บทที่ 10 สำนักศึกษาหลวงที่คุ้นเคย
ไป๋ลี่เฟยจับจ้องไปที่คุณหนูเสิ่นที่ชักสีหน้าไม่พอใจจนเห็นได้ชัด ภาพลักษณ์ของคุณหนูผู้นี้ในสายตาของไป๋ลี่เฟยนั้น มีความงดงามอย่างปราดเปรียว ดูคล้ายกับผู้คนใน่เวลาของมีมี่ มากกว่าจะเป็สตรีในภพนี้
งดงามยิ่งนัก…มีอะไรให้องค์ชายหกไม่ชอบกัน
คุณหนูไป๋ผู้ที่ต้องมาเป็ไม้ขัดประตู ส่งยิ้มเป็มิตรให้แก่ ‘เสิ่นหรงฮวา’ ผู้เป็หลานสาวแท้ๆ ของเสิ่นเต๋อเฟย แต่หรงฮวาผู้นี้กลับส่งยิ้มคล้ายไม่ยิ้มกลับมาให้ ยกมุมปากโค้งอย่างไร้ความเต็มใจจนรับรู้ได้
เต๋อเฟยนี่ก็อย่างไร จะจับคู่ลูกเลี้ยงกับหลานสาวตนเองให้ได้เลย
องค์ชายหกนั้นจะแตกต่างจากองค์ชายผู้อื่นก็ตรงที่ เขานั้นไม่ได้เป็องค์ชายที่มารดาผู้ให้กำเนิดมีตำแหน่งสูงศักดิ์ แต่กลับเกิดจากหญิงชาวบ้านที่ฮ่องเต้พบเจอระหว่างไปพักผ่อน และแอบซ่อนนางไว้นอกวัง ยามเมื่อสตรีผู้นั้นคลอดบุตรชายแล้วลาจากโลกไป พระองค์ก็สั่งให้คนอุ้มกลับเข้าวังมายัดให้เต๋อเฟย สนมขั้นเฟยผู้เดียวที่ยังไม่เคยมีบุตรรับไว้
ทำให้บางคราองค์ชายหกถูกดูิ่จากชนชั้นสูงโดยกำเนิดอยู่เนืองๆ แต่เพราะเป็องค์ชายที่ประพฤติตัวอย่างดี สนใจเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ เสมอมา จึงทำให้เหล่าขุนนางที่เข้ามาด้วยการสอบรับราชการ โดยไร้สกุลใหญ่หนุนหลังวิ่งเต้นตำแหน่งให้ มีความเอ็นดูเป็พิเศษ เพราะถือว่ามีมารดาเป็คนธรรมดาสามัญเช่นพวกตน
“นี่สหายของข้า ช่างชางและน้องสาวของเขา นางมีนามว่าลี่เฟย ข้าเกรงว่าการนั่งรถม้าไปด้วยกันเพียงสองคนจะไม่เหมาะสมนัก จึงชวนคนมาเพิ่ม” องค์ชายหกแนะนำคนบนรถม้าให้ได้คุ้นเคยกัน แม้คนในสังคมชั้นบนจะรู้จักคุ้นเคยกันดี แต่หากไม่เคยออกหน้าพูดคุยกัน ก็ยังต้องแนะนำอยู่
“รู้เพคะ เคยเห็นตามงานอยู่บ้าง เพียงแค่ไม่้าจะลงไปคลุกคลีด้วยเท่านั้น” เสิ่นหรงฮวาเชิ่ดหน้าขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองสองพี่น้องไป๋ั้แ่หัวจรดเท้า คล้ายกับจะสื่อว่าการที่สกุลไป๋ ไม่มีสนมขั้นเฟยอยู่ในวังจะทำให้ด้อยชั้นกว่า โดยลืมคิดไปว่าทางฝั่งสกุลมารดาของสองพี่น้องไป๋ยังมี‘จงเสียนเฟย’ อยู่อีกหนึ่งคน
“ข้าก็เพียงแนะนำตามมารยาท อย่างไรเสด็จแม่ก็ฝากฝังให้ดูแลดั่ง ‘น้องสาว’ ผู้หนึ่ง หากไม่พอใจ คราวหน้าจะไม่แนะนำสหายคนใดให้ได้รู้จักอีกก็แล้วกัน” องค์ชายหกเน้นย้ำคำว่าน้องสาวใส่หน้าคุณหนูเสิ่น
“ไม่ได้นะเพคะ! หรงฮวาไม่ยอม” ใบหน้าบิดเบี้ยวเอาแต่ใจปรากฏขึ้น
“ตกลงอยากคลุกคลีหรือไม่” จ้าวโจวเฉิงใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนเข่าของตนรอคำตอบ
“หากเป็สหายขององค์ชาย หรงฮวาคงไม่อาจรังเกียจ”
แม้ว่าเสิ่นหรงฮวาผู้นี้จะยินยอม แต่กลับยังมีท่าทีกระฟัดกระเฟียดดั่งเด็กเล็กๆ วัยสามสี่หนาวออกมาให้เห็น ลี่เฟยที่มองดูอยู่จึงได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ
อ๋า…เอาแต่ใจตนอย่างไม่เก็บอารมณ์เช่นนี้สินะจึงไม่ชมชอบ
“ไม่เคยได้พูดคุยกับคุณหนูเสิ่นทั้งที่เป็หลานสนมขั้นเฟยเหมือนกันแท้ๆ น่าเสียดาย ไม่มีโอกาสได้สนิทสนมเร็วกว่านี้” ไป๋ลี่เฟยยิ้มบางส่งไปให้
“พูดแล้วก็คิดถึงเสด็จป้าเสียนเฟยขึ้นมาเลยจริงๆ” ช่างชางพูดจบก็ยกตำราขึ้นมาทบทวน
ไป๋ช่างชางที่ไม่รู้ว่าลี่เฟยผู้เป็น้องกำลังเตือนสติฝ่ายตรงข้าม พูดผสมโรงเข้ามาได้ถูกจังหวะ ทำให้ลี่เฟยรู้สึกขบขันจนแทบกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่ไหว ต้องยกพัดขึ้นมาปิดบังใบหน้าไว้
“อย่างไรเสด็จป้าเต๋อเฟยก็สูงส่งกว่า อย่ามาเทียบชั้นกับข้า” คุณหนูเสิ่นกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“หากไม่รับไมตรีข้า คุณหนูเสิ่นก็อยู่กับคุณหนูมู่ต่อไปแล้วกัน เอ…แต่คุณหนูมู่ยังไม่เข้าเรียนนี่นา เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี…อยู่อย่างไร้สหายไปทั้งปีหรือ” ลี่เฟยกล่าวเสียงใสคล้ายว่านางถามออกมาอย่างจริงใจ มิได้ตั้งใจจิกกัด นางแทบจะกลอกตาขึ้นมองเพดานรถม้า คุณหนูเสิ่นไม่อยากคบคนที่ตนมองว่าต่ำต้อยกว่า จนยอมเป็ลูกไล่หลานของกุ้ยเฟยผู้มีอายุน้อยกว่า แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันกลับไม่เคยมีปรากฏให้เห็น เสิ่นหรงฮวาเคยพยายามมาตีสนิทจี้ผ่าอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็ผล เพราะคุณหนูฉือรำคาญการเล่นงิ้วของนาง
“คนอยากคบข้าเป็สหายเยอะแยะ อย่ามากล่าววาจาไร้หลักฐาน” หรงฮวากำมือแน่น
“เช่นนั้นเ้าสนิทกับใครเล่า” ลี่เฟยถาม
“…” ไร้เสียงตอบรับจากคุณหนูเสิ่น
“เงียบ…ก็คือไม่มี” ไป๋ลี่เฟยเอียงหน้าเลิกคิ้วสงสัย
“มีสิ ข้าแค่ไม่ชอบจำผู้ที่ไม่สำคัญ”
“อ้อ” ลี่เฟยพยักหน้าเห็นด้วย แต่สีหน้าไม่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นแม้เพียงนิด
“เ้า!” เสิ่นหรงฮวาที่เคยวางท่าสูงศักดิ์ จึงได้แต่หันมองออกนอกหน้าต่างของรถม้า ไม่อาจหาคำพูดมาต่อกรได้ ต้องหงุดหงิดอยู่ผู้เดียว
‘อย่ามากล่าววาจาไร้หลักฐาน’ ไป๋ลี่เฟยขยับปากแต่ไม่ส่งเสียง ก่อนจะเบ้หน้าอย่างนักแสดงที่ตนเคยนั่งดู พบว่าทำให้รู้สึกสาแก่ใจอยู่ไม่น้อย จึงขยับพัดปัดลมเข้าหน้าตนเองอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะหันไปสบสายตาเข้าหากับองค์ชายหกที่กำลังมองดูอยู่พอดี
เด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามยกยิ้มให้พร้อมขยับปากไร้เสียงเลียนแบบนางออกมาเป็คำว่า‘ขอบคุณ’ หลังจากนั้นรถม้าคันนี้ก็เงียบสงบจนไปถึงสำนักศึกษาหลวง
.
.
.
เมื่อมาถึงสำนักศึกษาองค์ชายหกและไป๋ช่างชางที่เป็ศิษย์สืบทอดของอาจารย์คนเดียวกัน ก็แยกตัวไปยังชั้นเรียนของอาจารย์ตน แต่ก่อนจะไปองค์ชายหกเรียกลี่เฟยแยกไปพูดคุย พร้อมยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ นางแสดงท่าทีเขินอายเล็กน้อย ช้อนสายตาออดอ้อนออเซาะขึ้นมองจ้าวโจวเฉิง และนำจดหมายน้อยนี้กอดไว้แนบตัว
คุณหนูไป๋ตั้งใจเล่นงิ้วฉากใหญ่ ให้แก่ผู้ชมกิตติมศักดิ์อย่างเสิ่นหรงฮวาเห็นอย่างไม่ปิดบัง โชคยังดีที่ช่างชางกำลังคุยกับโอจินโม่ ลี่เฟยจึงไม่ต้องอธิบายท่าทางของตนให้พี่ชายฟัง
ส่วนผู้เป็องค์ชายอย่างจ้าวโจวเฉิงก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเห็นไป๋ลี่เฟยส่งบทมาเช่นนี้ เขาจึงโน้มตัวลงไปพูดใกล้หูของไป๋ลี่เฟยแต่ก็ยังรักษาระยะไว้ไม่ให้เกินงาม “นางเอกโรงงิ้วใดสั่งสอนเ้ามา”
“คิก คิก องค์ชายหก ลี่เฟยลาแล้วเพคะ” ไป๋ลี่เฟยแสร้งหัวเราะเบาๆ เสมือนว่าโจวเฉิงผู้นี้พูดจาที่ทำให้รู้สึกขัดเขิน ยื่นมือออกไปตีที่ท่อนแขนเบาๆ ทีหนึ่ง ก่อนวิ่งจากไป
นางลอบสังเกตท่าทีของคุณหนูเสิ่นพบว่าหน้าดำคล้ำไปกว่าครึ่ง ไม่อาจเข้ามาใกล้ และไม่อาจรับรู้ว่าพูดคุยอันใด เพราะหากจะแอบเพ่งพลังปราณแอบฟังบทสนทนา นอกจากจะทำไม่เป็อย่างแน่นอนแล้ว ยังระดับปราณต่ำเกินกว่าจะทำได้ด้วย
เมื่อเก็บจดหมายไว้เรียบร้อยดีแล้ว ลี่เฟยก็ไปรวมกับศิษย์ชั้นปีหนึ่งที่พึ่งมารายงานตัววันนี้ ในลานกลางแจ้งของสำนักต่อแถวลงชื่อตามระดับสีของตนเอง ซึ่งสีแดง และสีม่วง ที่เป็ระดับของคนส่วนใหญ่นั้นยาวที่สุด นางหันไปยิ้มให้บิดามารดาก่อนจะเดินไปต่อที่บริเวณท้ายแถว
ไป๋ลี่เฟยมองดูแถวของศิษย์ในระดับสีม่วงแล้วก็ได้แต่ถอนใจ และนึกคิดถึงตอนตนอยู่ในระดับสีเขียวยิ่งกว่าสิ่งใดบนโลกใบนี้ ยามนั้นไม่มีแถวให้ต่อด้วยซ้ำเพราะนางเป็ผู้เดียวในชั้นปีที่ได้ระดับนั้นมา
เห้อ…ทำไมถึงเลือกลดไปจนเหลือม่วงเชียวนะ สีน้ำเงินน่าอิจฉาจริง มีไม่ถึงสิบคนเช่นนั้นครูเดียวก็คงไปนั่งพักได้
ไป๋ซินหยานที่เห็นลี่เฟยมองมาที่แถวสีน้ำเงินก็ตัดสินใจพยักหน้าทักทาย ไป๋ลี่เฟยเองก็พยักหน้ารับ แต่มิได้ยิ้มแย้มไว้ไมตรีอย่างเคย ยิ่งนางเห็นว่าซินหยานต่อหลังเพียงสองคนก็จะได้ลงชื่อแล้วก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
ทว่าก่อนที่ลี่เฟยจะต้องยืนในแถวจนเมื่อยล้า อาจารย์โฉ่ก็ร้องเรียกออกมาดังลั่น “คุณหนูไป๋” ทำให้ทั้งศิษย์ อาจารย์ และผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลานหันมองหาว่าคุณหนูไป๋ผู้นี้อยู่ที่ใด และบ้างก็มองไปที่ไป๋ซินหยาน อาจารย์โฉ่เห็นเช่นนั้นจึงระบุชื่อให้ถูกต้อง
“ไป๋ลี่เฟย! แสดงตนออกมาที”