ตอนที่สี่ แรกเข้าราชสำนัก
“ท่านแม่ทัพตั๋งโต๊ะ ข้าและราชวงศ์ฮั่นขอขอบคุณท่านอย่างมากที่ช่วยพวกเราจากโจรชั่วช้าเลี้ยงไม่เชื่องพวกนั้น”
โฮฮองเฮาไม่สิตอนนี้เป็มารดาของแผ่นดินต้องเปลี่ยนเป็โฮไทเฮาแล้ว
“ฮะ ฮะ ฮะ มิกล้า มิกล้าพวกไม่ชายไม่หญิงนั้นมิอาจจะต่อต้านข้าได้เลยแม้แต่น้อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า อยู่นอกด่านข้าเจอคนที่เข้มแข็งกว่าพวกนี้ไม่รู้กี่เท่า”
ตั๋งโต๊ะหรือบิดาของผมท่าทางจะอารมณ์ดีคุยโว
สิบหมื่นคำไม่เท่าคำเยินยอ
ท่าทางการเยินยอในโลกนี้จะได้ผลจริงๆนั่นล่ะ
โฮไทฮอามองอย่างชื่นชมความกล้าหาญของแม่ทัพใหญ่ตั๋งโต๊ะ
แม่ทัพใหญ่ตั๋งโต๊ะก็มีความยินดีในการตอบรับคำสรรเสริญชื่นชมนั้นเอาไว้
บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ก็แสดงสีหน้าชื่นชมยินดี
เฮ้อ
เข้าใจแล้วทำไมเขาถึงบอกว่า
ผู้มองเห็นเหตุการณ์ด้านข้างแจ่มใส
หากมองจากสภาพการณ์ตอนนี้นั้นคงไม่มีใครคิดออกแน่นอนเลยว่าตั๋งโต๊ะจะเป็ทรราชย์ที่โดนเทียนไขพันพุงตอนตายไปแล้วหรือท่านแม่ของตั๋งโต๊ะมารดาชราก็จะโดนปะาจนตายตามไป
สำหรับผมที่อ่านนิยายชิงอำนาจในราชสำนักและประวัติศาสตร์มาบ้างเล็กน้อยแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรอันตรายกว่านครหลวงอีกแล้ว
มันคือสถานที่แม่ทัพหานซิ่นจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของฮองเฮาของราชวงศ์ฮั่นจากการหักหลังของเซียวเหอสหายรักที่เคยช่วยให้ตนเองได้ดี
ราชวงศ์ฮั่นนั้นแล้งซึ่งน้ำใจ
ตอบแทนความภักดีของผู้คนด้วยความตายอยู่บ่อยครั้ง
ผมที่ได้รับการสั่งสอนมาจากสมุดปกแดงของท่านเหมาไท่จู่แทบอยากจะชักดาบมาฟันคอไอ้พวกศักดินาล้าหลังในตอนนี้
ครึ่ก ความชื่นมื่นนั้นหายไปเมื่อม้ััได้ถึงความเหน็บหนาว
บรรดาคนที่อยู่รอบข้างนั้นก็ชะงักค้างใบหน้ารอยยิ้มค้างอยู่
แม้แต่ตั๋งโต๊ะก็หุบรอยยิ้มและกล่าวกับผมว่า
“ฮวงเอ๋อเก็บจิตสังหารไว้วันที่ดีงามเช่นนี้ไยเ้าเลยยังมีจิตคิดสังหารผู้คนอีก”
อ๊ะ
ท่าทางการผสานความคิดเข้ากับลมปราณทำให้ความคิดของผมสื่อไปถึงภายนอกด้วยนั่นเอง