อรปรียาลงจากรถเมล์สายที่ขึ้นลงประจำก่อนจะเดินเข้าซอยทางแยกข้างหน้าเพื่อกลับบ้านหญิงสาวมีท่าทางเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากวันนี้งานค่อนข้างมากและเร่งด้วยทำให้ไม่ค่อยได้มีเวลาพักนักขนาดพักทานข้าวยังต้องรีบทานแล้วกลับมาทำงานต่อ ไม่อย่างนั้นวันนี้คงได้อยู่ดึกเป็แน่
หญิงสาวเดินเข้าไปในร้านอาหารครัวอนงค์ซึ่งเป็ร้านของครอบครัวเป็ร้านอาหารที่ไม่ใหญ่มากนักแต่การตกแต่งภายในร้านดูดีมีรสนิยมเธอยิ้มให้แหวนเด็กเสิร์ฟประจำร้านก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว
“อ้าวอร กลับมาแล้วหรือลูก ทำไมวันนี้กลับค่ำจังล่ะ” อนงค์ ผู้เป็มารดาถามบุตรสาวในขณะที่มือก็กำลังทำอาหารให้ลูกค้าตามที่สั่งไปด้วยอรปรียาวางกระเป๋าลงก่อนจะเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนที่ห้อยอยู่ข้างฝามาสวมใส่
“วันนี้งานเยอะค่ะแม่ แล้วนี่มีรายการอะไรบ้างคะหนูจะช่วยทำ”
อนงค์ปิดเตาแก๊สแล้วหันมายิ้มอ่อนๆให้ลูกสาว
“ไม่ต้องหรอกแม่ทำเสร็จแล้วล่ะเอ้าแหวนเอาไปเสิร์ฟให้ลูกค้าได้แล้ว” แม่ครัวบอกเมื่อนำอาหารที่ทำใส่จานเสร็จเรียบร้อยแล้วส่งให้แหวนที่เดินเข้ามาในครัวพอดีเมื่อส่งจานให้แหวนแล้วอนงค์ก็หันมาพูดกับบุตรสาวว่า “หนูกลับมาเหนื่อยๆแม่ว่าหนูไปพักผ่อนดีกว่านะ ไม่ต้องอยู่ช่วยแม่หรอกวันนี้ลูกค้าไม่ได้มากมายเท่าไร แม่ทำคนเดียวทันอยู่แล้ว”
“ลูกค้าชักจะน้อยลงไปเรื่อยๆแล้วนะคะแม่” อรปรียาพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เป็กังวลยิ่งนัก
“ทำไงได้ล่ะลูก เศรษฐกิจไม่ค่อยดีผู้คนก็ต้องประหยัดขึ้นจะมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกินข้าวนอกบ้านบ่อยๆ ได้ยังไงกัน” น้ำเสียงมารดาราบเรียบคล้ายไม่เดือดร้อนอะไรแต่ผู้เป็ลูกสาวรู้ว่าภายในใจท่านนั้นเป็กังวลไม่ต่างจากเธอเลย หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางคิดว่าเมื่อไรหนอเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเสียทีร้านเธอจะได้มีลูกค้าเข้ามาทานอาหารเยอะตามเดิมเหมือนเมื่อก่อน
อนงค์เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของบุตรสาวจึงส่งยิ้มแจ่มใสให้
“เข้าบ้านเถอะ ไม่ต้องห่วงร้านหรอก”
“ค่ะแม่ แล้วพ่อกลับมาหรือยังคะ” อรปรียาถอดผ้ากันเปื้อนออกแขวนไว้ที่เดิม แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ขึ้นมา
“ยังเลยลูก สงสัยวันนี้ที่โรงเรียนจะมีประชุมเพราะแม่เห็นพ่อบอกว่าใกล้จะถึงงานกีฬาสีของโรงเรียนแล้วนี่นา”
“เหรอคะ ่นี้พ่อคงเหนื่อยน่าดูเลยคงต้องกลับบ้านเย็นหรือไม่ก็ดึกทุกวัน เพราะต้องคอยดูแลพวกเด็กๆ ที่มาซ้อมกีฬาอีก”
“เหนื่อยแต่พ่อเขาชอบนี่จ๊ะพ่อน่ะรักอาชีพครูมากถึงเหนื่อยแค่ไหนก็มีความสุข”อนงค์พูดถึงสามีของตนเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ นายประชาสามีของเธอมีอาชีพเป็ครูสอนอยู่ในโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่งแถวบ้านนายประชาภูมิใจกับอาชีพของตนเองมาก ไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่ ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ตนเองมีให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่และเอาใจใส่ราวกับเป็ลูกของตัวเองเป็คนขยันขันแข็งชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ และมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลาจึงเป็ที่รักใคร่ของลูกศิษย์รวมถึงครูทุกคนที่โรงเรียน
“หนูรู้ค่ะ แต่บางทีหนูก็อดห่วงพ่อไม่ได้นับวันพ่อก็อายุเยอะขึ้นไปทุกทีแล้วนะคะ ไม่ได้แข็งแรงขนาดที่จะวิ่งแข่งกับนักเรียนได้เหมือนเมื่อก่อนอีก”
อรปรียาเอ่ยขึ้นก่อนจะร่วมหัวเราะไปกับมารดาเมื่อแม่ลูกต่างนึกภาพนายประชามานั่งร้องโอดโอยปวดขาให้เห็นเมื่อคราวที่ไปวิ่งแข่งกับนักเรียนบิดาเธอนั้นไม่ลืมว่าตนเองอายุเท่าไรแต่มักจะลืมว่าตนเองนั้นไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วท่านชอบเล่นกีฬาจึงได้มาเป็ครูสอนพละที่โรงเรียนท่านมีความสุขกับงานที่ทำเธอและแม่ก็พลอยมีความสุขและภาคภูมิใจในตัวท่านไปด้วยที่ท่านสามารถเป็ครูที่ดีได้รับความยกย่องนับถือจากทุกคน
“แม่ว่าคราวนี้คงไม่แล้วล่ะคงเข็ดแล้ว”
สองแม่ลูกหัวเราะร่าก่อนจะหันไปมองแหวนที่เดินเข้ามาบอกว่า
“ข้าวผัดไข่จานหนึ่งจ้าน้านง”
“ได้ๆ รอเดี๋ยว” ว่าแล้วแม่ครัวประจำร้านก็เดินไปหน้าเตาแก๊สจัดการลงมือทำทันที อรปรียายิ้มให้แหวนก่อนจะเดินออกจากครัวไปหญิงสาวเดินเข้าบ้านไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่หลังร้านอาหาร เดินเข้าไปในครัวเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมารินใส่แก้วดื่มดับกระหายก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายสมองก็คิดถึงภาระหนี้สินที่มีอยู่อย่างกลัดกลุ้มว่าจะทำอย่างไรดี
ลำพังแค่กินอยู่กันสามคน เงินเดือนเธอกับเงินเดือนของพ่อก็พอเพียงที่จะทำให้ไม่ต้องเดือดร้อนเป็หนี้เป็สินใครแต่มันไม่เพียงพอที่จะเป็ทุนค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านอาหารต่อไปนี่สิ ความจริงถ้าปิดร้านอาหารไปซะเลยเื่ที่เธอกำลังกลุ้มอยู่นี่ก็จะหมดไปเพราะที่ครอบครัวเธอมีหนี้สินอยู่ก็เป็เพราะการขาดทุนของร้านอาหารนี่เอง ถ้าปิดมันซะเธอก็พอจะหาเงินส่งเงินกู้นอกระบบที่กู้มาทั้งหมดได้ภายในไม่กี่เดือนจากนั้นก็จะเหลือแค่ส่งกับธนาคารซึ่งเงินเดือนเธอกับพ่อก็เพียงพออยู่แล้ว
แต่เธอก็ได้แต่คิดเท่านั้นเพราะถ้าจะให้ปิดร้านอาหารครัวอนงค์จริงๆคงทำไม่ได้เพราะร้านนี้เป็ร้านที่แม่เธอรักมากทุ่มเทสุดกำลังที่จะประคับประคองมันให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งเธอและพ่อรู้ว่าแม่รักร้านนี้มากจึงไม่เคยเอ่ยปากกับแม่ว่าให้ปิดร้านมีแต่จะช่วยกันหาทางทำให้ร้านอาหารนี้อยู่ได้ตลอดไปไม่ต้องปิดตัวลง
อรปรียาพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วสุดท้ายหญิงสาวก็สรุปได้ว่าเธอควรที่จะหางานพิเศษทำหลัง่เลิกงาน เมื่อตัดสินใจที่จะทำจึงนำเื่นี้มาปรึกษาพ่อและแม่
“พ่อว่าหนูจะเหนื่อยเกินไปนะ” ประชาเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วงหลังจากฟังที่บุตรสาวบอก ลำพังแค่งานที่บริษัทที่บุตรสาวทำงานอยู่ก็เหนื่อยพอแรงแล้วเขาไม่อยากให้ลูกต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้อีก
“ใช่ หนูจะเหนื่อยเกินไปนะลูก” อนงค์เห็นด้วยกับสามี อรปรียามองพ่อและแม่ก่อนจะยิ้มให้ด้วยสีหน้าที่แจ่มใสแล้วบอกว่า
“หนูไม่เหนื่อยหรอกค่ะให้หนูทำเถอะนะคะรายได้ที่เรามีมันไม่พอกับค่าใช้จ่ายอีกต่อไปแล้วเพราะฉะนั้นเราต้องหารายได้เสริมนะคะ”
อนงค์และประชามองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจอรปรียายิ้มกว้างอย่างดีใจที่พวกท่านยินยอม
“แล้วหนูคิดจะทำงานพิเศษอะไรล่ะ” ผู้เป็พ่อเอ่ยถาม
“อืม...” หญิงสาวนิ่งคิดไปพักก่อนตอบว่า “ทำงานที่ seveneleven ดีไหมคะพ่อที่หน้าหมู่บ้านเรานี่เองหนูจะลองไปถามเขาดูว่ารับพนักงานทำPart time หรือเปล่า”
“ถ้าหนูอยากทำจริงๆก็ลองดูก็ได้ แต่ถ้าหนูเหนื่อยไม่ไหวก็ต้องหยุดนะลูกอย่าฝืน”
“ค่ะพ่อ”
“พ่อกับอรคิดว่าแม่ควรทำกับข้าวถุงขายดีไหม” อนงค์เอ่ยถามความเห็นของสามีและบุตรสาวบ้างหลังจากที่เธอคิดเื่นี้อยู่นานสองพ่อลูกหันมามองอย่างแปลกใจ เธอจึงพูดต่อว่า “แม่ก็มีความคิดนี้อยู่นานแล้วนะเพราะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนมักจะซื้ออาหารสำเร็จรูปกินกันของสดที่เราไว้ใช้ทำอาหารเหลือเยอะทุกวันแล้วก็ต้องทิ้งแม่เสียดายมากเลยแม่ก็เลยคิดว่าแทนที่เราจะเหลือแล้วทิ้งเปลี่ยนเป็นำมันมาทำอาหารใส่ถุงขายดีกว่า”
“เป็ความคิดที่ดีนะแม่พ่อเห็นด้วย”
“หนูก็เห็นด้วยค่ะแม่”
“งั้นก็เอาตามนี้นะ แม่จะทำอาหารใส่ถุงแล้วไปฝากขายกับยัยวันที่ตลาด” อนงค์เอ่ยถึงวันแม่ค้าขายผักสดที่ตลาดซึ่งรู้จักสนิทสนมกันมานานสามคนพ่อแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างมีความหวัง พูดคุยกันอีกพักใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน
แผ่นดินยืนอยู่หน้าตึกสูงใหญ่ที่ได้รับการบอกจากพีระพลว่าเป็สถานที่ทำงานของอรปรียาเขาทำใจปล่อยวางเื่นี้ไปไม่ได้ ไม่สามารถปล่อยให้ผู้หญิงเลวๆ คนนี้มีความสุขได้อีกต่อไปผู้หญิงคนนี้จะต้องชดใช้ที่ทำไว้กับน้องชายของเขาอย่างสาสม
ชายหนุ่มเดินถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนจะใเมื่อชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่มัวแต่เดินก้มหน้าก้มตาอยู่
“ว้าย!” อรปรียาอุทานออกมาด้วยความใและคิดว่าตนเองต้องล้มลงไปกระแทกพื้นแน่ๆเพราะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่แต่มันก็ไม่เป็เช่นนั้นเพราะมีอ้อมแขนแข็งแกร่งมารองรับไว้พอดีหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองจึงสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่จ้องเธออยู่ก่อนแล้ว
แผ่นดินตกตะลึงไม่คิดว่าจะได้เจอคนที่้าเร็วถึงขนาดนี้เขาจำได้ไม่มีวันลืม ใบหน้าเรียวรูปหัวใจ ริมฝีปากบางได้รูปจมูกโด่งเป็สันและดวงตากลมโตแสนหวานขนตางอนยาวเป็แพยิ่งทำให้ดวงตาของเธอสวยน่าหลงใหลยิ่งขึ้นผิวเธอขาวเนียนเรียบน่าััและเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายเธอด้วย
ชายหนุ่มเผลอสูดกลิ่นหอมรัญจวนใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่จึงพยุงให้ร่างบอบบางที่สูงเพียงแค่ไหล่เขาได้ทรงตัวยืนได้แล้วรีบปล่อยเธอทันทีราวกับถูกของร้อนพร้อมก่นด่าตัวเองในใจ
ไอ้บ้าเอ๊ย! ทำแบบนั้นลงไปได้ยังไงกันลืมไปแล้วหรือไงว่าผู้หญิงคนนี้ทำให้ไทต้องตาย
ทางด้านอรปรียานั้นยืนนิ่งไม่เอ่ยอะไรออกมาแต่ก็รู้สึกขัดเขินและประหม่าอายเล็กน้อยต่อผู้ชายที่ยืนตรงหน้าหญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงเป็แบบนี้ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยมีอาการเช่นนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยแม้แต่กับไผทเพื่อนชายที่เธอสนิทด้วยที่สุด เธอก็ยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้ด้วยเลยสักครั้ง
อรปรียามองชายที่ยืนตรงหน้าอย่างพินิจรูปร่างเขาสูงใหญ่จนข่มให้เธอดูตัวเล็กลงไปถนัดใจผิวสองสีของเขาทำให้ดูคมเข้มสมชายมากขึ้นใบหน้าคมคายชวนมองแบบนี้แหละทำให้ผู้หญิงหลายๆคนถึงกับเพ้อหาได้ และดูเหมือนเธอก็จะเป็หนึ่งในนั้นอย่างไม่รู้ตัว
"เอ่อ...ฉันขอโทษนะคะที่เดินมาชนคุณเข้าพอดีฉันรีบไปหน่อยน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ" อรปรียาถามยังไม่ทันที่แผ่นดินจะตอบ วิภาดาที่บอกให้เพื่อนล่วงหน้ามาก่อนก็วิ่งเข้ามาหาแล้วถามว่า
“อร…ทำอะไรอยู่ยังไม่ไปอีกเหรอ”วิภาดาแปลกใจที่เพื่อนรักยืนอยู่กับชายแปลกหน้า ทั้งๆที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะไปนั่งรอที่ร้านอาหารก่อน
“วิ” อรปรียาหันไปมองเพื่อนสาว“กำลังจะไปแต่เผอิญเราไปชนคุณคนนี้เข้าน่ะ”
“เหรอแล้วเป็อะไรหรือเปล่า”
“เปล่าจ๊ะ”
“งั้นก็ดีแล้วไปกันเถอะฉันหิวข้าวจนแสบท้องไปหมดแล้ว”วิภาดาฉุดแขนเพื่อนให้ออกเดินอรปรียาส่งยิ้มให้แผ่นดินก่อนจะเดินตามแรงฉุดของเพื่อนไป
แผ่นดินมองตามไปด้วยแววตาเคียดแค้นมือหนากำแน่น สองขาเริ่มก้าวเดินไปยังทิศทางที่หญิงสาวทั้งสองคนเดินไปชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านอาหารที่สองสาวเข้าไปเขาเลือกนั่งโต๊ะที่ห่างจากพวกเธอพอสมควรวิภาดาหันมาเห็นเข้าพอดีจึงสะกิดเพื่อนให้หันไปมอง
“นี่อรดูสิผู้ชายคนที่เธอชนน่ะนั่งอยู่โต๊ะโน้นแน่ะ”
อรปรียาเหลียวหลังหันไปมองเพราะเธอนั่งหันหลังให้อยู่ก่อนจะหันกลับมาตามเดิม“แล้วไงล่ะ”
“เขาดูดีนะถึงไม่หล่อเหลาขั้นเทพบุตรแต่ผู้ชายแบบนี้แหละมีเสน่ห์มองยังไงก็ไม่เบื่อส่วนไอ้พวกที่จัดว่าหล่อน่ะส่วนมากหน้าตากระเดียดไปทางผู้หญิงผอมเก้งก้างไม่แมนเอาซะเลยว่าไหม”วิภาดาอดวิจารณ์ไม่ได้
“ชอบเขาแล้วหรือไงเดี๋ยวเถอะจะไปฟ้องพี่โย”หญิงสาวเอ่ยถึงโยทิตหนุ่มรุ่นพี่ซึ่งเป็แฟนเพื่อนวิภาดาตาโตตีแขนเพื่อนอย่างหมั่นไส้
“ฉันแค่ชอบมองย่ะ”
อรปรียายิ้มขันอดที่จะเหลียวหลังหันไปมองแผ่นดินอีกครั้งไม่ได้ก่อนจะหันมาสนใจอาหารที่มาเสิร์ฟหญิงสาวลงมือทานด้วยความหิวโหยไม่สนใจชายหนุ่มที่เป็หัวข้อสนทนาเมื่อครู่นี้อีกเลย
“อ้าว...ไปไหนซะแล้วล่ะ”
อรปรียาเลิกคิ้วกับคำพูดของเพื่อนก่อนจะเหลียวหลังหันไปมองก็ไม่เห็นผู้ชายที่เพิ่งจะรู้จักอยู่โต๊ะนั้นเสียแล้วหญิงสาวเผลอถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับมาทานอาหารต่อทำเหมือนไม่สนใจอีกต่อไป แต่ในใจกลับไม่สามารถสลัดภาพผู้ชายที่เพิ่งรู้จักเพียงครู่ออกไปได้เลย
แผ่นดินกลับมาที่รถด้วยใจที่รุ่มร้อนคั่งแค้นเขาเปิดกระจกประตูรถลงทั้งสองด้านเล็กน้อยแล้วปรับเบาะนั่งให้นอนราบลง หลับตาลงระงับความโกรธไว้จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ๆเขาก็หลับสนิทไปจริงๆ จนมาสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงแตรรถที่วิ่งอยู่ตามท้องถนน
ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความง่วงงุนออกไปเขาเผลอหลับไปั้แ่เมื่อไรกัน ตั้งใจว่าจะพักสายตาเท่านั้นไม่คิดว่าจะหลับสนิทขนาดนี้สงสัยเขาจะเพลียเกินไปเพราะั้แ่ไผทเสียไปเขาก็ไม่เคยนอนหลับได้เต็มอิ่มนักมองนาฬิกาในรถก็เป็เวลาบ่ายสี่โมงครึ่งแล้ว สายตาคมจึงเริ่มสอดส่ายสายตามองหาเป้าหมายที่้าขาก็หลับสนิทไป่งให้นอนราบลงรือ
เวลาผ่านไปจนเกือบถึงห้าโมงเย็นเป้าหมายที่เขาหาก็ปรากฏตัวหญิงสาวกำลังหัวเราะร่าเมื่อเพื่อนสาวเล่าเื่ตลกให้ฟังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอทำให้ใครหลายๆ คนหันมามองอย่างสนใจ แต่สำหรับแผ่นดินแล้วมันทำให้รู้สึกเ็ปและแค้นเคือง
น้องชายเขาต้องตายเพราะความรักแต่ผู้หญิงคนนี้ยังมีชีวิตอยู่และมีความสุขมันไม่ยุติธรรมเลย์ช่างลำเอียงนักเมื่อเป็เช่นนี้เขานี่แหละจะเป็คนลงโทษผู้หญิงคนนี้ด้วยตัวเขาเอง ชายหนุ่มมองกระจกหลังก็เห็นหญิงสาวยืนรอรถที่ป้ายรถเมล์อยู่เขายังคงจ้องไม่คลาดสายตา
แผ่นดินสตาร์ทเครื่องเมื่อเห็นอรปรียาขึ้นรถเมล์ไปในขณะที่เพื่อนสาวที่ออกมาด้วยยังนั่งรออยู่ที่ป้ายชายหนุ่มขับตามรถเมล์ไปอย่างไม่ให้คลาดสายตาเพราะ้ารู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหนเขาขับตามมาจนหญิงสาวลงจากรถและเดินเข้าไปในซอยจนกระทั่งเธอเดินหายเข้าไปในร้านอาหาร
แผ่นดินเคลื่อนรถเข้ามาจอดใกล้ๆมองร้านอาหารครัวอนงค์ที่ไม่ใหญ่มากนักอย่างสำรวจ และก่อนที่เขาจะเคลื่อนรถออกไปก็เห็นอรปรียาที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วซึ่งดูคุ้นตามากเดินออกมาจากร้านพร้อมจูงจักรยานออกมาด้วยหนึ่งคันชายหนุ่มรีบกลับรถเมื่อเห็นหญิงสาวถีบจักรยานออกไป คิ้วดกดำขมวดมุ่นผูกกันเป็โบเมื่อเห็นเธอจอดรถจักรยานหน้าร้านseveneleven ก่อนจะเข้าใจทุกอย่างว่าเธอมาที่นี่ทำไม
ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะขยันทำงานแบบนี้ความรู้สึกชื่นชมเกิดขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปเมื่อคิดถึงสิ่งที่เธอทำไว้ ผู้หญิงคนนี้จะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับเขาเขารู้แต่เพียงว่าจะต้องทำให้เธอเ็ปที่สุดเหมือนที่ไผทเคยเจ็บเท่านั้น!
“สวัสดีค่ะ seven ยินดีต้อนรับค่ะ”เสียงใสเอ่ยขึ้นเมื่อมีลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้านก่อนเ้าของคำพูดนั้นจะทำการคิดเงินให้ลูกค้าที่นำสินค้ามาจ่ายเงินอรปรียาทำงานพิเศษที่นี่หลังเลิกงานมาได้เกือบอาทิตย์หนึ่งแล้วตอนแรกเธอก็เหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ฮึดสู้จนตอนนี้เริ่มชินและเริ่มที่จะสนุกกับงาน
“ขอบัตรเติมเงินดีแทคใบละร้อยหนึ่งใบค่ะ” ลูกค้าวัยรุ่นสาวบอกถึงสิ่งที่้า
“ค่ะ”อรปรียาหยิบของให้ลูกค้าคิดเงินก่อนจะยกมือไหว้กล่าวขอบคุณ ซึ่งเป็นโยบายของร้านที่จะต้องทำทุกครั้งเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ
“เหนื่อยไหมคะพี่อร” แป๋วเด็กสาววัยเรียนที่เข้ามาทำงาน Part timeก่อนเธอหนึ่งอาทิตย์เอ่ยถามขึ้น หญิงสาวยิ้มให้ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกจ้ะแป๋ววันนี้ลูกค้าเข้าร้านน้อยนะ”
“ดีสิคะเราจะได้พักหายใจหายคอบ้าง” แป๋วว่า อรปรียายิ้มขันก่อนจะเตือนอย่างไม่จริงจังนักว่า
“อย่าพูดคำนี้ให้พี่พรได้ยินเชียวนะไม่งั้นโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ”หญิงสาวหมายถึงพรพรรณผู้จัดการร้าน
“แน่นอนค่ะต่อหน้าพี่พรแป๋วไม่พูดหรอก” แล้วสองสาวก็หัวเราะให้กันก่อนจะหยุดเมื่อมีลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้านต่างฝ่ายจึงทำหน้าที่ของตัวเอง
มือหนาหยิบกรอบรูปที่โต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมามองคนที่อยู่ในรูปนั้นด้วยแววตาเศร้าสร้อยมีความอาลัยอาวรณ์ไม่จางหายก่อนสายตานั้นจะดุดันขึ้นเมื่อมองหญิงสาวในภาพ จากนั้นเสียงห้าวก็เอ่ยกับน้องชายว่า
“ไท...พี่เจอคนที่ทำให้นายเจ็บแล้วนะ พี่สัญญาว่าจะแก้แค้นให้นายให้ได้พี่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นเ็ปยิ่งกว่าที่นายเจ็บเป็ร้อยเท่า พี่สัญญา!”