบโทร.หา”
เธอได้ยินเสียงเขาถอนหายใจลอดผ่านจนดังชัดเจนเขาแสดงความวิตกออกมาทางคำพูดอีกเป็ชุด โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าความกังวลที่เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนนั้นมันมีข้อเท็จจริงบางสิ่งที่เขากลัวจะถูกเปิดเผย
“ผมกลัวว่าปีจะเป็อะไรไปคืนนั้นทั้งคืน ผมตามหาตัวให้ควัก ติดต่อทางโรงแรมแล้ว แต่ก็ไม่พบ ผมเป็ห่วงปีนะ...”
ยชญ์กำลังจะถามว่าตอนนี้หญิงสาวอยู่ที่ไหนเขาอยากจะมาพบ แต่ว่าตอนนี้ผู้ฟังกลับถูกใครบางคนเบนความสนใจไปนอกตัวร้านเสียแล้วเมื่อสายตาของเธอกระทบเข้ากับชายสูงวัยผู้เป็ประมุขของบ้านเดินผ่านหน้าร้านไปพร้อมกับผู้หญิง
แน่ล่ะ ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คุณนายใหญ่ ผู้วางมาดสมคำเรียกขานมิเช่นนั้นจะต้องเดินนำหน้าสามีไปหนึ่งก้าว และไม่ใช่แม่ของเธอ ผู้ที่อ่อนโยนซึ่งมีความเป็ไปได้ ที่จะเดินรั้งท้ายราวกับสามีเป็นาย ตนเองเป็ผู้รับใช้
ทว่าผู้หญิงที่เธอเห็นกลับเดินเคลียคลอ พะเน้าพะนอราวกับคู่รัก!
ปีวราลุกพรวดจากเก้าอี้โดยที่ยังไม่ทันได้สั่งเครื่องดื่ม ก้าวผ่านประตูร้านออกไปเห็นด้านหลังของนายหัวกับผู้หญิงคนนั้น กำลังจะเดินผ่านประตูด้านหน้าของห้างฯ
เธอจึงเร่งฝีเท้าสายตามุ่งจับไปยังคนคู่นั้นโดยมิได้สังเกตสังกาว่าเธอเองก็อยู่ในสายตาของใครอีกคนมาตลอดทาง ั้แ่เข้ามาข้างในนี้
แล้วเธอก็ต้องชะงักเท้ากลางคันเมื่อถูกมือของเขารั้งเข้าที่ต้นแขนจนต้องหันขวับเมื่อเห็นว่าคนที่ขัดจังหวะเป็ใคร ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดมากขึ้น
“ใจคอคิดจะมาเดินชอปปิ้งตากแอร์สบายอยู่คนเดียวไม่ชวนพี่สักคำเลยนะครับ”
.......................................................