ตอนที่ 3 ก้าวแรกของราชสีห์
ท่ามกลางกระแสคำโห่ร้องของกลุ่มคน เสียงเชียร์ะโดั่งคลื่นตีขอบลานประลอง ทว่าท่ามกลางเสียงเ่าั้ กลับมีเพียงเขา---เจิ้นเทียนยืนอยู่ตรงนั้นโดยมิได้ตอบสนองแม้เพียงการกะพริบตา รองเท้าฟางของเขาเสื่อมสภาพจนเห็นชั้นเย็บซ้อนด้วยด้ายอย่างหยาบ เส้นฟางบิดเบี้ยวเล็กน้อยตรงขอบส้นราวกับผ่านแอ่งโคลนและก้อนกรวดมากกว่าทางลาด
เมื่อฝ่าเท้าของเขาเหยียบลงพื้นผืนดิน ทันใดนั้น สรรพเสียงนอกวงที่ดังกระจัดกระจายพลันค่อย ๆ เงียบลงดั่งเกลียวคลื่นสงัดที่สาดออกไป หลงเหลือเพียงท่วงท่าและจังหวะอันแน่วแน่ของบุรุษหนุ่ม
เขายืนตระหง่านอยู่กลางลานฝึก สูงประมาณ ห้าฉื่อกว่า ร่างกายแน่นด้วยมวลกล้ามเนื้อใน ไหล่กว้าง แขนขาหนักแน่น ผิวของเขามีสีแทนเข้มด้านหยาบเล็กน้อยราวกับกล้ามเนื้อเคยกอดฝุ่นจากพื้นหินดินทราย มือของเขาค่อนข้างหนา ตรงข้อมือมีรอยปูดของเส้นเอ็นชัดเจน นี่มิใช่มือของคนที่ฝึกกระบี่ในตำรา แต่มือของผู้ที่ “ออกแรง” จริงในทุกวันของชีวิต เส้นผมของเขาดำขลับ ดำจนดูดแสงยามรุ่งอรุณ ถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลังด้วยเศษผ้าธรรมดา เส้นผมบางเส้นหลุดลงมาแนบใบหน้า คล้ายจะบดบังแววตา เขาไม่ปัด ไม่จัด เพราะเส้นผมนั้นไม่เคยรบกวนใจเขา
ั์ตาของเขาคมกริบดั่งกระบี่ ผนวกกับใบหน้าที่คมเข้มล้วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ชายหนุ่มมีโครงกระดูกแน่นแนว แก้มไม่ตอบ ขากรรไกรแข็งแรง ปลายคิ้วดูจะกระด้างสำหรับวัยสิบห้าสิบหกปี หากแสดงให้เห็นถึงความฝืนในใจคน ไม่หล่ออย่างสะอาดแต่มีเสน่ห์
ขากางเกงผ้าหยาบพับขึ้นเหนือข้อเท้า ชายขาข้างหนึ่งมีรอยขาดเล็ก ๆ หากมิได้ดูซอมซ่อกลับมีเจตนามิอยากซ่อมแซม ปล่อยให้รอยนั้นอยู่เช่นนั้นประหนึ่งรอยหนึ่งในจิตใจที่เขายังไม่คิดสมาน เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็ผ้ากระสอบธรรมดาเย็บขวางลำตัวที่สะอาดพอให้รู้ว่าเ้าของมิใช่คนมักง่าย บ่าที่กว้างกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย พละกำลังเก็บไว้ในท่าทีไม่แข็งเกร็งประดุจคุ้นชินกับน้ำหนักของร่างกายตนเอง
แม้จะสวมเพียงเสื้อผ้าหยาบสีซีด กางเกงผ้าป่านมัดเชือกและรองเท้าแตะฟางเก่าเย็บซ้อนที่พร้อมจะขาดทุกย่างก้าว ทว่ากลับไม่มีใครมองว่าเขาต่ำต้อย
ใบหน้าเรียบเฉยในวัยสิบห้าสิบหกปีไม่ปรากฏความทะนง ไม่เร่งเร้า มันกลับมีเพียงแววตาคู่นั้นที่นิ่งเสียยิ่งกว่าผืนน้ำไร้ละลอก อย่างไรก็ตาม มันกลับมีแรงดึงราวกับคลื่นใต้น้ำ สายตาของเจิ้นเทียนมองตรงไปยังอีกฟากของลานประลอง…
เขาเพียงขยับริมฝีปากเอ่ยเรียกชื่อหนึ่ง “เิหลงเย่!” เสียงะโของเขาประดุจฟ้าผ่า น้ำเสียงไม่เย็น ไม่อ่อน หากแต่หนักแน่น แข็งเหมือนเหล็กกล้าและแฝงกลิ่นฝุ่นจากสนามฝึก เด็กหนุ่มผิวเข้มตรงหน้ากระชากคางขึ้น
สายตาคมกริบของเขากวาดมองตรงมา ไม่เว้นแม้แต่จุดเล็กบนไหล่เสื้ออีกฝ่าย
“เ้าจะยืนเฉยเป็เสาเฝ้าประตูไปจนถึงเมื่อใด? ถ้ามีแขนมีขาก็เข้ามาลองกันสักตั้ง!”
ไม่มีความอาฆาตไม่มีอารมณ์กราดเกรี้ยว มีเพียงคำพูดที่กระแทกใส่โดยไม่ให้พื้นที่หลบเลี่ยง
เิหลงเย่ที่ยืนสงบเงียบงันใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านหนึ่งของลาน เขายกมือลูบต้นคอเบา ๆ คล้ายจะคลายความเมื่อยล้า ใบหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา ริมฝีปากขยับเนิบช้าเอ่ยถ้อยคำราบเรียบ ทว่ากลับทะลุผ่านเสียงรอบข้างเข้าสู่ใจของทุกคน
“…ได้”
เขาย่างก้าวออกมาหนึ่งก้าว มิได้โหมและแรงปราศจากท่วงท่า หากแต่ก้าวนั้นกลับทำให้ผู้ชมรอบลานจำนวนหนึ่งรู้สึกได้ถึงแรงะเืในอก สายลมพลันเปลี่ยนทิศ เสียงฝีเท้าข้างขวาของเขาเหยียบลงบนหินกรวดเกิดเสียงแ่เบา ชายหนุ่มเงยศีรษะขึ้นแววตาสีดำดุจหมึกประสบประสานเข้ากับั์ตาสีทองอำพัน ตัดสินใจเดินเข้าสู่ลานประลอง
เสียงกลองไม้ดังขึ้นหนึ่งครั้งเป็สัญญาณเริ่มการประลอง
ท่ามกลางสายตาของกลุ่มเยาวชนทั้งสามกลุ่มที่ล้อมลานฝึกไว้ คนแล้วคนเล่าเงยหน้ามองโดยไร้เสียงเอื้อนเอ่ย เจิ้นเทียนเป็ฝ่ายพุ่งเข้าก่อน เขาไม่ได้ก้าวย่าง เขา ‘พุ่ง’ ออกไปเหมือนแรงะเิกล้ามเนื้อทั่วร่างรวมกันเพื่อลั่นหมัดเดียว
หมัดขวาของเขาหมายใส่กรามของเิหลงเย่โดยไม่อ้อมค้อม เส้นเอ็นที่ฝึกมาสองสัปดาห์กระชับแน่นราวกับเชือกเหล็ก เสียงอากาศแตกวูบเมื่อหมัดตัดผ่าน เิหลงเย่ไม่ขยับ เขายกฝ่ามือซ้ายขึ้นรับหมัดโดยตรง เสียงกระแทกดังกึกก้อง ฝ่ามือที่รับหมัดนั้นสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
ครั้งแรกในรอบสามสิบสองเดือนที่เขารู้สึก...เจ็บ!!
ั์ตาเรียบเฉยเบิกขึ้นเล็กน้อย เรือนร่างยังยืนมั่นคงตระหง่าน ทว่าในใจกลับสั่นเหมือนฝ่ามือที่รับหมัดนั้นไป เขามิอาจคิดว่าหมัดของเจิ้นเทียนจะหนักถึงเพียงนี้ สืบเนื่องจากตลอดเกือบสามปีที่ผ่านมา เิหลงเย่ล้วนเคยชินกับชัยชนะ แน่นอนว่าในตอนนี้ เจิ้นเทียนหาได้ใช่เจิ้นเทียนที่เขารู้จักเกือบสามปีอีกต่อไป…
ดวงตาของเิหลงเย่เริ่มเปลี่ยนสีแววเปล่งประกายฉับพลัน หาได้ใช่พลังแฝงเร้นหากเป็แรงจดจ่อ เขาขยับฝ่ามืออย่างช้า ๆ ปล่อยให้แรงสั่นไหวจางหาย ทันใดนั้นจึงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยกหมัดขวาขึ้นกระแทกสวนกลับ
เจิ้นเทียนยิ้มเย็น หดไหล่ซ้ายลงในชั่วพริบตา หลบเฉียงแล้วสะบัดศอกสวนเข้าชายโครง เสี้ยววินาทีถัดมาเิหลงเย่กลับใช้หลังมือซ้ายสะบัดกระแทกเบี่ยงแนวศอกนั้นออก ก่อนย่อตัวแทงหมัดล่างเข้าสะโพก เสียงการปะทะของเนื้อหนังดังกระทบก้องบริเวณ การเปลี่ยนท่วงท่าวาดฝ่าเท้าล้วนส่งผลให้ฝุ่นดินทรายลอยคลุ้งขึ้นจากพื้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ชมรอบลานบางคนกำหมัดแน่น บางคนอ้าปากค้าง มีเสียงกลืนน้ำลายเล็ดลอดเป็ระยะ ผู้ใหญ่หลายคนที่ชื่นชอบการประลองเริ่มขยับตัวเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แม้แต่หัวหน้ากลุ่มอสรพิษยังหรี่ตาลงนิ่งเงียบกว่าเคย
เจิ้นเทียนคิดในใจขณะแลกหมัด “ไอ้บัดซบ...ตลอดเกือบสามปีที่ผ่านมา---แท้จริงแล้วเ้ายังไม่เคยเอาจริงเลยงั้นหรือ?!”
ในขณะเดียวกัน เิหลงเย่ขบคิดด้วยความตกตะลึงงัน “เขาเปลี่ยนไปอย่างมาก...นี่น่ะหรือพลังของวิชาทางการทหารที่ฝึกเพียงครึ่งเดือน…”
หมัดแลกหมัด ศอกปะทะเข่า เสียงกระแทกดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนฝุ่นขอบลานลอยหนาตา ร่างทั้งสองกระแทกเข้าหากันอีกครา รุนแรงจนทั้งคู่ถอยออกมาสองก้าวต่างคนต่างหอบหายใจเล็กน้อย สองร่างยังยืนหยัด สายตาสองคู่ยังมองตรง การแลกเปลี่ยนกว่าร้อยกระบวนท่า ผู้คนล้วนสังเกตเห็นชัดเจน ความเร็วหมัดและการเคลื่อนไหวของพวกเขาทั้งสองคนต่างตกฮวบลงเพราะความเหนื่อยล้า
กล้ามเนื้อที่เคยแน่นตึงเริ่มสั่น เสียงหอบหายใจของทั้งคู่กลบเสียงฝีเท้าบางส่วนไปแล้ว แม้แต่การก้าวย่างก็ไม่มั่นคงเท่าตอนเริ่มต้นอีกต่อไป จากการตั้งรับอย่างแม่นยำ บัดนี้เริ่มมีหมัดที่หลุดผ่าน การโจมตีที่พลาดเป้า ท่วงท่าหยุดชะงักเพราะการขาดสมาธิอย่างวูบวาบ
เจิ้นเทียนเริ่มลดจังหวะการโจมตีของตนเองลง เขาป้องกันมากกว่าเลือกโจมตีอย่างชัดเจน ความคิดในหัวตีกันสับสนวุ่นวาย---เงาของความพ่ายแพ้ที่สั่งสมมาตลอดเกือบสามปีคอยกระซิบข้างหูเขาอยู่ทุกคราวที่เห็นสายตานิ่งเฉยของเิหลงเย่ เขาอดไม่ได้ที่จะวิตก…แม้ฝึกฝนวิชาทางการทหารมาจากบิดาจนแทบล้มตาย ยังมิอาจไม่เพียงพอที่จะชนะศัตรูผู้นี้ได้
ในขณะที่เจิ้นเทียนเริ่มลังเลนั้นเิหลงเย่กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาออกหมัดออกลูกเตะอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นจังหวะให้หายใจ ไม่คิดแม้จะยกมือป้องกัน ส่งผลให้เจิ้นเทียนไม่มีโอกาสสวนกลับเลยแม้แต่น้อย มันไม่ใช่เพราะไม่เห็นช่องว่าง แต่มือและหัวใจของเขา---มันไม่กล้าลั่นหมัดสวนกลับ
ขณะนั้นเองที่เสียงะโคำหนึ่งจากชายคนหนึ่งในฝูงชนด้านหลังสุดของลานฝึกะโขึ้นมา “เจิ้นเทียน! โจมตีอย่างเดียวพอ! ชายชาติทหารไม่จำเป็ต้องป้องกัน! พลังทำลายคือการป้องกันที่ดีที่สุด!” น้ำเสียงแข็งกร้าวและกังวานะเืถึงหัวใจ เป็เสียงของบิดาเขา…ผู้เป็ข้าราชการกรมทหาร
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เจิ้นเทียนเบิกตาโต ความทรงจำยามฝึกฝนตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาไหลย้อนทวนกลับ ก่อนที่แววตาจะแปรเปลี่ยนเป็แข็งกล้าฉับพลัน เขาพุ่งเข้าใส่เิหลงเย่อีกครั้งพลางะโร้อง หมัดฟาด หมัดซัด ศอกแทง เข่าเสย เขาละความลังเลทิ้งไว้กับฝุ่นดิน ในยามนั้นเอง เิหลงเย่ยังคงไม่เปลี่ยน เขายังโจมตีกลับทุกครั้งที่รับหมัด ยังไม่คิดป้องกันแม้สักนิด
หมัดแลกหมัด เืแลกเื เสียงกระแทกไม่ต่างจากพายุลูกเหล็กตกใส่แผ่นดิน ทุกครั้งที่มีการปะทะ หนึ่งในสองฝ่ายจะมีเืซึมออกมาจากมุมปากหรือแผลเปิดตามร่างกาย
กลุ่มดอกบัวเงียบงัน สีหน้าหวาดผวา รูปร่างบอบบางในกลุ่มบางส่วนเริ่มเบือนหน้าไม่กล้ามองต่อ ไป๋จิ่นหลาง รองหัวหน้ากลุ่มดอกบัว มือกำแน่นจนเส้นเืขึ้น มือสั่นแต่ดวงตาเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึง
กลุ่มราชสีห์กลับฮึกเหิมหลายคนะโเชียร์ชื่อเจิ้นเทียนอย่างบ้าคลั่ง รองหัวหน้ากลุ่มราชสีห์กัดฟันแน่น ดวงตาลุกวาว เขาไม่เคยเห็นผู้นำของตนบ้าระห่ำถึงเพียงนี้มาก่อน อีกทั้ง…เขาไม่เคยเห็นเิหลงเย่ที่ถูกบีบเค้นถึงขนาดนี้
กลุ่มอสรพิษกลับเงียบยิ่งกว่าความตาย หัวหน้ากลุ่มอสรพิษหรี่ตา พึมพำเสียงเบา “พวกเขาสองคนนี้ต่างหากที่สมควรเรียกว่าสัตว์ร้าย” รองหัวหน้าอสรพิษเลียริมฝีปาก ยิ้มบางด้วยแววตาที่สั่นไหวคล้ายชื่นชมปนหวาดหวั่น
ผู้ใหญ่หลายคนรอบลาน โดยเฉพาะพวกที่เคยอยู่ในสนามรบมาก่อน ต่างเริ่มพยักหน้า บางคนหลุดคำกล่าว “หมัดนี้…มันหนักพอจะปิดฉากศึกใหญ่ได้เลย” บางคนแม้จะนิ่งเฉยแต่แววตาทอดมองด้วยความเคารพ
เจิ้นเทียนในสภาพเืไหลอาบครึ่งใบหน้ากลับพุ่งหมัดอีกรอบ หมัดนั้นเิหลงเย่ไม่หลบ กระแทกรับเข้าที่ใบหน้าเต็มกำมือ เขาผงะไปหนึ่งก้าวก่อนจะโถมตัวกลับมาด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ หมัดสวนของเขากระแทกเข้ากลางหน้าผากของเจิ้นเทียนในระยะเผาขน
เสียงกระแทกสุดท้ายดังลั่น ร่างของเจิ้นเทียนสะบัดถอยหลัง…แล้วล้มลงอย่างช้า ๆ เสียงฝีเท้าหยุดลง เสียงเชียร์หยุดลง เสียงหัวใจของผู้ชมรอบลานดังก้องในอกตนเอง เขานอนแผ่หลาแน่นิ่งกับพื้น
“เิหลงเย่ชนะ!” เสียงประกาศดังสะท้านก้องจากหัวหน้ากลุ่มอสรพิษซึ่งทำหน้าที่เป็ผู้ตัดสินการประลองสำหรับการปะทะของหัวหน้ากลุ่ม
ถึงแม้การประกาศชัยชนะจะดังขึ้นกว่าสิบลมหายใจแล้ว แต่ทว่า สรรพเสียงในรัศมีใกล้เคียงลานประลองกลับเงียบสงัดหาใดเปรียบ กลุ่มคนล้วนยากจะตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิด แม้แต่สมาชิกกลุ่มดอกบัวยังไม่มีเสียงตื่นเต้นยินดีอันใด ทันใดนั้นเอง ไป๋จิ่นหลางตอบสนองฉับไวะโตอกย้ำอีกครั้งราวกับเตือนสติสมาชิกกลุ่มดอกบัว
“เิหลงเย่ชนะแล้ว!!” เขาชูหมัดขึ้น
เสียงก้องวานทั่วลานครั้งที่สองนี้ดึงสติของสมาชิกกลุ่มดอกบัวและฝูงชนได้อย่างแท้จริง เสียงเฮลั่นของสมาชิกกลุ่มดอกบัวดังสะท้านทั่วทั้งบริเวณ ในขณะที่กลุ่มราชสีห์หาได้มีความโศกเศร้าแม้แต่น้อย พวกเขากลับเปี่ยมล้นด้วยแววตาแห่งความมุ่งมั่น พวกเขาเริ่มมองเห็นภาพอันดับที่หนึ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
…เจิ้นเทียนที่ฝึกเพียงครึ่งเดือนสามารถต่อต้านเิหลงเย่ได้ถึงเพียงนี้?
“ฮ่าฮ่าฮ่า” นู่ไห่หัวเราะด้วยความสะใจสุดเสียง เขาไม่คิดเก็บงำ เขาเริ่มมองเห็นภาพที่กลุ่มราชสีห์จะกลายเป็ผู้ปกครองสูงสุดอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เสียงหัวเราะของเขาล้วนต้องถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงของความตื่นตระหนกในตอนนี้กลืนหายไปในสายธารแห่งวาจา
ณ มุมหนึ่ง ภายใต้เงาร่มไม้ริมขอบลาน ไม่ไกลจากกลุ่มดอกบัวมากนัก เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังลอดผ่านลมหายใจของหญิงสาวผู้หนึ่ง หลินซูอวิ๋นยืนมองด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ท่ามกลางเพื่อนสาวอีกสี่คน นางสวมชุดผ้าฝ้ายขาวสะอาดที่ขลิบลายฟ้าจางบริเวณแขนเสื้อ แม้จะเรียบง่าย หากผนวกเข้ากับบุคลิกภาพที่สง่างามและหน้าตาสวยหวานของนางกลับแผ่บรรยากาศของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ออกมา เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวยามต้องลม ใบหน้างามละมุนที่ปกติมักมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ประดับอยู่ บัดนี้กลับเคร่งขรึมด้วยแววตาตะลึงพรึงเพริดอย่างมิอาจปิดบัง
นางไม่เคยเห็นใครต่อสู้กันถึงเพียงนี้มาก่อน และนางย่อมไม่คิดว่า...ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมซึ่งเคยยื่นแอปเปิ้ลให้นางในวันที่ฝนตกจะยืนอยู่กลางฝุ่นดินด้วยแววตาเย็นสงบเช่นนั้น
เพื่อนสาวของนางแต่ละคนต่างมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน
หญิงสาวคนหนึ่งเบือนหน้าหนีริมฝีปากสั่นไหวพร่ำถามแ่เบา “นี่...ต้องถึงขั้นนี้จริง ๆ หรือ?”
อีกคนหนึ่งจับข้อมือหลินซูอวิ๋นแน่นสะอึกสะอื้นไร้คำพูดใดทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังหัวเราะคิกคักกันระหว่างทาง หญิงสาวในชุดเขียวอมเทาอีกคนหนึ่งกล่าวเสียงแ่ “่หลัง ความเร็วของพวกเขาตกลง เลยไม่แม้แต่จะยกมือกันหมัดกันเลย...พวกเขาทนเจ็บได้หรือเปล่า?”
ขณะที่หญิงสาวร่างเล็กสุดในกลุ่ม สบถเสียงเบาอย่างหมดความอดทน “นั่นมันประลองต่อยกันหรือฆ่ากันแน่วะเนี่ย…” แต่แม้จะพูดเช่นนั้น มือของนางกลับสั่นเล็กน้อย
แววตาของหลินซูอวิ๋นในยามนี้ไม่คล้ายคนกลัว ไม่คล้ายคนเศร้าและไม่ใช่แค่ใ หากเป็แววตาของผู้ที่ ‘เริ่มอยากเข้าใจบางสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจ’ หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภายในใจของนาง บัดนี้กลับมีเงาสายหนึ่งประทับไว้ ภาพของชายหนุ่มที่เคยไม่แยแสอะไร กลับพุ่งเข้าแลกหมัดอย่างเืพล่านโดยไร้ซึ่งคำโอ้อวดแม้สักคำเดียว มันจุดประกายบางอย่างที่ไม่มีใครเห็น...นอกจากตัวนางเอง
ท่ามกลางผู้คนที่จับจ้องร่างที่ยังยืนอยู่กลางลานประลองนั้น…เิหลงเย่ เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีซึ่งจะอายุครบสิบห้าในอีกเพียงสองเดือน ผู้ยืนหยัดต้านแรงของทั้งการฝึกฝนและโชคชะตา ร่างของเขาสูงประมาณห้าฉื่อแปดชุ่น เขาสูงกว่าเพื่อนวัยเดียวกันเล็กน้อย รูปร่างสมส่วนไม่ผอมแห้งไม่ล่ำล้น หากมั่นคงแข็งแรงพอเหมาะต่อทุกการเคลื่อนไหว
ใบหน้าของเขาคมเข้มดูหล่อเหลาพอประมาณ แต่กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่เหนือกว่าแค่โครงหน้า---มันคือความสงบที่ฉายจากภายใน ผิวของเขาขาวเนียนละออประดุจหยกเจียระไน หากััย่อมรู้ได้ว่าผิวนี้ไม่เคยถูกทะนุถนอม หากแต่ได้รับจากการอยู่กลางธรรมชาติและฝึกฝนอย่างเงียบงัน
เส้นผมของเขาสีดำธรรมชาติขลับราวกับน้ำหมึก เงางามแต่ไม่เงาวาว ทรงผมสั้นของเขากลับดูไม่เป็ระเบียบ ดวงตาคู่นั้นสีดำสนิทหากลึกและนิ่งราวแอ่งน้ำที่ไม่เคยปั่นป่วนแฝงความเฉยชาอย่างแปลกประหลาดในวัยเพียงสิบสี่ปี
เิหลงเย่ไม่ใช่เด็กที่ชวนให้ผู้คนเอ็นดู ทว่าเป็เด็กที่ทำให้ผู้คนยามมองเขาแล้ว…ล้วนนิ่ง หาได้ใช่ด้วยความเกรงกลัว มันกลับเป็เพราะไม่รู้จะตีความเขาเช่นใด มิอาจหยั่งรู้ว่าแววตาที่สงบนิ่งนั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ใน่เวลานี้ ร่างนั้นยืนหยัดท่ามกลางฝุ่นควันราวกับศิลาหยกที่ยังไม่ผ่านการแกะสลัก และใครบางคนเริ่มเห็นแล้วว่า แสงที่มันเปล่งออกอาจแหลมคมกว่าที่คิด…
“ครั้งนี้ข้าชนะแล้ว…เจิ้นเทียน”