เทียนหลินมีวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยม ใช้เวลาเดินทางเพียงสองวันก็มาถึงบริเวณแม่น้ำสุ่ยอิง ซึ่งเป็สถานที่ที่ประตูแดนลับเก้านพจักรจะปรากฏ เด็กสาวนั่งบนกิ่งไม้สูงห่างจากกลุ่มคน ใบหนาของต้นไม้ช่วยอำพรางร่างเล็กได้เป็อย่างดี เทียนหลินใช้พลังปราณปกปิดระดับพลังยุทธ์ของตนอย่างมิดชิด
กลุ่มคนริมแม่น้ำสุ่ยอิงมีจำนวนเกือบร้อยคน โดยแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มหลายพวก เทียนหลินสำรวจพลังของคนด้านล่างพบว่าคนส่วนมากจะมีพลังยุทธ์อยู่ที่ขั้นห้า ขั้นหก ส่วนผู้ที่จับพลังไม่ได้คงเป็นพวกพลังระดับสูงที่ปกปิดพลังไว้ ท่านปู่รองเล่าว่าเมื่อร้อยปีที่แล้ว จำนวนคนที่เข้าไปในแดนลับก็หลักร้อย แต่ที่เหลือรอดออกมาแค่หลักสิบเท่านั้นเด็กสาวเอนกายนอนหลับตาบนกิ่งไม้ เอาแขนรองใต้คอหนุนแทนหมอน ตำราลับของท่านปู่รองระบุว่าป่าชั้นนอกเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรขั้นห้าขั้นหก สมุนไพรในชั้นนี้จะใช้ทำเป็นยาสมานแผล สมุนไพรที่ใช้ปรุงยาโอสถทิพย์ จะอยู่ที่ป่าชั้นกลางกับป่าชั้นใน ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรขั้นเจ็ดถึงขั้นสิบ “หลานจะเข้าถึงป่าชั้นในหรือไม่เจ้าคะ ท่านปู่?” จากกันมาเพียงสองวันนางก็คิดถึงท่านปู่ทั้งสองซะแล้วในกระโจมที่พักชั่วคราวไม่ห่างจากกลุ่มคนริมแม่น้ำมากนัก มีบุรุษหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้านั่งอยู่สามคน คนตรงกลางมีใบหน้าหล่อเหลางดงามดูสูงศักดิ์เย็นชา สองคนที่นั่งด้านข้างหน้าตาดีไม่แพ้กัน หนึ่งดูสุขุม หนึ่งดูเย็นชา“องค์ชายสาม กระหม่อมเอายามาให้พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยเซาเดินหน้าระรื่นเข้ามาในกระโจม แล้วส่งห่อผ้าในมือให้หรงจื่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ขอบใจ เจ้าไปอวยพรหญิงในดวงใจแล้วหรือยัง?” หรอจื่อเอ่ยถามสหายสนิทเสียงเรียบ แล้วรับห่อผ้ามา เยี่ยเซาหุบยิ้มทันที ใบหน้าร่าเริงพลันบึ้งตึง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง“ฮึ เอาห่อยาของกระหม่อมคืนมาก่อน กระหม่อมลืมผสมยาพิษเพิ่มลงไป” “เจ้ามาถึงที่นี่คงไม่ใช่แค่มาส่งหญิงคนรัก กับส่งยาให้เราเพียงเท่านี้กระมัง” หรงจื่อยังเอ่ยหยอกล้อไม่เลิกรา“ยังไม่เลิกล้อกระหม่อมอีก พี่ใหญ่ใช้ให้กระหม่อมมาบอกพวกท่านให้ระวังตัว สายลับเงารายงานว่าคนสนิทของชางซิวไปหอเร้นเงา เพื่อพบกับนักฆ่าระดับสูง” เยี่ยเซาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เจ้าคิดว่ามันจ้างนักฆ่าให้ตามเข้าไปสังหารเราอย่างนั้นหรือ?”“กระหม่อมเดาว่าองค์ชายห้ากับชางซิวจะไม่ทำอะไรท่านตอนอยู่ในแดนลับ เพราะเขาต้องอาศัยท่านคอยปกป้อง แต่ตอนออกท่านจะหมดประโยชน์สำหรับพวกเขา ถึงกำหนดออกจากแดนลับกระหม่อมจะให้พี่ใหญ่นำหน่วยเงามาซุ่มรอที่ทางออก”“อืม จิงซา ตงเย่ พวกเจ้าจงระวังตัวตลอดเวลา” หรงจื่อหันไปกำชับคนสนิททั้งสอง“พ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน“เอ้!! นั่นเด็กที่ไหนไปนอนเล่นอยู่บนต้นไม้” เยี่ยเซาชี้ไปบนต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลทุกคนมองตามมือของเยี่ยเซา ก็เห็นร่างเล็กของเด็กสาวนอนอยู่บนต้นไม้จริง ๆ เมื่อหรงจื่อเห็นร่างน้อยนั้นไม่รู้เพราะเหตุใดหัวใจเขาเต้นแรงขึ้น คล้ายกับมีพลังดึงดูดบางอย่าง เขาไม่สามารถถอนสายตาออกจากร่างนั้นได้ เยี่ยเซาเห็นอาการของหรงจื่อที่ยืนจ้องมองเด็กสาวตาไม่กะพริบก็ยกยิ้มที่มุมปาก“องค์ชายหน้าน้ำแข็งไร้หัวใจถึงกับยืนมองจนตาค้าง ฮ่า ๆ” เยี่ยเซาแอบนินทาในใจ“ต้นไม้สูงขนาดนั้นนางขึ้นไปได้ยังไง? แถมนอนอย่างสบายใจโดยไม่กลัวตกด้วย” จิงซาบ่นพึมพำด้วยความสงสัย“นางคงจะไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาแน่นอน ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะองค์ชายสาม”เมื่อได้ยินเสียงยียวนกวนโทสะ หรงจื่อก็ได้สติ ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองหน้าเยี่ยเซาที่กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่เขา พอหันกลับไปมองที่กิ่งไม้อีกครั้ง ร่างเล็กก็หายไปซะแล้ว ในใจหรงจื่อพลันรู้สึกวูบโหวง “ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันแน่? อยากพบนางอีกครั้ง นางเป็นใคร?”หรงจื่อกำลังจะเดินไปหาคำตอบให้ตนเอง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาหาตนเสียก่อน“คารวะองค์ชายสามเพคะ” ซู่ซินย่อกายลงเล็กน้อย ใบหน้างดงามยิ้มอย่างเขินอาย“อืม” หรงจื่อตอบรับสั้น ๆ“ใกล้ถึงเวลาที่ประตูแดนลับจะปรากฏแล้ว เชิญองค์ชายสามเสด็จไปรวมกลุ่มทางโน้นเถอะเพคะ ทุกคนมากันครบแล้ว” ซู่ซินเอ่ยชวนเสียงหวานก่อนจะเดินไปรวมกลุ่มกับพวกซู่ซิน หรงจื่อยังคงหันไปมองที่ต้นไม้ใหญ่ “นางหายไปไหนนะ?”เทียนหลินแอบอยู่หลังต้นไม้ เมื่อครู่รับรู้ได้ว่ามีสายตาร้อนแรงมองมาที่ตนจึงกระโดดหลบ นางโผล่หน้าออกมาเล็กน้อย สายตามองตามร่างชายหนุ่มรูปงามที่เดินไปกับโฉมงามไม่แพ้กัน สายตาคมกริบของเขาทำเอานางรู้สึกแปลก ๆ จนขนลุกไปทั้งตัว.... “หรือว่าข้าจะเป็นไข้ สงสัยต้องกินยาสักเม็ด”“นี่! สาวน้อย” เทียนหลินมองลงมาที่โคนต้นไม้ เห็นชายหนุ่มรูปงามท่าทางเจ้าสำอางค์กำลังกระโดดเหยง ๆ ชูไม้ชูมือเรียกนาง เด็กสาวมองด้วยความสงสัยแวบหนึ่ง ก่อนร่างของนางจะหายไปดังเงา“อ้าว! ช่างขี้อายเสียจริง” เยี่ยเซาถอนหายใจ ก่อนเดินไปขึ้นรถม้ากลับเข้าเมืองหลวง หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเค่อ กลางท้องฟ้าเหนือแม่น้ำสุ่ยอิงพลันปรากฏวงแสงเรืองรองสีรุ้ง ขนาดความสูงและความกว้างเท่าตัวคน สร้างความตื่นตะลึงแก่ทุกคนที่อยู่ริมแม่น้ำ“ประตูแดนลับปรากฏแล้ว!” ผู้คนต่างตะโกนร้องเสียงดัง“พวกเรารีบไปกันเถอะ” กลุ่มคนนับร้อยรีบพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ยื้อแย่งกันเข้าไปในวงแสงประตูมิติขณะที่วงแสงกำลังจะจางหาย เงาร่างเล็กวูบผ่านเข้าไปในประตูมิติได้ทันเวลา เมื่อแสงสว่างกลางท้องฟ้าสลายไป ริมแม่น้ำสุ่ยอิงก็กลับคืนสู่สภาพเงียบสงบเช่นเดิม ภายในมิติแดนลับเก้านพจักร..ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆใหญ่สีดำทะมึนปกคลุมไปทั่วดินแดน ร่างเล็กของเทียนหลินพุ่งทะลุผ่านออกมาจากก้อนเมฆเป็นคนสุดท้าย ภาพที่ปรากฏในสายตาทำเด็กสาวตกใจสุดขีด ก่อนจะดิ่งร่างลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็ว แล้วรีบซ่อนกายบนยอดไม้อย่างมิดชิด“อ๊าก!” เสียงร้องดังแว่วมา เทียนหลินมองที่มาของเสียงทันที ภาพที่เห็นคือชายผู้หนึ่งถูกนกยักษ์ฉีกร่างกลืนลงท้อง นางรู้ทันทีว่าทำไมท่านปู่ใหญ่ จึงเน้นย้ำให้นางเข้าประตูลับเมื่อตอนประตูใกล้จะปิด ที่แท้พวกสัตว์อสูรทั้งหลาย ต่างมารอจับมนุษย์กินเป็นอาหารตอนประตูมิติเปิดเข้ามาในแดนของพวกมันนี่เอง ทั้งบนฟ้าและเบื้องล่างเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่ส่งเสียงคำรามสะท้อนกึกก้องเด็กสาวแอบซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้เงียบ ๆ โชคดีที่สีชุดของนางเป็นสีน้ำตาลอ่อนเปลือกไม้ จึงสามารถพรางตัวให้กลมกลืนไปกับต้นไม้ได้ รอจนเหตุการณ์น่าพรั่นพรึงผ่านพ้นไปจึงขยับตัวออกจากที่ซ่อน สายตาสอดส่ายมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีสัตว์อสูรอยู่ในบริเวณนี้แล้วจึงค่อย ๆ ลงจากต้นไม้ต้นไม้ในดินแดนลับมีลำต้นใหญ่โต ยอดไม้สูงเสียดฟ้า หลังอาหารสุดสยองมื้อใหญ่ผ่านพ้นไป สัตว์อสูรต่างแยกย้ายกลับไปยังที่อยู่เดิม เทียนหลินเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าตรวจสอบพื้นที่ป่ารอบตัว พลังสัตว์อสูรที่สัมผัสได้อยู่ในระดับขั้นห้าขั้นหกเด็กสาวเดินเก็บสมุนไพรตามบันทึกในตำราลับอย่างรอบคอบ เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของมนุษย์ก็จะเปลี่ยนเส้นทาง สัตว์อสูรที่นาน ๆ จะพบเจอสักตัว นางก็เอาชนะได้อย่างง่ายดาย การผจญภัยวันแรกในป่าชั้นนอกราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง อีกด้านหนึ่งของป่า กลุ่มหรงจื่อกำลังพบเจอปัญหาหนัก แม้จะรอดจากการเป็นอาหารนกยักษ์มาได้ แต่การต่อสู้กับสัตว์อสูรขั้นห้าขั้นหกที่เข้าโจมตีพร้อมกันครั้งละหลายตัวเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งสาเหตุมาจากซู่ซิน แม้ระดับพลังยุทธ์ของนางจะถึงขั้นห้าแล้ว แต่กลิ่นอายของพลังกลับบางเบาเหมือนคนระดับพลังยุทธ์ขั้นสี่ เพราะซู่ซินกินยาเพิ่มพลังยุทธ์จำนวนมากในการเลื่อนขั้น และมิได้ปรับพื้นพลังยุทธ์ในกายให้เสถียร พลังยุทธ์ระดับต่ำเป็นสิ่งดึงดูดสัตว์อสูร “นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน! ทำไมสัตว์อสูรถึงเข้ามาโจมตีกลุ่มพวกเราพร้อม ๆ กัน ซู่ซินระดับพลังของเจ้าอยู่ในขั้นห้าจริงหรือ? เหตุใดสัตว์อสูรถึงพุ่งใส่เจ้าเป็นคนแรก” ชางซิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ“ชางซิว! เจ้าคนปากเสีย อย่ามาคิดสงสัยข้า สัตว์อสูรในแดนลับมีมากมาย พวกมันได้กลิ่นมนุษย์ก็ต้องเข้าโจมตีเป็นเรื่องปกติ” ซู่ซินตวาดกลับอย่างขุ่นเคือง“นี่มันใช่เวลาที่พวกเจ้าจะมาทะเลาะกันไหม?” หรงซวี่ปรามเสียงต่ำ แม้ใจเขาก็สงสัยเช่นกันคนทั้งกลุ่มนั่งพักอย่างเหนื่อยหอบ หลังจากสังหารหมาป่าขนเงินกับลิงเขาเหล็กได้สำเร็จ ชางซิวมองซู่ซินด้วยหางตา“องค์ชายห้า กระหม่อมว่าพวกเราควรให้ซู่ซินแยกตัวออกไป ต้องเป็นนางแน่ ๆ ที่เป็นตัวซวยดึงดูดพวกสัตว์อสูรให้เข้ามาโจมตีพวกเรา ปกติสัตว์อสูรจะมีอาณาเขตการล่า และพวกมันจะไม่ช่วยกันล่าเหยื่อเช่นนี้” ชางซิวพูดเสียงดังขึ้นกลางกลุ่ม“ชางซิว! เจ้าคนปากสุนัข เจ้ากล้าด่าข้าเป็นตัวซวย องค์ชายสามให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วยเพคะ” ซู่ซินเอ่ยร้องทุกข์กับหรงจื่อด้วยท่าทางน่าสงสาร ดวงตาคู่งามมีน้ำตาคลอ“พี่สาม ท่านคิดว่าอย่างไร? ถ้านางเป็นตัวดึงดูดสัตว์อสูรจริง ชีวิตของพวกเราทั้งกลุ่มก็ตกอยู่ในอันตราย นี่แค่ป่าชั้นนอกพวกเรายังเกือบเอาชีวิตไม่รอด” หรงซวี่เอ่ยถามหรงจื่อ พลางมองซู่ซินด้วยสายตาเย็นชา“ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นนาง เราก็ควรจะจับกลุ่มกันไว้ช่วยกันต่อสู้ดีที่สุด” หรงจื่อเอ่ยเสียงเรียบ“โฮกกก!” เสือดำตัวใหญ่กระโจนออกมาจากพุ่มไม้ คนทั้งกลุ่มรีบชักอาวุธขึ้นทันที“บัดซบ! จะไม่ให้พวกข้าได้พักสักนิดเลยใช่ไหม? เจ้าเดรัจฉานชั่ว” ตงเย่ตะโกนด่าอย่างหัวเสีย