“งี่เง่า! เ้าของร่างนี้งี่เง่าชะมัด”
เมื่อทบทวนถึงประสบการณ์อันดำมืดของเ้าของร่างแล้วซินหยางเฟิ่งก็อดที่จะพ่นคำสบถออกมาไม่ได้
แต่แม้ว่าจะพ่นคำพูดไม่น่าฟังออกมาหญิงสาวก็อดรู้สึกสงสารเ้าของร่างไม่ได้
ไม่ได้สงสารที่นางต้องตกอับกลับกลายเป็หญิงสาวชาวบ้านยากจนแต่สงสารที่นางได้ยินคำพูดของคนที่นางคิดว่าพวกเขาเป็พ่อแม่มาโดยตลอดและนางก็รักพวกเขามากที่สุด
ความทรงจำก่อนออกจากจวนโหว
ที่หน้าห้องหนังสือของท่านโหวซูซินหยางเฟิ่งกำลังยกมือขึ้นจะเคาะประตู เพื่อนำซุปโสมที่นางตั้งใจทำเองไปให้แต่แล้วก็ต้องชะงักมือค้าง เมื่อได้ยินเสียงคนพูดในห้อง
จงฮูหยิน “เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อยข้ารู้สึกผิดมาตั้งนานแน่ะ ตอนนี้ข้ารู้สึกโล่งใจแล้ว”
ซูหลี่จิ้ง “เื่ใดหรือ”
จงฮูหยิน “ข้าโทษตัวเองมาตั้งนานว่าข้าเป็แม่ที่ไม่ได้เื่ ลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันโดยไม่มีเหตุผล ข้ายังจำได้ตอนที่พวกเขายังเด็ก พวกเขาแย่งของเล่นจนกลายเป็ทะเลาะกันแทนที่ข้าจะแค่จับพวกเขาแยก หรือตำหนิหวินเอ๋อร์เพราะเขาเป็พี่ชายแต่ข้ากลับตีเฟิ่งเอ๋อร์ที่เป็เด็กผู้หญิง ในที่สุดตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่าข้าไม่ใช่แม่ที่ไม่ดีแต่เป็เพราะความผูกพันทางสายเืระหว่างเด็กสองคนนั้นกับข้าต่างหากที่ทำให้ข้ารักพวกเขาไม่เท่ากัน”
ซูหลี่จิ้ง “อ้อก็ดีแล้วนี่ที่นางไม่ใช่สายเืที่แท้จริงของเรา บอกตามตรงข้าเองก็ระอาใจมาหลายปีเช่นกัน ั้แ่ที่นางใบหน้าเสียโฉมน่ะไม่ใช่เพราะนางไม่งดงามเหมือนก่อน แต่เป็เพราะความก้าวร้าวและอารมณ์ร้ายของนางบางทีข้าก็ลำบากใจเช่นกันยามเมื่อต้องมาคอยตามล้างตามเช็ดในสิ่งที่นางทำแต่ยามนั้นข้าก็ได้แต่ทำใจ เพราะถึงอย่างไร นางก็คือเืเนื้อเชื้อไขของข้านี่แหละนะ แม้ว่าเด็กจะถูกเลี้ยงดูมาดีแค่ไหนแต่สันดานที่อยู่ในสายเืมันอาจจะเปลี่ยนแปลงยาก คราวนี้พวกเราคงสบายใจได้แล้วซิงเอ๋อร์มีสายเืเดียวกันกับเรา นางต้องไม่ทำให้เราอับอายแน่นอน”
‘นี่พวกท่านรู้สึกต่อข้าเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ’ซินหยางเฟิ่งที่ยืนฟังอยู่หน้าประตู ดวงตาเริ่มแดง ไอน้ำตาเริ่มคลอหน่วยตานางยังไม่กระโตกกระตาก ฟังเสียงพ่อแม่คุยกันต่อไป
จงฮูหยิน “แต่จะว่าไป ข้าก็ยังสงสารนางอยู่นะไม่รู้ว่าเมื่อชาติที่แล้วนางได้ทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงได้เป็โรคอัปลักษณ์รักษาไม่หายเช่นนี้ อืม นี่อาจจะถือเป็เื่ดีก็ได้ที่ตอนนั้นเราอุ้มลูกผิดคน ไม่อย่างนั้นคนที่จะถูกวางยาพิษจนมีใบหน้าอัปลักษณ์รักษาไม่หายจนถึงตอนนี้ ก็จะเป็ลูกสาวตัวจริงของเรา เฮ้อ โชคดีจริงๆที่เราได้ซิงเอ๋อร์กลับคืนมาเวลานี้ จะว่าไป นางก็ช่างงดงามนักแม้จะถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมแย่ๆ เช่นนั้นแต่ความเปล่งประกายของลูกสาวเราก็ยังสาดแสงส่องออกมาสมกับเป็สายเืขุนนางชั้นสูงจริงๆ นาง...”
จงฮูหยินพร่ำพรรณนาถึงสิ่งดีๆของลูกสาวตัวจริงที่เพิ่งได้กลับคืนมาไม่ขาดปากด้วยความเห่อยามนี้จิตใจของนางมีเพียงซูเข่อซิง ลูกสาวตัวจริงของนางเท่านั้น
ซูหลี่จิ้ง“เ้าคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับเฟิ่งเอ๋อร์ดีถึงอย่างไรนางก็เป็ลูกสาวของเรามาเกือบสิบห้าปีเชียวนะเ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่านางไม่อยากกลับไปอยู่กับแม่แท้ๆของนางนางไม่คุ้นเคยและไม่อยากรู้จัก นางจะนับถือและจำแค่พวกเราว่าเป็พ่อแม่เ้าตัดใจปล่อยนางได้จริงหรือ”
‘ใช่ พวกท่านจะทำอย่างไรกับข้า’ซินหยางเฟิ่งที่ยืนนิ่งถือชามซุปอยู่หน้าประตู ลุ้นรอฟังคำตอบ
ขณะนี้นางยังไม่รู้ตัวเลยว่าสองข้างแก้มของนางมีสายน้ำตาประดับอยู่นางรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกินกับการได้ยินสิ่งที่ท่านพ่อท่านแม่สนทนากันใจหนึ่งอยากจะวิ่งออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่อีกใจก็อยากฟังต่อนางยังหวังว่าท่านแม่จะยังรักนาง แม้จะน้อยลงไปบ้างก็ไม่เป็ไร
จงฮูหยิน “เฮ้อ ข้ารู้เ้าค่ะข้าก็อยากเลี้ยงเฟิ่งเอ๋อร์เช่นเดิมนะเ้าคะ เพราะถึงอย่างไรเราก็ดูแลนางมาตั้งนานแล้วจริงๆ แม้จะรักได้ไม่เหมือนเดิมแต่ข้าก็ไม่อยากให้นางตกระกำลำบาก”
ได้ยินเช่นนี้ ทำให้ซินหยางเฟิ่งมีรอยยิ้มขึ้นมาได้บ้างนางนึกไว้แล้วเชียวว่าท่านแม่จะต้องยังรักนาง แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาก็ทำให้หญิงสาวยิ้มค้าง
“แต่ว่าแม่ของนางก็อยากได้นางคืนนะเ้าคะถ้านางไม่กลับไป จะไม่ถูกคนอื่นมองนางว่าเป็ลูกอกตัญญูหรือห่วงความสบายหรือ อืมแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ ถ้าเรายังให้เฟิ่งเอ๋อร์อาศัยอยู่ที่นี่ซิงเอ๋อร์อาจจะน้อยใจ คิดว่าเรายังรักเฟิ่งเอ๋อร์จนตัดใจจากนางไม่ได้ก็ได้ ดังนั้นจะให้นางอยู่ที่นี่ต่อหรือไม่ ก็ให้แล้วแต่ซิงเอ๋อร์เถอะเ้าค่ะ”
คำตอบของจงฮูหยินทำให้ซินหยางเฟิ่งรู้สึกราวกับถูกจ้วงแทงด้วยมีดที่หัวใจ นางรู้สึกตัวชาแล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมาอีกระลอกโดยไม่รู้ตัวนางเดินกลับเรือนของตนเองได้อย่างไรก็ไม่รู้
‘พวกเขาไม่นึกถึงความสัมพันธ์ตลอด่ระยะเวลาที่เคยเลี้ยงดูข้าบ้างเลยหรือไรไม่มีเยื่อใยบ้างเลยหรือ ความผูกพันนี้ไม่มีอยู่จริงเลยหรือไร’คำถามมากมายปรากฏขึ้นในความคิด หญิงสาวได้แต่คร่ำครวญในใจหยาดน้ำหยดไหลจากดวงตาเป็สาย นางได้แต่ซุกหน้ากับหมอนร่ำไห้จนหลับไป
เช้าวันต่อมาซินหยางเฟิ่งงัวเงียตื่นเพราะมีสาวใช้เข้ามาปลุกด้วยความร้อนใจดวงตาของนางบวมตุ่ยราวกับเปลือกหอยแครง เนื่องจากร้องไห้มากเกินไป
“มีอะไร” ซูเฟิ่งหยางถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเพราะมีคนมารบกวนเวลานอนของนาง
“เกิดเื่แล้วเ้าค่ะคุณหนูกำไลหยกแดงที่ฮูหยินมอบให้คุณหนูซู เอ่อหมายถึง คุณหนูรองซูน่ะเ้าค่ะกำไลที่ฮูหยินมอบให้นางเมื่อวันก่อนหายไปเ้าค่ะ ตอนนี้ค้นหาทุกที่แล้วเหลือเพียงที่เรือนของคุณหนูเ้าค่ะ”สาวใช้ประจำตัวของซินหยางเฟิ่งพูดด้วยสีหน้าร้อนใจ
“กำไลของนางหาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า”ซินหยางเฟิ่งหงุดหงิด นางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
แม้จะไม่พอใจ แต่เมื่อสาวใช้บอกว่านายหญิงก็รออยู่ด้วยนางจึงเลิกอิดออด ่นี้นางต้องทำตัวดีๆ กับท่านแม่ของนางรีบล้างหน้าแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมา
“คือ...” ซูเข่อซิงอยากจะชี้แจง แต่ก็ยังคงอ้ำอึ้งไม่แน่ใจว่าตนควรพูดดีหรือไม่ ในที่สุดก็พูดออกมา
“ข้าก็ไม่อยากโทษใคร ไม่ได้เจาะจงไปที่ใครเพียงแต่ข้าค้นหาทุกเรือนแล้ว จะเหลือก็เพียงที่เรือนของเ้าเท่านั้นเพื่อความสบายใจข้าขอค้นได้หรือไม่” ซูเข่อซิงถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
“ข้าไม่ได้เอาไป ทำไมข้าต้องให้เ้าค้นด้วย”ซินหยางเฟิ่งพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแส
จงฮูหยินไม่้าให้พวกนางทั้งสองถกเถียงกันจึงพูดไกล่เกลี่ยในที่สุดซินหยางเฟิ่งก็ยอมให้ค้นห้อง นางรู้ตัวเองดีว่านางไม่ได้เอาอะไรของใครไปต่อให้ค้นอย่างไรก็ไม่เจอ นางจึงไม่จำเป็ต้องกลัว
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นสาวใช้ของจงฮูหยินได้ค้นเจอกำไลเ้าปัญหาวงนั้น
“ไม่ เป็ไปไม่ได้ ข้าไม่ได้เอาไปต้องมีใครใส่ร้ายข้าแน่ๆ” ซินหยางเฟิ่งเบิกตาบวมๆ โดยคิดว่ากว้างแล้วแต่ก็แทบจะเห็นเป็ขีดเท่านั้น
“เ้า ต้องเป็เ้าแน่ๆ ที่ใส่ร้ายข้า”ด้วยความโกรธจนหัวร้อนไปหมด ซินหยางเฟิ่งชี้นิ้วไปที่หน้าของซูเข่อซิง
ซูเข่อซิงส่ายหน้า พูดเสียงสั่น “ไม่ ข้าไม่รู้เื่ข้าไม่ได้ใส่ร้ายเ้า กำไลที่ท่านแม่มอบให้ข้าหายไปจริงๆ”
พูดจบก็ขยับขาไปยืนอยู่ด้านหลังจงฮูหยินหวังใช้เป็ที่หลบภัย
การชี้หน้าใส่ลูกสาวตัวจริงที่เพิ่งได้กลับคืนมาทำให้จงฮูหยินโกรธมาก นางตวาดเสียงดัง
“หลักฐานพบในห้องของเ้าเ้ายังจะมาใส่ร้ายซิงเอ๋อร์อีกหรือ ซูหยางเฟิ่งเ้ากลายเป็คนแบบนี้ั้แ่เมื่อไร”
ปกติจงฮูหยินจะเรียกนางว่าเฟิ่งเอ๋อร์การที่นางเรียกชื่อเต็มเช่นนี้แสดงว่านางโกรธจัด
“ท่านแม่อย่าโกรธไปเลยเ้าค่ะ ไม่ดีต่อสุขภาพนะเ้าคะตอนนี้หยางเฟิ่งอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับข้าและอาจจะยังยอมรับข้าเป็พี่น้องกับนางไม่ได้ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานนางคงจะยอมรับข้าได้เอง ใช่ไหมหยางเฟิ่ง”
ซูเข่อซิงปลอบโยนมารดาแล้วหันไปถามซินหยางเฟิ่งพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนแต่ในสายตาของซินหยางเฟิ่งมันคือรอยยิ้มเยาะเย้ยถางถาง
ซูเข่อซิงพูดต่อ “ก็แค่กำไลเองถ้านางอยากได้ก็ให้นางไปเถิดนะเ้าคะท่านแม่ต่อให้ข้าไม่มีของขวัญแทนใจจากท่านแม่ก็ไม่เป็ไร ถึงอย่างไรข้าก็รักท่านอยู่ดีและข้าก็รู้อยู่แล้วด้วยว่าท่านรักข้า เพราะข้าเป็ลูกสาวแท้ๆ ของท่านนี่นาใช่ไหมเ้าคะ”
คำพูดนี้ของซูเข่อซิงทำให้จงฮูหยินแทบละลายในความน่ารักและช่างฉอเลาะของลูกสาวขณะเดียวกัน คำพูดนี้มันช่างเสียดแทงโสตประสาทหูของซินหยางเฟิ่งจริงๆนางรู้สึกว่านางกำลังถูกคนแย่งความรักจากท่านแม่
ปกติซินหยางเฟิ่งก็ใจร้อน โมโหง่ายอยู่แล้วเมื่อได้ฟังคำพูดนั้นของซูเข่อซิงก็ยิ่งทำให้นางโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
“หมายความว่าอย่างไร เ้าจะบอกว่าเ้าเป็ลูกสาวแท้ๆของท่านแม่ ท่านแม่จึงรักเ้าโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ข้าไม่ใช่นางจึงไม่รักข้าใช่ไหม” ซินหยางเฟิ่งะโเสียงดัง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธบนแก้มข้างหนึ่งมีเส้นเืปูดนูนแดงแตกแขนงราวกับรากไม้ขนาดใหญ่เต็มแก้ม ซ้ำดวงตายังปูดบวมเพราะร้องไห้เมื่อคืนนี่คือส่วนผสมของความอัปลักษณ์ขั้นสุดชัดๆ
ราวกับซูเข่อซิงไม่ได้ยินเสียงะโด้วยความโมโหโกรธานั้นนางยื่นกำไลหยกแดงเ้าปัญหาให้ซินหยางเฟิ่ง แล้วพูดอย่างคนจิตใจดี ไม่ถือสาหาความ“เอาไปสิ ถือเสียว่านี่เป็ของขวัญจากพี่น้องก็ได้”
ซินหยางเฟิ่งปัดกำไลที่ซูเข่อซิงยื่นมาให้โดยไม่คิดพร้ะโกน
“ใครอยากเป็พี่น้องกับเ้ากัน ข้าไม่้า”
แรงปัดนั้นไม่เบาเลยกำไลหยกแดงที่อยู่กับจงฮูหยินมานานกระเด็นตกพื้นแตกเป็เสี่ยง
ซูเข่อซิงใ ยกสองมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้าง
จงฮูหยินโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าซินหยางเฟิ่ง “เ้า เ้า”
นางโกรธจนไม่รู้จะพูดอะไรในเวลานี้
ซินหยางเฟิ่งก็ใเช่นกันนางรู้ว่ากำไลวงนี้มารดาของนางรักมันมาก มันเป็วงที่จงฮูหยินสวมบ่อยที่สุดแล้วตอนนี้ นางก็เป็คนที่ทำลายมันเองกับมือ
“ข้า..ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านแม่ ข้าขอโทษ”ซินหยางเฟิ่งกล่าวกับมารดาเสียงสั่น
“ไป ออกไป เ้าออกไปให้พ้นหน้าข้า” จงฮูหยินสั่งพร้อมกับชี้นิ้วไปอีกทาง
ซินหยางเฟิ่งเดินหน้าซีดคอตกออกไปไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มบางๆ จากใครบางคน
เช้าวันต่อมาและเป็เช้าวันสุดท้ายที่ซินหยางเฟิ่งได้อาศัยอยู่ในจวนโหว
ท่านโหวซูและฮูหยิน ตัดสินใจให้นางออกจากจวนโหวให้กลับไปอยู่กับนางซินฟาง มารดาที่แท้จริงของนางในวันนั้นเลยโดยไม่ได้ให้สิ่งมีค่าใดๆ ติดตัวไป มีเพียงเสื้อผ้าที่นางเคยใช้เท่านั้น
“ข้าเสียใจจริงๆที่ไม่สามารถเลี้ยงดูเ้าให้เป็คนดีได้ ตอนแรกข้าก็ไม่คิดจะให้เ้าออกจากจวนเลยเพราะถึงอย่างไรเ้าก็เคยเป็ลูกสาวที่ข้าอุ้มชูดูแลมาเป็อย่างดีแต่ดูสิ่งที่เ้าตอบแทนข้าสิ เพียงแค่ข้ามอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แก่ซิงเอ๋อร์ของข้าเ้าก็อิจฉาจนอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว นางลำบากตรากตรำมานานถึงเพียงนี้นางเพิ่งได้กลับมาบ้านที่แท้จริงของตัวเอง ทำไมเ้าไม่เห็นใจนางบ้างเ้าถึงกับตั้งตารอรังแกนางไม่ไหว เ้าไม่ยอมรับนาง ไม่คิดจะเป็พี่น้องกับนางก็เท่ากับเ้าไม่ยอมรับข้า ข้ารู้ว่าเ้าใจแคบ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าเ้าจะใจแคบได้มากขนาดนี้ใจจริงข้าก็ไม่ได้อยากขับไล่เ้า แต่ข้าไม่้ารับความเสี่ยงใดๆที่อาจเกิดจากเ้า วันนี้เ้าแค่ขโมยของ วันหน้าเ้าอาจจะทำร้ายนางก็ได้ ดังนั้นเ้าออกไปจากที่นี่เสียเถิด ที่นี่ไม่ต้อนรับเ้าอีกต่อไปแล้ว”
คำพูดสุดท้ายของจงฮูหยินตอนส่งซินหยางเฟิ่งออกจากจวนโหวทำให้รู้ว่าเวลาอันยาวนานที่อยู่ด้วยกัน ไม่สำคัญเท่าสายเืเสียงสะท้อนดังกึกก้องในใจบอกซินหยางเฟิ่งว่า พวกเขาไม่้านางแล้ว