ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 9
ไบร์ท Talk
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือดังขึ้นั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดี ฉันควานมือกดหยุดเสียงอย่างงัวเงีย แล้วก็เงียบไปสักพักก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในความมืดของห้องพัก
วันนี้คือวันถ่ายทำจริง...วันที่เราต้องเริ่มถ่ายวิดีโอเปิดตัวของโปรเจกต์ ซึ่งฉากแรกก็คือ ‘เดินคู่กับพี่ทีในตลาดเช้า’
ฉันสูดหายใจลึก ยืดตัวบนเตียงเล็ก ๆ ก่อนจะฝืนลุกไปล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้จะยังรู้สึกง่วงอยู่ไม่น้อยก็ตาม
และถึงจะไม่อยากยอมรับ...แต่ความรู้สึกที่ค้างคามาจากเมื่อคืนมันยังไม่ได้หายไปไหนเลย
ฉันยังจำแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ละจากโต๊ะกินข้าวขึ้นไปบนบ้านได้ชัด...ยังจำสีหน้าที่เ็าผิดปกติของโนวาได้ทุกวินาที
เขาไม่แม้แต่จะสบตา...ไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับฉันเลย
ฉันไม่ได้อยากให้เขาทำอะไรพิเศษเหมือนทุกที...แค่อยากให้เขาเหมือนเดิมก็พอ
แต่เขาก็ไม่เป็แบบนั้นอีกแล้ว
บรรยากาศตลาดเช้าในชุมชนเก่าดูคึกคักกว่าที่คิด เสียงแม่ค้าโต้เถียงกับลูกค้าแบบขำ ๆ ดังแว่วมาเป็ระยะ เสียงไก่ขันจากท้ายตลาดบอกให้รู้ว่าพระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าได้ไม่นาน
“น้องไบร์ทมานี่เลยครับ เดี๋ยวพี่ขอเทสต์มุมก่อน” พี่ทีเรียกฉันด้วยน้ำเสียงใจดีเหมือนเดิม
ฉันพยักหน้าเดินไปหาพี่เขา ทว่าในหัวกลับยังว้าวุ่นไม่หาย
สายตาฉันกวาดมองไปยังอีกฟากของตลาด...ตรงจุดที่ทีมถ่ายภาพกำลังเซ็ตกล้อง
โนวายืนอยู่ตรงนั้น
เขาสวมเสื้อยืดคอกลมสีดำกับกางเกงยีนซีด ๆ มือหนึ่งถือขาตั้งกล้อง อีกมือเหมือนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูอะไรสักอย่าง ท่าทางเขาดู...เร่งรีบกว่าทุกที
ไม่คุย ไม่เล่น ไม่แซวใคร
แล้วที่แปลกที่สุดคือ...เขาไม่มองมาทางฉันเลย
พี่ทีพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเดินในเฟรม ฉันพยักหน้าตอบรับโดยอัตโนมัติ แต่อีกใจก็ยังหันไปทางมุมนั้นอยู่
โนวาไม่แม้แต่จะยกกล้องขึ้นมาส่องผ่านจอเหมือนทุกทีด้วยซ้ำ
เขาหันหลังให้
ไม่ใช่แค่ฉันที่รู้สึก ทีมงานอีกสองสามคนก็เริ่มมองหน้ากันแล้วกระซิบถามกันเบา ๆ ว่า 'โนวาเป็อะไรหรือเปล่า?'
ฉันอยากรู้คำตอบนั้นพอ ๆ กับพวกเขา
ตลอด่เช้า ฉันพยายามเล่นกับกล้องให้ดีที่สุด ยิ้มตามบท ส่งสายตาให้พี่ทีในแบบที่ควรจะเป็
แต่ข้างในกลับเหมือนมีบางอย่างตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก
พอ่พักเที่ยงมาถึง ฉันก็ไม่รอช้า เดินตรงไปหาโนวาที่กำลังนั่งดูภาพในกล้องอยู่คนเดียวข้างรถตู้
“โนวา” ฉันเรียกเบา ๆ
เขาเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ สีหน้าเรียบเฉย
“มีอะไร” น้ำเสียงเขาเ็ากว่าที่ฉันคาดไว้...เหมือนกำแพงที่เคยบาง กลับหนาและสูงขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
“นายเป็อะไรหรือเปล่า?”
คำถามของฉันทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นยืนในทันที
“เปล่า”
“แต่...นายดูไม่เหมือนเดิมเลยนะ” ฉันพูดเบา ๆ พยายามไม่ให้เสียงสั่นเกินไป
เขาไม่ตอบอะไรอีก แค่เดินผ่านฉันไปช้า ๆ
แผ่นหลังของเขาในระยะใกล้แบบนี้ดูแปลกตาจนฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
่บ่าย ทีมงานเริ่มจัดเตรียมซีนถัดไปในตลาดอีกจุดหนึ่ง ฉันเดินตามไปแบบเหม่อลอย มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นเล็กน้อยจากข้อความของปีโป้ที่ส่งมาถามเื่อาหารเย็น
แต่ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะใจมันเหมือนไม่อยู่ที่นี่แล้ว
โนวาไม่พูดกับฉันเลยแม้แต่คำเดียวทั้งวัน เขาหลบตา หันหลัง เงียบใส่ ทำเหมือนไม่เคยรู้จักกัน
ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาหายไปไหน...จากฉัน ั้แ่เมื่อไหร่
ในที่สุด ความรู้สึกทั้งหมดที่กดทับมาก็ะเิออกมาในจังหวะที่กล้องพร้อม แสงพร้อม ทุกอย่างพร้อมยกเว้นหัวใจฉัน
“ขอโทษค่ะ หนู...ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงได้ไหมคะ” ฉันหันไปบอกพี่ทีที่กำลังถือบทอยู่
“อ้อ ได้สิครับ รีบไปนะ เดี๋ยวพี่รอ”
ฉันพยักหน้า แล้วหมุนตัวเดินออกจากจุดถ่ายทำทันที เดินเรื่อย ๆ ออกมาจากกลุ่มคน โดยไม่มีเป้าหมายแน่ชัดเลยสักนิดเดียว
แค่รู้ว่า...ถ้ายังอยู่ตรงนั้น น้ำตาฉันคงหล่นออกมาต่อหน้าทุกคนแน่ ๆ
ฉันเดินมาหยุดที่ริมลำธารเล็ก ๆ ตรงหลังตลาด...ที่เดิมที่เราเคยถ่ายภาพด้วยกันในวันแรก
เสียงน้ำไหลเบา ๆ ยังคงดังเหมือนเดิม ใบไม้เหนือศีรษะไหวเบา ๆ ตามแรงลม
ฉันย่อตัวลงนั่ง รั้งหัวเข่าทั้งสองข้างเข้าหาตัว ซบหน้าผากลงช้า ๆ
ก่อนที่หยดน้ำตาหยดแรกจะตกลงมากระทบเข่าของตัวเอง
เงียบ...แต่ชัดเจน
ฉันไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่า...ฉันกำลังโกรธเขา หรือกำลังเสียใจที่เขาไม่อ้อนฉันอีก
ฉันนั่งอยู่นิ่ง ๆ ที่ริมลำธาร ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เสียงลมยังพัดโชยเอื่อย ๆ น้ำในลำธารก็ยังไหลอย่างมั่นคงเหมือนเดิม...แต่หัวใจฉันกลับแหลกเหลวจนไม่มีชิ้นดี
ทำไมอยู่ดี ๆ โนวาถึงหายไปจากฉัน?
เขาไม่ใช่แค่ ‘ไม่อ้อน’ แต่เขาไม่มอง ไม่พูด ไม่ยิ้ม...ไม่แม้แต่จะอยู่ใกล้
ฉันไม่ใช่คนงี่เง่าที่้าให้ใครมาปลอบทุกวินาที ฉันไม่้าให้เขาทำดีกับฉันตลอดเวลา แต่สิ่งที่เขาเคยให้มา...มันมากพอจะทำให้ฉันรับรู้ได้ทันทีว่าเขา ‘ไม่ให้’ อีกแล้ว
มันไม่ใช่แค่ความเงียบ แต่มันคือการหายไปอย่างมีเจตนา
ฉันเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม พยายามสูดหายใจลึกอย่างที่ออมเคยสอนเวลาฉันเริ่มพัง แต่มันก็แทบไม่ได้ผลเลยแม้แต่นิดเดียว
“อยู่ตรงนี้เองเหรอ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะหันไปแล้วก็เจอพี่ทีที่ยืนถือขวดน้ำเปล่าอยู่ในมือ
“พี่...ขอโทษนะคะ หนูแค่...อยากอยู่คนเดียวแป๊บนึง”
พี่ทียิ้มให้ฉันเบา ๆ แววตาเขายังสุภาพและใจดีเหมือนเดิม ก่อนจะยื่นขวดน้ำมาให้
“ไม่เป็ไรเลย แค่อยากแน่ใจว่าเราไม่ได้หลงทางหรือเป็อะไร”
ฉันพยักหน้ารับขวดน้ำมา จิบนิดหน่อย ทั้งที่จริง ๆ ก็ไม่กระหายน้ำเลยด้วยซ้ำ
“เหนื่อยเหรอ?” เขาถามเสียงทุ้ม
ฉันหลบสายตา ก่อนจะพึมพำ “นิดหน่อยค่ะ”
“บางทีเราก็ไม่ได้เหนื่อยเพราะงานนะ...แต่เพราะบางคน” เขาพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ
ฉันเม้มริมฝีปาก ไม่ได้ตอบอะไร แม้ในใจจะรู้ดีว่า ‘บางคน’ ที่เขาหมายถึง มันใช่เลย ใช่เกินกว่าที่ฉันอยากยอมรับ
“กลับกันเถอะ เดี๋ยวเพื่อน ๆ รอ” พี่ทีพูดก่อนจะหันหลังกลับไป
แต่จังหวะที่ฉันลุกขึ้นยืน ก็พอดีกับที่เสียงข้อความเด้งขึ้นมาบนมือถือ
[โนวา Send...]
✉ : อยู่ไหน
มือฉันสั่นนิดหน่อยตอนมองหน้าจอ ข้อความมันสั้น...แต่กลับทำให้ใจฉันกระตุกวูบอย่างไม่เข้าใจ
อยู่ไหนเหรอ? นายจะถามทำไม ในเมื่อวันนี้นายแทบไม่อยากมองหน้าฉันเลยด้วยซ้ำ
ฉันไม่ตอบข้อความนั้น และเลือกเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแทน
่เย็น พวกเราถ่ายซีนท้าย ๆ กันที่ลานบ้านตรงกลางชุมชน แสงอาทิตย์คล้อยต่ำให้เงาทอดยาวไปบนพื้นสนามหญ้า ฉันเดินกลับมาร่วมทีมอีกครั้งพร้อมพี่ที โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น
ไม่มีใครถาม ไม่มีใครซัก มีแค่สายตาจากปีโป้ที่มองฉันแบบอยากรู้อยากเห็นจนแทบจะวิ่งเข้ามาเขย่าตัว แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร
โนวายังอยู่ที่เดิม ยืนอยู่ข้างขาตั้งกล้อง มองภาพผ่านหน้าจอด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ไม่หันมา ไม่สบตา ไม่แม้แต่จะทำเหมือนว่าฉันเคยหายไป
ฉันยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ ปีโป้ สวมบทตัวประกอบเงียบ ๆ แบบไม่ปริปากพูด รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็เศษบางอย่างในภาพรวมที่ไม่มีใคร้า
กระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้นลง เสียงปรบมือจากทีมงานดังขึ้นเบา ๆ เป็สัญญาณว่าการถ่ายทำวันนี้จบแล้ว
ฉันเงยหน้ามองฟ้าที่กำลังกลืนสีส้มลงไปในม่วงเทา แล้วความรู้สึกหนึ่งก็พลันเกิดขึ้นมาในหัวใจ
มันไม่ใช่แค่ความเศร้า
มันคือความ ‘กลัว’
กลัวว่าสิ่งที่เรามีมาแสนนาน...กำลังจะหายไปเพียงเพราะเขา ‘หยุดอ้อน’
ฉันเคยคิดว่าเราคงเป็แบบนี้ไปเรื่อย ๆ
แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจอีกแล้วว่า...เขาอยากจะเป็เพื่อนกับฉันต่อไปอยู่ไหม
คืนนั้น ฉันเข้านอนโดยไม่พูดกับโนวาเลยแม้แต่คำเดียว
และเขาก็ไม่พูดกับฉันเช่นกัน
ไฟจากหัวเตียงดับลง ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท
มีเพียงเสียงพัดลม กับเสียงหัวใจที่ดังอยู่ในอกฉัน
ฉันนอนตะแคงหันหลังให้เขาในห้องที่พวกเรานอนรวมกัน เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ เหมือนคนที่นอนหลับไปแล้ว
แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาหลับจริง
และฉันก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า...ระหว่างเรา มันยังเหลือความ ‘เหมือนเดิม’ อยู่ไหม