ตอนที่1 อะไรกันเนี่ย?!
โจวหนิงอันกระชับผ้าห่มคลุมกายแน่นขึ้นด้วยรู้สึกว่าอากาศเย็นผิดปกติเหมือนอยู่ในห้องแอร์ที่เปิดอุณหภูมิเย็นฉ่ำ ทั้งคิดว่าตนไม่ได้สวมชุดนอนหรืออย่างไรพลันฉุกคิดขึ้นมาได้เพราะไม่เคยนอนในห้องแอร์ แล้วยังไม่รู้สึกเ็ปร่างกายอย่างควรจะเป็อีกด้วย
เอ๊ะ!ฉันะโตึกประชดชีวิตไปแล้วไม่ใช่เหรอ?! ฉันควรจะตายไปแล้วนี่! แต่ฉันมานอนบนเตียงได้ไง?!
หญิงสาวร่างเปลือยกายซุกตัวอยู่ในผ้าห่มสีขาวสลัดอาการมึนหัวและผ้าห่มออกจากตัวทันทีหัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่นต่อภาพที่จะมองเห็นต่อไป ก่อนหรี่ตาผุดลุกขึ้นนั่ง พลันเจ็บแปล๊บกลางกายสาวราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรักอันดุเดือดมาหมาดๆ
เดี๋ยวนะ! นี่ฉันนอนกับใครไปล่ะเนี่ย?!
หญิงสาวผู้แบกรับสมญานามตัวซวยั้แ่แรกเกิดหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมถึงแม้ชาติก่อนไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใคร แต่เธออ่านหนังสือและเสพสื่อมากพอจนเข้าใจได้ทันทีเมื่อเหลือบเห็นว่าคราบน้ำสีขาวขุ่นบนเนินสาวและกลิ่นคาวบนเตียงหมายถึงอะไร
โจวหนิงอันกุมศีรษะด้วยไม่คาดคิดว่ามีโอกาสเกิดใหม่ทั้งทีจะโชคร้ายขนาดนี้พลันควานหาปลั๊กไฟด้วยอยากรู้ว่าวันนี้เป็วันที่เท่าไหร่เนื่องจากชาติก่อนไม่เคยมีเื่เหล่านี้เกิดขึ้นจนกระทั่งเธอเสียชีวิต
ครั้นเปิดปุ่มไฟกลางห้องสำเร็จเธอกวาดตาสำรวจรอบตัวด้วยความอยากรู้ก่อน พอเห็นว่าอยู่ในห้องพักอันหรูหราเกินคาดหมายพลางกระพริบตาปริบอย่างไม่เชื่อสายตาแล้วฝืนความเ็ปเอี้ยวตัวนำกระเป๋าถือใบเล็กออกมาเปิดดูโทรศัพท์
“วันที่ยี่สิบแปดมกราคมปีคริสต์ศักราชสองพันสิบสี่ วันนี้ฉันมาร่วมงานเลี้ยงรุ่นนี่นาไม่ใช่งานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทหรอกเหรอ?!”
หญิงสาวพึมพำหัวใจเต้นแรงด้วยความยินดีเพราะนึกไม่ถึงว่าตนจะย้อนกลับมาเกิดใหม่ในวันจัดงานเลี้ยงรุ่นทำให้เธอมีโอกาสแก้ไขอดีตได้อีกมาก พลันมึนศีรษะตาพร่ามัวทันใดจนต้องหลับตาลงครู่หนึ่งพลางคิดว่าคงเกิดจากการดื่มไวน์ในงานเลี้ยงรุ่นมากเกินไป
ในตอนนี้เธอละความสนใจเื่การสูญเสียความบริสุทธิ์ไปก่อนเนื่องจากไม่พบหลักฐานหรือสิ่งของใดใช้ระบุตัวตนคนแปลกหน้าได้พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะไม่คิดว่าเกิดใหม่แล้วจะต้องสูญเสียบางสิ่งชดเชยกัน
โจวหนิงอันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกโดยไม่สนใจอากาศหนาวเย็นอีกพอคิดจะลืมตาสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวอีกครั้ง พลันตาเบิกกว้างตื่นตระหนกเพราะไม่คิดว่าดวงตาจะมองเห็นทุกสิ่งในห้องมีรัศมีแผ่ออกมาหลากสีปะปนกันมีทั้งสีขาว สีชมพู สีแดง สีแสด สีเหลือง และสีเขียว
หญิงสาวกระพริบตาถี่อีกสองครั้งด้วยความงุนงงพลันพบว่ารัศมีทั้งหลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอทดสอบอีกครั้งด้วยการหลับตานิ่งแล้วกระพริบตาปริบครั้งเดียวก่อนลืมตามองรอบตัว พลันมองเห็นทุกสิ่งมีรัศมีหลากสีแผ่ออกมาอีกเช่นเคย
“นี่ฉันเป็อะไร.....หรือว่า?!”
โจวหนิงอันพึมพำหัวใจเต้นกระหน่ำอีกครั้งเธอเคยอ่านนวนิยายเกิดใหม่หลายเื่ พลางนึกถึงเื่ราวเ่าั้เมื่อตัวเอกของเื่เกิดใหม่แล้วมีทักษะลับจาก์มอบให้เป็การชดเชย
“จะต้องเป็อย่างนั้นแน่ๆ แบบนี้ฉันก็มีไพ่ลับไว้หาเงินแล้วนั่นซี”
หญิงสาวพึมพำด้วยความยินดีเพราะตั้งใจเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้พ้นจากคำว่าตัวซวยเสียทีจากนั้นหมุนตัวหย่อนขาลงจากเตียงแล้วหยิบเสื้อผ้าบนพื้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว ทั้งไม่คิดสนใจอาการเจ็บแปล๊บบริเวณอวัยวะสำคัญของเพศหญิงอีกแต่้าไปตรวจสอบบางสิ่งด้วยความอยากรู้
อนึ่งชาติก่อนเธอทำงานเป็ผู้ช่วยนักออกแบบบรรจุภัณฑ์และวิจัยวัสดุภัณฑ์จึงรู้ว่าเครื่องประดับหรือเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายทำมาจากวัสดุอะไรและมีมูลค่ามากน้อยเท่าใด
เมื่อกวาดตาสำรวจสิ่งของในห้องพักหรูแห่งนี้แล้วเธอพบสิ่งของเพียงอย่างเดียวมีสีเขียว ขณะสิ่งของอย่างอื่นมีหลากสีแต่ประเมินแล้วมีมูลค่าต่ำกว่าของสีเขียวแน่นอนด้วยอยากรู้ว่าสิ่งของสีเขียวซึ่งถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดในตำแหน่งอันคาดไม่ถึงนั้นมันคือสิ่งใดกันแน่?!
ด้วยความอยากรู้และ้าแก้ไขอดีตไมให้เสียชีวิตอนาถเหมือนเดิมโจวหนิงอันฝืนร่างกายเดินไปยังกรอบรูปทิวทัศน์ูเาโบราณติดผนัง พลางลากเก้าอี้ใกล้ตัวมายืน้าแล้วเขย่งตัวนำบางสิ่งอันมีรัศมีสีเขียวแผ่ออกมาซึ่งถูกซ่อนไว้ด้านหลังกรอบรูปพอหยิบได้แล้วเธอนำออกมาเปิดดู พลันเห็นว่ามีบางสิ่งถูกห่อผ้าด้วยผ้าเช็ดหน้าผู้ชายไว้อย่างมิดชิด
ครั้นหญิงสาวคลี่ห่อผ้าสีน้ำเงินเข้มออกด้วยหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเธอตาโตประหลาดใจเนื่องจากภายในเป็กล่องทรงกลมรียาวเพียงสามนิ้วไว้ใส่แว่นตาพกพาขนาดเล็กตัวกล่องเป็โลหะมีลวดลายเฉพาะซึ่งรู้ในทันทีว่าเป็ของโบราณและหายากแน่นอน
“ใครเอามาซ่อนไว้ที่นี่แล้วทำไมต้องซ่อนไว้ลับตาคนด้วยล่ะ”
โจวหนิงอันขมวดคิ้วพึมพำด้วยความอยากรู้พลางคิดจะเปิดกล่องดูสิ่งของภายในแต่ชะงักมือไว้เพราะความคิดฝ่ายดีและฝ่ายเลวเริ่มตีกันวุ่นวายอยู่ในสมองทั้งสงสัยถึงที่มาของกล่องใส่แว่นตาในที
“ฉันควรเอาไว้ที่เดิมหรือจะยึดเป็ของตัวเองดีล่ะแต่มันก็ไม่น่ามาอยู่ตรงนี้นี่นา.....เอาไงดี?!”
ฉับพลันเสียงโทรศัพท์แผดดังลั่นจนสะดุ้งโหยงเธอรีบลงจากเก้าอี้แล้วหยิบโทรศัพท์จากบนโต๊ะกลางโซฟาขึ้นมาดูพอเห็นว่าเป็เบอร์โทรจากแม่ผู้ไถเงินเป็ประจำ พลางกลอกตามองบนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายทันทีแล้วกดรับสายอย่างปฏิเสธไม่ได้ ก่อนถามแม่โดยไม่รอให้อีกฝ่ายออกคำสั่งเหมือนเดิมว่า
“แม่คะเที่ยวนี้จะเอาเท่าไหร่ล่ะ หนูเพิ่งไปสมัครงานที่ใหม่ไว้นะคะ พวกเขายังไม่ได้รับหนูเข้าทำงานเลย”
พลันมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังมาตามสายโดยไม่สนใจความลำบากใจจากเธอสักนิดว่า
“ฮือ ๆ อันอันแกก็อย่าใจร้ายกับแม่นักซิ่ แม่อุตส่าห์ลำบากเลี้ยงแกมานะ พ่อแกก็หายหัวไปไหนไม่รู้ถ้าแม่ไม่มีเงินจ่ายหนี้คราวนี้ละก็ พวกมันจะกล้อนหัวแม่ แกจะใจร้ายยอมให้แม่กลายเป็คนอัปลักษณ์ได้เหรอ”
โจวหนิงอันเอามือกุมขมับอีกครั้งเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ตนมีเงินติดกระเป๋าเพียงหนึ่งร้อยหยวนพลางถามจำนวนเงินเป็หนี้จากแม่ด้วยจำยอมเนื่องจากไม่สามารถทอดทิ้งแม่บังเกิดเกล้าได้ แม้ว่าแม่จะเลี้ยงดูเธอแบบทิ้งขวางก็ตามทว่าอย่างน้อยเธอยังได้ชื่อว่ามีแม่อยู่ ไม่ใช่เติบโตอย่างเด็กกำพร้าคนอื่นว่า
“เอาเถอะแม่บอกมาซิว่ารอบนี้เป็หนี้เท่าไหร่”
ฉับพลันเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจางหายไปทันทีแทนที่ด้วยเสียงตอบเกรงใจเล็กน้อยว่า
“ไม่มากหรอกอันอันก็แค่.....แค่ห้าพันหยวนเท่านั้นเอง-”
โจวหนิงอันตาเบิกกว้างตกตะลึงพลางร้องเสียงหลงสวนคำตอบจากแม่ว่า
“อะไรนะคะ?! ห้าพันหยวน!!! แม่!!!นั่นมันเท่ากับเงินเดือนที่ใหม่ของหนูทั้งเดือนเลยนะ แล้วหนูยังไม่ได้งานนี้ด้วยซ้ำนี่แม่! แม่ไปเป็หนี้เื่อะไรกันแน่ ไหนบอกหนูมาหน่อยสิ”
หญิงสาวกำโทรศัพท์แน่นพลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกด้วยคิดว่าจำเป็ต้องกลายเป็คนใจร้ายกับแม่บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาเธอใจอ่อนให้กับแม่มากเกินไปไม่กล้าแม้แต่จะถามถึงเื่หนี้สินทั้งหลาย พลางคิดว่าเกิดใหม่ทั้งทีจะต้องปฏิวัติเป็คนใหม่ด้วย
ครู่หนึ่งปลายสายร้องไห้กระซิกๆ อีกครั้ง แล้วตอบลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนน่าสงสารว่า
“อันอัน.....แกอย่าดุแม่แรงนักซิ่แม่แค่กู้เงินไปซื้อเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่มา กะว่าจะเอาไปขายทำกำไรนิดหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะโดนโกงนั่นซีแม่พยายามหาเงินเลี้ยงดูตัวเองอยู่นะ ก็ใครบอกให้แกหางานดี ๆ ไม่ได้สักทีล่ะ นะอันอันไม่งั้นแม่แกได้กลายเป็ยัยแก่หัวโล้นแน่ พวกมันให้เวลาแม่ไม่เกินหนึ่งวัน แกช่วยแม่ทีนะ”
โจวหนิงอันใจอ่อนยวบทันทีเมื่อได้ยินเื่ราวจากปากแม่เธอเข้าใจเื่ทั้งหมดเป็อย่างดี แล้วยังปฏิเสธความเป็แม่ลูกต่อกันไม่ได้ด้วยเพราะที่ผ่านมาแม่พยายามทำหน้าที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งเธอให้อดตายมีเพียงคำด่าทอเื่ตัวซวยที่ทำให้พ่อหายสาบสูญไปั้แ่แรกเกิด จึงตอบตกลงพลางกำกล่องใส่แว่นตาพกพาโบราณอย่างมีความหวังว่า
“ก็ได้ค่ะแม่แล้วหนูจะพยายามหาเงินให้เร็วที่สุด”
จากนั้นปลายสายตัดไปโดยเธอยังได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของแม่อยู่เต็มสองรูหูพลางถอนหายใจแล้วพึมพำจ้องมองกล่องแว่นตาพกอย่างตัดสินใจได้ว่า
“ขอโทษทีนะฉันไม่รู้ว่ามันเป็ของใคร แต่ฉันขอเอาไปขายให้แม่ใช้หนี้ก่อนแล้วกันถ้ามันได้เงินมากอย่างที่ฉันคิดละก็ บางทีฉันอาจจะตามหาเ้าของแท้จริง แต่ก็อย่างว่าแหละนะตอนนี้ฉันต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน”
โจวหนิงอันยักไหล่ยอมถูกตราหน้าเป็ขโมยเพราะ้าช่วยเหลือแม่ให้ได้ก่อนด้วยรู้ว่าตนไม่สามารถหาเงินมากมายในเวลาอันรวดเร็ว ประการสำคัญเธอเพิ่งเรียนจบได้ไม่นานแล้วเพิ่งลาออกจากงานเก่าด้วยเหตุผลบางประการแต่ไม่คิดจะไปตามหาแฟนที่ตอนนี้เขายังไม่ได้เข้ามาวุ่นวายในชีวิต จึงเลือกเส้นทางชีวิตใหม่แทน
หญิงสาวอดก้มดูร่างกายตนเองและเสื้อผ้าเชยะเิไม่ได้ตอนนี้เธอสวมชุดเดิมเป็เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพูตัวโคร่ง กระโปรงทรงสอบยาวกรอมเข่าและรองเท้าคัทชูสีดำสุภาพเรียบร้อย ไหนจะแว่นตาทรงคร่ำครึที่ต้องใส่ตามคำสั่งแม่ั้แ่เด็กทั้งที่ความจริงเธอไม่ได้สายตาสั้นสักนิด
“ถ้าขายแล้วมีเงินเหลือเยอะละก็ฉันจะแปลงโฉมกลายเป็คนใหม่ซะเลย นี่ฉันใส่ชุดแบบนี้ทุกวันได้ไงเนี่ย”
โจวหนิงอันบ่นอุบไม่พอใจเนื่องจากไม่คิดว่าชาติก่อนตนจะยอมทำตัวเชยได้ขนาดนี้พลางเข้าใจทันทีว่าเหตุใดแฟนหนุ่มถึงได้ทิ้งตนไปคบกับเพื่อนสนิทผู้สวยงามราวนางฟ้า
จากนั้นโจวหนิงอันหยิบกระเป๋าถือพร้อมกล่องใส่แว่นตาพกพาผลุนผลันออกไปจากห้องพักโดยเหลือบมองหมายเลขหน้าห้องไว้เตือนใจแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะไม่คิดเสียเวลาตามหาชายปริศนาผู้พรากพรหมจรรย์ไปด้วยคิดว่าให้ทานกับสุนัขข้างถนนไปแล้วกัน
ด้วยความเร่งรีบ้าตรวจสอบมูลค่าของแว่นตาพกโบราณเพื่อหวังหาเงินไปใช้หนี้สินให้แม่ จนทำให้หญิงสาวลืมเื่ต้องกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินไปโดยปริยาย